• Mekong Chula

40 ปี สงครามจีน-เวียดนาม: หยดเลือดที่เลือนรางในวันที่ยากอธิบาย

จุฬาลักษณ์ ปลื้มปัญญา:


การบุกเวียดนามในปี 1979 (ที่มาภาพ https://espressostalinist.com)

แม้จะผ่านมา 40 ปีแล้ว หม่าต้าชิ่ง (马大庆) ยังจำได้ถึงเสียงกระสุนปืนที่ซัดสาดอย่างไม่ขาดสายในอากาศของเช้ามืดวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 1979 เสียงคำรามของปืนใหญ่ที่ดังสนั่นทำให้เขาและสหายร่วมศึกตื่นตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก หมู่บ้านถูกเผาและฝูงควายวิ่งหนีอย่างวุ่นวายอยู่ด้านหลัง กลุ่มของเขาหยุดรถถังที่นาแห่งหนึ่งและลงมือขุดบังเกอร์ตรงนั้น และที่นั่นเองที่สหายของหม่าต้องทอดร่างที่ไร้วิญญาณไว้ เพื่อที่จะยึดพื้นที่เล็กๆหมายเลขที่ 639 บนแผนที่ พวกเขาต้องสูญเสียสหายในหน่วยไปถึง 15 คนภายในหนึ่งอาทิตย์ และหลังจากนั้น ทหารหนุ่มชาวจีนอีกนับหมื่นต้องสละชีวิตของตนเองในต่างแดนนี้ตลอดระยะเวลา 17 วันของสงคราม


เช้าวันนั้น เงวียน สือ ทู๊ก (Nguyen Duy Thuc) ยังคงหลับอยู่ตอนที่กองกำลังปลดปล่อยประชาชนของจีนเดินทัพเข้าสู่เวียดนาม เงวียนซึ่งเป็นทหารประจำชายแดนถูกปลุกด้วยเสียงปืนและรถถัง หน่วยของเขารีบลุกไปประจำการอย่างรีบด่วน แม้ว่าบางคนจะยังไม่ได้สวมกางเกงด้วยซ้ำ เงวียนยิงปืนต้านฝั่งตรงข้ามจนปากกระบอกปืนแดงฉาดจนใช้การไม่ได้ แต่ทหารจีนใช้แก๊สอัดเข้ามาในบังเกอร์ซึ่งมีประชาชนรวมทั้งเด็กและผู้หญิง 800 กว่าคน มีเพียงเขาและเพื่อนอีกคนหนึ่งเท่านั้นที่หนีรอดมาได้ เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นกับทุกหมู่บ้านที่ก่อตั้งเรียงรายตามชายแดนจีน-เวียดนามยาว 600 กิโลเมตร


นี่คือสมรภูมิรบที่ดุเดือดที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยุคปัจจุบัน


สำหรับสงครามที่ดุเดือดและชีวิตนับหมื่นที่สูญเสียที่ฝ่ายจีนเรียกว่า “สงครามป้องกันตนเองจากเวียดนาม” (对越自卫反击战 ) ส่วนเวียดนามเรียกว่า “สงครามต่อต้านจักรวรรดินิยมจีน” (反中国扩张主义战争) หรือที่เรียกกันว่า “สงครามสั่งสอน” หรือ “สงครามอินโดจีนครั้งที่ 3” นั้น วันนี้ผ่านมาแล้ว 40 ปี กลับไม่ได้รับการเอ่ยถึงหรือรำลึกถึงจากรัฐบาลจีน ส่วนรัฐบาลเวียดนามก็เพิ่งมีการอนุญาติให้พูดถึงบนสื่อของรัฐเมื่อไม่นานมานี้ หนังสือพิมพ์ว๊อย ออฟ เวียดนาม (Voice of Vietnam) ตีพิมพ์บันทึกจากผู้ร่วมเหตุการณ์ทั้งชาวบ้านธรรมดาและทหารผ่านศึก รวมถึงบทวิเคราะห์ผลของสงครามที่ยังคงกระทบเวียดนามจนถึงปัจจุบัน ชาวเน็ตเวียดนามร่วมกันถกเถียงประเด็นนี้อย่างดุเดือดในอินเตอร์เน็ต และยังมีการถกเถียงกันว่าควรบรรจุเรื่องราวดังกล่าวในหนังสือเรียนระดับมัธยมหรือไม่


ทั้งที่เป็นสงครามเดียวกัน แต่ทำไมทั้งสองประเทศจึงมีท่าทีที่ต่างกันเช่นนั้น?


สงครามจีน-เวียดนามปี 1979 เกิดขึ้นจากความซับซ้อนทางการเมืองในระดับโลก ในขณะนั้น จีนถือว่าตนเองเป็นผู้ช่วยเหลือเวียดนามจากการรุกรานของจักรวรรดิอเมริกัน แต่ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศเริ่มเลวร้ายลงเมื่อเวียดนามเข้าร่วมสภาเพื่อความช่วยเหลือซึ่งกันและกันทางเศรษฐกิจ (Council for mutual Economic Operation – Comecon) และเซ็นสนธิสัญญาพันธมิตรและความร่วมมือกับสหภาพโซเวียต (Friendship and Cooperation)ในปี 1978 ซึ่งตอนนั้นสหภาพโซเวียดเป็นศัตรูตัวฉกาจกับจีน จีนจึงถือว่าการสร้างสัมพันธ์ระหว่างเวียดนามและโซเวียตครั้งนี้เป็นการร่วมมือทางการทหารอย่างแท้จริง และเรียกเวียดนามว่า “คิวบาแห่งตะวันออก” (Cuba of the East) และจะช่วยให้เกิด “ลัทธิจักรวรรดินิยม” ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้


ในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน เวียดนามยกกองกำลังเข้ายึดครองกัมพูชาซึ่งอยู่ภายใต้เขมรแดง อันเป็นพันธมิตรของจีนและไทย ความรู้สึกไม่มั่นคงก่อตัวขึ้นในปักกิ่งเนื่องจากทางพรมแดนตอนเหนือคือโซเวียตและทางตอนใต้ติดกับเวียดนาม หากทั้งสองประเทศเป็นพันธมิตรกันและร่วมมือกันเป็นปฏิปักษ์กับจีน จีนคงยากจะแก้ปัญหานี้ได้ ดังนั้น เติ้งเสี่ยวผิง ผู้นำของจีนในขณะนั้นคิดว่าตนเองมีเหตุผลเพียงพอที่จะชักจูงรัฐบาลให้ “กำราบ” เวียดนาม นอกจากนั้น การขึ้นมามีอำนาจของเติ้งเกิดขึ้นหลังจากที่เขาหล่นหายจากเวทีการเมืองในทศวรรษอันยาวนานของการปฏิวัติวัฒนธรรม (文化大革命) เพื่อที่จะควบรวมอำนาจของรัฐบาล พรรคคอมมิวนิสต์ และกองทัพให้เด็ดขาดและกำจัดขั่วตรงข้ามทางการเมืองออกไป นักวิเคราะห์บางคนจึงมองว่าเติ้งเสี่ยวผิงใช้สงครามกับเวียดนามเพื่อสร้างฐานอำนาจให้แก่ตนเองมากกว่าอยากจะ “กำราบ” เวียดนามจริงจัง


วันที่ 25 สิงหาคม 1978 กองทัพปลดปล่อยประชาชนรุกล้ำชายแดนเวียดนาม เข่นฆ่าทหารและประชาชนธรรมดาไปจำนวนหนึ่ง เล่ ติ่ง ชิ่น (Le Dinh Chinh) ตำรวจท้องถิ่นพยายามสู้ด้วยมือเปล่าและถูกแทงโดยกลุ่มทหารจีนในเวลาไม่นาน ชิ่นกลายเป็นเจ้าหน้าที่เวียดนามคนแรกที่เสียชีวิตจากการปะทะระหว่างเวียดนามและจีน ในที่สุด หลังจากเตรียมตัวเป็นระยะเวลาหนึ่ง การรุกรานจากจีนอันนำโดยรถถัง 400 หน่วยปืนใหญ่ 1,500 หน่วย พลทหารทั้งหมด 200,000 นาย เดินทางเข้าสู่เวียดนามเพื่อเป้าหมายยึดเมืองให้ได้ห้าเมือง ทางจีนประมาณการณ์ว่ากองทัพปลดปล่อยประชาชนแห่งเวียดนามจะต้องปล่อยกองกำลังส่วนใหญ่ไว้ในกัมพูชาในขณะนั้น แต่สิ่งที่คาดไม่ถึงคือ ถึงแม้กองทัพเวียดนามจะมีขนาดที่เล็กกว่า แต่พวกเขาส่วนใหญ่คือทหารผ่านศึกที่เพิ่งขับไล่อเมริกาออกไปไม่นาน จึงมีประสบการณ์สูงและมีอุปกรณ์ที่ทันสมัยกว่าซึ่งได้รับจากโซเวียต ผิดกับกองกำลังมหึมาของจีนที่ประกอบไปด้วยเด็กหนุ่มอายุ 18-25 ปี นอกจากนี้ จีนยังคาดการณ์ผิดที่เก็บกองกำลังทางอากาศไว้และและลงสนามรบด้วยอาวุธที่ล้าสมัย กองทัพของจีนในสงครามครั้งนี้ก็ไม่ได้รับการฝึกฝนเท่าที่ควร ขาดประสบการณ์ แม้กระทั่งอุปกรณ์สำคัญเช่นเข็มทิศและแผนที่ยังเป็นที่ขาดแคลน ยิ่งไปกว่านั้นเกิดความผิดพลาดระหว่างเดินทัพอยู่บ่อยครั้ง เช่น ผู้คุมทัพผู้มีประสบการณ์ไม่สูง บัญชาการพลาดเป็นเหตุให้กองทัพขาดน้ำไปถึง 24-48 ชั่วโมงหลังจากเดินเข้าเขตศัตรู ความไร้ประสิทธิภาพของกองทัพจีนเป็นที่เข้าใจได้ เพราะจีนได้ส่งกองทัพกำลังที่เก่งที่สุดไว้ที่ภาคเหนือเพื่อเตรียมรับกับการแก้แค้นจากโซวียต ดังนั้น แม้ว่าจีนจะสามารถรุกเข้าดินแดนเวียดนามถึง 8 กิโลเมตรในเวลาอันสั้น แต่เพราะการต่อต้านอย่างรุนแรงจากฝั่งตรงข้ามและอ่อนด้อยของกองทัพจีนเอง การรุกล้ำของจีนจึงช้าและเต็มไปด้วยอุปสรรค เหตุผลเหล่านี้ทำให้จีนสูญเสียกำลังพลไปถึง 3,000 คนในช่วงเวลาสองสามวันแรกของการปะทะ


แต่เมื่อเข้าถึงเดือนมีนาคม จีนก็ประกาศว่า “สงครามสั่งสอน” ประสบความสำเร็จแล้ว และประกาศถอนกำลังพลวันที่ 16 อย่างกระทันหัน ไม่มีฝั่งไหนสามารถยืนยันตัวเลขที่แน่นอน แต่ข้อมูลจากตะวันตกก็ได้ประเมินว่าทหารจีนเสียชีวิต 28,000 ราย บาดเจ็บประมาณ 43,000 ราย ชาวเวียดนามเสียชีวิต 20,000 ถึง 35,000 ราย ซึ่งรวมพลเมืองด้วย แน่นอนว่าทั้งสองฝ่ายอ้างว่าฝ่ายของตนเป็นฝ่ายชนะ แต่นักวิเคราะห์มองว่าจีนเป็นฝ่ายพ่ายแพ้เพราะเวียดนามยังคงมีอิทธิพลในกัมพูชาต่อไปและกองทัพจีนก็เสียหายมากกว่าที่คาดไว้ อย่างไรก็ดี ในทางการเมืองแล้ว สงครามนี้แสดงให้เวียดนามเห็นว่าโซเวียตจะไม่เข้าร่วมเพื่อปกป้องเวียดนามอย่างที่คิด พันธมิตรคนสำคัญของเวียดนามเพียงแค่ส่งยุโธปกรณ์ให้เท่านั้นแต่จะไม่เสี่ยงปะทะกับจีนโดยตรงเด็ดขาด เป็นการคลายความกังวลของรัฐบาลปักกิ่งในปัญหาของการเกิดความร่วมมือของศัตรูทั้งทางเหนือและทางใต้พร้อมกัน ส่วนเติ้งก็ประสบความสำเร็จในการสร้างฐานอำนาจในกองทัพและขจัดกลุ่มเหมาอิสต์ออกไป กองทัพจีนจึงพัฒนาต่อมาทั้งทางด้านเทคโนโลยีและความเป็นมืออาชีพจนกลายเป็นกองทัพที่มีประสิทธิภาพสูงของโลกอย่างที่เติ้งเสียวผิงตั้งใจในปัจจุบัน


ถึงกระนั้น ความขัดแย้งตามชายแดนระหว่างจีนและเวียดนามก็ดำเนินต่อไปเป็นทศวรรษ ทหารจีนและเวียดนามปะทะกันตามแนวชายแดนเป็นระยะ ทหารปืนใหญ่ ทหารราบ และทหารเรือของจีนรุกล้ำเข้าชายแดนเวียดนามเป็นบางครั้ง รวมถึงจีนทำการขุดเหมืองแร่ทั้งในน้ำและบนบกทำให้แหล่งน้ำปนเปื้อน และยังใช้สงครามจิตวิทยาในการยุยงให้ชนกลุ่มน้อยตามชายแดนไม่พอใจรัฐบาลส่วนกลางและเข้าร่วมกับกิจกรรมผิดกฏหมายเช่นการขนของเถื่อน เป็นต้น เหล่านี้ทำให้เกิดความตึงเครียดระหว่างจีนและเวียดนามเป็นเวลานาน


เช่นนั้น สงครามครั้งนี้ส่งผลอย่างไรต่อความสัมพันธ์ของจีนและเวียดนามในปัจจุบัน


ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศไม่อาจเรียกว่าราบรื่นนัก แม้ว่าจีนจะเป็นประเทศที่ลงทุนสูงสุดเป็นอันดับสี่ของเวียดนามด้วยตัวเลขสูงถึง 1.6 พันล้านของสี่เดือนแรกในปีนี้ ในแง่ของการค้า จีนเป็นคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดของเวียดนามตั้งแต่ปี 2004 จีนยังเป็นประเทศนำเข้าสินค้าเวียดนามเป็นอันดับสองรองจากสหรัฐ เวียดนามยังเป็นประเทศคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนและเป็นอันดับแปดในระดับโลกสำหรับจีน เวียดนามเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่เป็นอับดับห้าและเป็นตลาดนำเข้าที่ใหญ่เป็นอันดับเก้าของจีนอีกด้วย นั่นทำให้เวียดนามมีความสำคัญกับจีนอย่างยิ่ง โดยเฉพาะสถานการณ์สงครามการค้าที่เกิดขึ้นระหว่างสหรัฐและจีน ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จำเป็นต้นเดินเกมการเมืองอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะเวียดนามที่มีเศรษฐกิจก้าวหน้าอย่างมากในปัจจุบัน


การละเลยการจัดงานรำลึกเหตุการณ์สงคราม “สั่งสอน” ของเวียดนามและจีน จึงสะท้อนถึงสัญญาณบางอย่าง


ประเทศจีนเป็นประเทศที่โดดเด่นเรื่องการใช้ประวัติศาสตร์ในการแสดงออก เมื่อถึงวันสำคัญในประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะสงครามสมัยใหม่ รัฐบาลจะจัดงานรำลึกอย่างใหญ่โตโดยประชาชนมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง เช่น เหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในหนานจิง ปี 1937 (南京大屠杀), การเคลื่อนไหวสี่พฤษภา ปี 1919 (五四运动) อันเป็นเหตุการณ์ที่มีอายุครบร้อยปีในปีนี้ แต่สำหรับสงครามปี 1979 คนยุคหลังดูเหมือนจะลืมสงครามครั้งนี้ไปแล้ว วันที่ 17 กุมภาพันธ์ปีนี้ทั้งที่ครบรอบ 40 ปีของสงคราม เฮกแทคที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในโซเชียลมีเดียจีนกลับเป็น #ดาราวัยรุ่นกินเค้ก (#某小羊肉明星吃蛋糕#) ส่วนเฮกแทก #สงครามป้องกันตนเองจากเวียดนาม (#对越自卫反击战#) มีผู้ใช้อยู่ 2914 ข้อความ และมีผู้อ่าน 6 ล้านคน ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับเฮกแทก #รำลึกการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่หนานจิง (#南京大屠杀# ) ในปีที่แล้ว อันมีผู้ใช้ 213,000 คน และมีผู้อ่าน 1.6 ร้อยล้านคน ในแง่ของการรับรู้จากรัฐบาล ล่าสุด วันที่ 21 มิ.ย. ประธานาธิบดีสิจิ้นผิงเดินทางไปถึงเกาหลีเหนือเพื่อไว้อาลัยแด่ทหารจีนผู้พลีชีพในสงครามเกาหลี ณ อนุสรณ์สถาน หอคอยมิตรภาพ (Friendship Tower) ในกรุงเปียงยาง แสดงให้เห็นว่าจีนให้ความสำคัญกับสงครามสมัยใหม่และทหารผ่านศึกเพียงใด แต่สงครามจีน-เวียดนาม กลับไม่เคยได้รับความสนใจจากรัฐ หรือสื่อหลักใดๆเลย


แม้ว่าจีนจะไม่ได้ห้ามการจัดงานรำลึกอย่างที่สื่อตะวันตกกล่าว แต่ปัญหาการจัดการความทรงจำในเรื่องนี้ปรากฏอยู่อย่างชัดเจน ความทรงจำที่กำลังจะจางหายนี้กลายเป็นสิ่งหนึ่งที่น่ากังวลของเหล่าทหารผ่านศึก พิธีรำลึกเล็กๆที่จัดขึ้นในชิ่งเต่าแสดงถึงความกังวลนี้ ซุนซิงกัง (Sun Xingang) ทหารผ่านศึกวัย 62 ปี กล่าวว่า “เจ้าหน้าที่ระดับสูงไม่อนุญาตให้จัดงานรำลึก แต่ทหารผ่านศึกทั่วประเทศตั้งใจเข้าร่วมงานรำลึกนี้ เพราะพวกเราถือว่าสงครามครั้งนั้นคือเกียรติยศ” เฉินไจ่ฉุน (Chen Zaichun) ทหารผ่านศึกจากเฉินตูวัย 62 ปีกล่าวอย่างหนักใจว่า “มันเป็นเรื่องยากที่จะติดต่อกับสหายคนอื่นๆ ทุกคนค่อยๆขาดการติดต่อ … ก็พวกเราอายุมากขึ้นทุกวันนี่” โหลวยู่หมิง (Lou Yuming) จากหนานนิงหวังว่ารัฐจะยอมรับและให้ความสำคัญกับทหารผ่านศึกอย่างพวกเขาสักที “ในหัวของผมมีเศษกระสุนอยู่ หมอเอาออกไม่ได้เพราะมันทับเส้นประสาท สุขภาพของผมแย่ลงทุกวัน ผมหวังว่ารัฐบาลจะยอมรับสงครามอย่างเป็นทางการอย่างเร็วที่สุดก่อนที่จะสายเกินไป”


ทหารผ่านศึกบางคนได้ยอมแพ้ที่จะทำให้สงครามครั้งนี้เป็นที่รับรู้ของสาธารณะแล้ว


“สี่สิบปีแล้ว มันผ่านไปแล้ว” ทหารผ่านศึกผู้ไม่เปิดเผยนามกล่าว บุคคลผู้นี้เป็นหนึ่งในกลุ่มทหารผ่านศึกที่พยายามช่วยเหลือญาติผู้เสียชีวิตหรือทหารเก่าที่ยากไร้และประสบปัญหา “พวกเราทหารผ่านศึกมีกลุ่มเว่ยซิ่น (微信) ทั้งหมด 71 กลุ่มแต่ละกลุ่มมีสมาชิกมากกว่าร้อยคน” แต่ก็ยังยากที่จะให้ข้อมูลสัมภาษณ์กับสื่อ เมื่อครั้งที่สงครามสิ้นสุดใหม่ๆ ทหารเหล่านี้ได้รับการยกย่องเป็นวีรบุรุษ แต่เมื่อจีนและเวียดนามฟื้นฟูความสัมพันธ์กัน รัฐก็เริ่มลืมเลือนพวกเขา


“เรื่องพวกนี้พวกเราชาชินแล้ว เลิกโกรธไปแล้ว นี่เป็นปัญหาของระบบ ในสังคมนี้มีเรื่องไม่ยุติธรรมมากพอแล้ว สิ่งที่น่าดีใจคือพวกเรายังคงติดต่อกัน ยังคงช่วยเหลือกัน”


ส่วนทหารผ่านศึกที่ไม่พอใจและต้องการให้รัฐบาลจีนยอมรับหรือให้ความช่วยเหลือมากกว่าขึ้น ช่วงหลายปีมานี้พวกเขาสร้างแคมเปญรณรงค์รวมตัวกันเดินขบวนและลงชื่อในอินเตอร์เน็ตเพื่อเรียกร้องสิทธิของทหารผ่านศึก จนเมื่อปีที่แล้ว สีจิ้นผิงได้กล่าวถึงปัญหาของทหารผ่านศึกจำเป็นต้องได้รับการแก้ไข รัฐบาลจึงจัดต้องหน่วยงานเพื่อทหารผ่านศึก (退伍军人事务部) ขึ้น แต่สำหรับครอบครัวทหารผ่านศึก หน่วยงานดังกล่าวอาจจะตั้งเมื่อสายเกินไป อย่างในกรณีของ ตู้ฝูจวน (杜福捐) หญิงเผ่าจิง (京族) ผู้ที่น้องชายของเธอ ตู้ฝูเฉียง (杜福强) เสียชีวิตในสงครามครั้งนั้น ในปี 1979 ตู้ฝูเฉียงอายุเพียง 20 ปีและเป็นลูกคนเดียวของครอบครัวที่เรียนสูงที่สุด เขาเพิ่งเข้าเป็นทหารได้เพียงสองเดือนก็ถูกส่งไปเวียดนามและสละชีพที่นั่น เพราะครอบครัวไม่รู้ว่าศพถูกฝังที่ไหน ตระกูลตู้ได้แต่นำหมวกและเสื้อผ้ามาฝังแทน จนถึงปี 2015 ตระกูลตู้จึงรู้ว่าร่างของตู้ฝูเฉียงถูกฝั่งที่สุสานทหารผ่านศึกฟังเฉิงเฉิงเป่ย (防城城北烈士陵园) อันห่างจากหมู่บ้านไป 50 กิโลเมตร น่าเสียดายที่มารดาของตู้ฝูเฉียงเสียชีวิตไปก่อนหน้านั้นแล้ว 5 ปี


โศกนาฏกรรมดังกล่าวไม่เพียงฝังลึกอยู่ในความทรงจำของเหล่าผู้เสียสละชาวจีนเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อชาวเวียดนามผู้ผ่านสงครามและกระทบต่อภาพลักษณ์ของจีนในเวียดนาม แม้จะเป็นสองในห้าประเทศสุดท้ายที่ยังคงประกาศตนว่าเป็นสังคมนิยม (ได้แก่ จีน เวียดนาม ลาว คิวบา และเกาหลีเหนือ) น่าประหลาดใจที่ประชาชนในประเทศพันธมิตรทางอุดมการณ์อย่างเวียดนามกลับมีแนวโน้มปฏิเสธอิทธิพลของจีนในภูมิภาค


เมื่อถาม แพม ตี คีย์ (Pham Thi Ky) ญาติของทหารหนุ่มเวียดนามผู้เสียชีวิตในสงครามครั้งนี้ว่า ความขัดแย้งระหว่างเวียดนามและจีนจะมีวันยุติหรือไม่ แพมตอบโดยทันทีว่า


“ไม่มีทาง มันจะมีวันหมดได้ยังไง กับจีนนั่นน่ะ” ในฐานะผู้สูญเสีย ครอบครัวของแพม ตี คีย์จัดงานรำลึกถึงญาติของเธอทุกปี ความทรงจำเกี่ยวกับสงครามยังครุกกรุ่นในคนรุ่นเธอ เหมือนๆกับเงวียน สือ ทู๊ก ที่ไม่ยอมให้อภัยชาวจีน และจะสั่งให้ภรรยาปิดทีวีทุกครั้งถ้าเห็นเธอดูภาพยนตร์จีน


ความขัดแย้งของจีนและเวียดนามเริ่มต้นขึ้นใหม่เมื่อจีนพยายามแสดงอำนาจเหนือทะเลจีนใต้ เมื่อครั้งจีนวางแท่นเจาะน้ำมันในทะเลจีนใต้ในปี 2014 ชาวเวียดนามก่อประท้วงอย่างรุนแรงทันที ความรุนแรงของการประท้วงส่งผลให้ชาวจีนไต้หวันซึ่งถูกเข้าใจผิดว่าเป็นชาวจีนแผ่นดินใหญ่เสียชีวิตสี่คน เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ชาวเวียดนามตามพรมแดน โดยเฉพาะเมืองลางซัน (Lang Son) สถานที่ที่เสียหายที่สุดในสงครามปี 1979 เกิดความหวาดระแวง

“ตอนนั้น (ปี 2014) พวกเรากลัวกันมาก พวกเรารีบกักตุนอาหารเพราะกลัวว่าจีนจะบุกมาอีก” แพม ตี คีย์ เคยผ่านสงครามปี 1979 มาแล้วกล่าว ตอนนั้นเธอรีบหนีจึงทำให้เธอไม่สามารถเอาอะไรติดตัวไปได้เลยนอกจากเสื้อผ้าบางชิ้น ครั้งนี้เธอจึงอยากเตรียมพร้อมให้ดี แพมเตรียมทุกอย่างแม้กระทั่งพยายามถอนเงินทั้งหมดออกจากธนาคารเผื่อใช้ในการหลบหนี

ทุกวันนี้เมืองลางซันกลายเป็นเมืองที่เติบโตอย่างรวดเร็วจากการทะลักเข้ามาของทุนจีน สินค้าจีนราคาถูกเดินทางผ่านประตูมิตรภาพ (Friendship Pass Border) ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองไปทางเหนือ 12 กิโลเมตร แม้ประตูจะถูกตกแต่งด้วยสัญลักษณ์แห่งสันติภาพและมิตรภาพ แต่ก็ไม่อาจลบความทรงจำของคนท้องถิ่น คนในพื้นที่เรียกชาวจีนว่า “แตม” (Tham) อันแปลว่า “ตระกละ” “โลภ” สำหรับเหงียน ติ ลี (Nguyen Thi Li) อายุ 82 ปีชาวลางซันผู้ที่ต้องอพยพในการโจมตีของจีน จีนนั้น “ยังไงก็ต้องขยายดินแดนอยู่แล้ว พวกมันเป็นประเทศใหญ่ ประเทศใหญ่ก็ต้องอยากจะใหญ่ยิ่งๆขึ้นไปอีก”


หลัว วัน หลาง (Luong Van Lang) นึกย้อนถึงช่วงเวลาที่เขายังเป็นเด็กมัธยมปลาย ตอนนั้นกองทัพจีนบุกเข้าลางซันและทำลายเมืองจน “เหลือแต่ซาก” หลางไม่อาจปิดบังความเกลียดที่มีต่อชาวจีนได้เลย เขาได้รับเลือกเป็นทหารแม่นปืนโดยการฝึกของกองกำลังในท้องถิ่นเพื่อป้องกันจีนในการจู่โจมแบบ “ตีแล้วหนี” (Hit and run) อันดำเนินไปตลอดทศวรรษที่ 80


“ผมต้องตื่นตีสองทุกวันเพื่อประจำการตามสันเขาที่นั่นผมเห็นอย่างชัดเจนว่าทหารจีนกำลังขุดอุโมงอยู่” หลางกล่าว “พวกนั้นจะอยู่ในพื้นที่ที่ต่ำกว่าเรา ในตอนที่พวกมันพยายามขึ้นไปบนเขาที่สูงกว่า เราจะรอมันเคลื่อนไหว และยิง” ชายผู้นี้อวดว่าตนเองสามารถฆ่าทหารจีนหกคนในสิบวัน จากวีรกรรมดั่งกล่าว หลัว วัน หลาง ได้รับเหรียญกล้าหาญถึงสามเหรียญ


ฮา ติ เหียน (Ha Thi Hien) อายุเพียง 14 ตอนที่เมืองลางซันถูกจู่โจม เธอยังจำกลิ่นดินปืนและเสียงกระสุนที่ปลิวว่อนและภาพของแม่ที่ล้มลงพร้อมกับลูกกระสุนทะลุร่างได้เป็นอย่างดี แม้ในวัย 49 เธอจะเปิดบ้านพักเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวจีนที่มีจำนวนมากขึ้นทุกปี แต่เธอก็ไม่เคยลืมความทรงจำที่เลวร้ายนั่น “ทหารจีนกวาดต้อนพวกเราเข้าถ่ำ มีคนเป็นร้อยถูกฆ่าที่นั่น ฉันเห็นหญิงคนหนึ่งถูกตัดขาทั้งร้องครวญครางอยู่บนพื้น แต่ไม่มีใครกล้าที่จะช่วยเธอเลย ใครละจะกล้า ฉันไม่มีวันลืมเรื่องพวกนี้แน่”

ทหารเวียดนามฝังร่างเพื่อนทหารที่เสียชีวิตจากสงคราม (ที่มา: https://newstiktakofus.wordpress.com)

ความทรงจำไม่เคยเลือนหายในหมู่ผู้ประสบเหตุการณ์เลวร้ายนั้น แต่ในระดับรัฐบาล เวียดนามจัดการกับความทรงจำเหล่านี้อย่างไร?


ดังที่กล่าวไปแล้ว เศรษฐกิจของเวียดนามพึ่งพิงเศรษฐกิจของจีนเป็นอย่างมาก และในระดับรัฐบาล รัฐบาลเวียดนามมองจีนเป็นแบบอย่างของรัฐรวมอำนาจที่น่าเอาอย่าง เหงียน ฟู่ จ่อง (Nguyen Phu Trong) เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์และประธานาธิบดีเวียดนามมีความใกล้ชิดกับจีน ในขณะที่สโลแกน “อเมริกาต้องมาก่อน” (America first) ของโดนันท์ ทรัมป์ ทำให้สหรัฐต้องห่างเหินกับประเทศพันธมิตรต่างๆ มหาโปรเจค “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” (One Belt One Road) ของจีนกลับพยายามดึงนานาประเทศเข้าสู่วงอำนาจและวางเวียดนามเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ประธานาธิบดีจ่องเองได้แสดงความกระตือรือร้นในการเข้าร่วมโครงการนี้บ่อยครั้ง เช่น ในเดือนเมษายน ประธานาธิบดีได้เสนอว่าทั้งสองประเทศควรร่วมมือกันใช้ทรัพยากรในแม่น้ำโขงอย่างคุ้มค่า ในด้านการประมงทั้งสองประเทศควรขยายข้อตกลงร่วมกันเพื่อความก้าวหน้าของธุรกิจประมงในภูมิภาค นอกจากนี้ ประธานาธิบดีเวียดนามยังต้องการให้จีนลงทุนด้านเทคโนโลยีในเวียดนามมากขึ้นเพื่อส่งเสริมให้เวียดนามเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีและนวัตกรรมของอาเซียน


ความสัมพันธ์ทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจทำให้เวียดนามยังคงไม่พูดถึงสงครามปี 1979 อย่างเต็มที่

ในปีนี้ รัฐบาลเวียดนามอนุญาตให้สื่อกระแสหลัก เช่น ว๊อย ออฟ เวียดนาม ซึ่งเป็นกระบอกเสียงของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามตีพิมพ์บทความและงานเขียนเกี่ยวกับสงครามครั้งนั้นและความทรงจำของทหารผ่านศึกมากมาย บทความบางชิ้นยังตั้งหัวข้อว่า “ความถูกต้อง... ที่จะปกป้องดินแดนแม่” โดยอธิบายสงครามว่าเป็น “การบุกที่โหดร้ายและไร้เหตุผลของจีน” สถาบันการศึกษาสังคมศาสตร์แห่งเวียดนาม (The Vietnam Academic of Social Science) จัดการประชุมขนาดใหญ่ซึ่งได้เชิญนักวิชาการ นักประวัติศาสตร์ และผู้สนใจเสนองานศึกษาเกี่ยวกับหัวข้อนี้อย่างคึกคัก


“หลังจากทศวรรษที่เงียบงัน หรือถูกทำให้เงียบ ในที่สุดสื่อหลักของรัฐก็เริ่มจะพูดเรื่องนี้สักที” เหงียน ชี เตรียน (Nguyen Chi Tuyen) นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนชาวเวียดนามที่รู้จักกันในนาม อันห์ ชี (Ahn Chi) กล่าว “บ้างก็เรียกจีนว่า ศัตรู แต่บ้างก็ใช้คำที่ค่อนข้างคลุมเครือ เช่น คู่ตรงข้าม หรือ อีกฝั่งหนึ่งของชายแดน”


อย่างไรก็ตาม สื่อรัฐบาลเวียดนามเน้นย้ำเหตุการณ์นี้ว่าเป็น “โศกนาฎกรรมทางประวัติศาสตร์” และทั้งจีนและเวียดนามควรจะเรียนรู้จากเหตุการณ์นี้ เพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างจีนและเวียดนามต่อไป ยิ่งไปกว่านั้น แม้จะมีการเปิดกว้างมากขึ้นต่อการพูดคุยเกี่ยวกับสงครามปี 1979 แต่ประเด็นหลักก็ถูกเพิกเฉย เช่น จำนวนผู้เสียชีวิตไม่ถูกพูดถึงในสื่อ ในประเด็นนี้รัฐบาลอ้างว่าตัวเลขดังกล่าวค่อนข้างไม่แน่นอนมากเกินกว่าจะสรุป นอกจากนี้ ยังไม่การเอ่ยถึงบทบาทของชนกลุ่มน้อยที่คอยช่วยเหลือทหารจีน ซึ่งกลายเป็นประเด็นถกเถียงกันว่าเป็นสาเหตุหนึ่งหรือไม่ในการทำให้รัฐให้ความช่วยเหลือแก่ชนกลุ่มน้อยอย่างน้อยนิด จนคนกลุ่มนี้ถูกละเลยและยังคงอยู่ในความยากจนทุกวันนี้ และยังละเลิกที่จะพูดถึงประเด็นของโซเวียตในการช่วยเหลือเวียดนามเพื่อต่อต้านจีน ซึ่งอาจจะส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนามและรัสเซียในปัจจุบัน


ในขณะเดียวกัน แม้ว่าสื่อหลักของเวียดนามจะได้รับอนุญาตให้เผยแพร่เกี่ยวกับสงครามครั้งนี้แล้ว แต่สำหรับบุคคลทั่วไปกลับไม่ได้รับสิทธินี้


ญาติของทหารเวียดนามที่เสียชีวิตทำพิธีรำลึกตามประเพณี (ที่มา: https://media.npr.org)

เตรียนเล่าว่า เขาเดินทางไปร่วมพิธีรำลึกในฮานอยเพื่อจุดธูปและรำลึกถึงผู้เสียชีวิต แต่ถูกหยุดโดยตำรวจอย่างรวดเร็ว หลังจากถูกควบคุมตัวในรถโดยที่ไม่สามารถติดต่อใครได้หลายชั่วโมง เขาก็ได้รับอนุญาตให้กลับบ้าน


“พวกเขาบอกว่าผมจะทำอะไรก็ได้ จะอยู่บ้านหรือไปที่ไหนก็ได้ แต่ต้องไม่ไปที่พิธีรำลึกเพราะมีคำสั่งห้ามอย่างลับๆในวันนั้น”


สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลเวียดนามรับรู้แรงต่อต้านจีนของประชาชน พวกเขาไม่ต้องการปฏิเสธความต้องการของประชาชนโดยตรงไม่เช่นนั้นความเกลียดชังอาจจะหันมาที่รัฐบาลได้ แต่รัฐบาลเวียดนามก็ไม่สามารถเป็นปฏิปักษ์กับจีนได้เนื่องด้วยความสัมพันธ์ทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองดังที่กล่าวไปแล้ว


ไม่ว่าจะถูกกล่าวถึงหรือไม่ก็ตาม แต่ประวัติศาสตร์สงครามเลือดยังคงอยู่ในความทรงจำของผู้อยู่ในเหตุการณ์จากทั้งฝั่งเวียดนามและจีน เป็นเรื่องน่าเศร้าที่รัฐของพวกเขาละเลยผู้เสียสละเหล่านี้เพื่อคงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและปล่อยให้ความสูญเสียยังคงเป็นแผลในจิตใจของผู้สูญเสียต่อไป


เรียบเรียงจาก

http://www.theasanforum.org/the-undercurrent-of-sino-vietnamese-relations/

https://www.npr.org/sections/parallels/2015/05/01/402572349/ask-the-vietnamese-about-war-and-they-think-china-not-the-u-s

https://nationalinterest.org/blog/the-buzz/27-days-hell-when-china-vietnam-went-war-19596

https://www.scmp.com/week-asia/opinion/article/2188181/china-tries-forget-its-war-vietnam-ended-us-victory-just-look

https://thediplomat.com/2017/02/the-bitter-legacy-of-the-1979-china-vietnam-war/

https://www.globalsecurity.org/military/world/war/prc-vietnam.htm

https://e.vnexpress.net/news/news/remembering-vietnam-s-bloody-border-war-with-china-3542147.html

https://www.historynet.com/war-of-the-dragons-the-sino-vietnamese-war-1979.htm

https://baijiahao.baidu.com/s?id=1626617057592758358&wfr=spider&for=pc

https://baijiahao.baidu.com/s?id=1609392317987398792&wfr=spider&for=pc

https://baijiahao.baidu.com/s?id=1625634613038454490&wfr=spider&for=pc&isFailFlag=1

https://www.dw.com/zh/%E4%B8%AD%E8%B6%8A%E6%88%98%E4%BA%8940%E5%B9%B4%E5%AE%98%E6%96%B9%E4%B8%8D%E5%8F%91%E5%A3%B0-%E8%80%81%E5%85%B5%E4%B8%8D%E8%83%BD%E5%8F%91%E5%A3%B0/a-47600587

https://news.sina.cn/gn/2019-02-17/detail-ihqfskcp6079567.d.html?from=wap

https://m.tiexue.net/touch/thread_12978960_1.html?mip

http://mil.sohu.com/s2014/dyfjz35/index.shtml

https://www.scmp.com/news/china/military/article/2186692/40-years-chinese-veterans-defy-official-silence-remember-vietnam

https://www.cnbc.com/2019/06/01/china-to-release-document-laying-out-stance-on-negotiations-with-us-amid-escalating-trade-war.html

https://vietnamnews.vn/sunday/features/521637/writing-history-in-viet-nam.html#8Hxkpo6F1M2dIeLx.97

https://asia.nikkei.com/Editor-s-Picks/Tea-Leaves/Vietnam-learns-to-live-in-China-s-shadow

https://www.asiatimes.com/2019/05/article/how-china-sees-vietnams-tilt-toward-america/

https://time.com/5440653/vietnam-us-china-balance/

https://vietnamnews.vn/Mess.aspx?aspxerrorpath=/webpages/NewDetails.aspx#2XiDUuOcDdDcIOBh.97

https://www.nytimes.com/2014/07/06/world/asia/06vietnam.html

https://www.bbc.com/zhongwen/simp/mobile/china/2014/03/140317_vietnam_china_war_35years.shtml

https://m.sohu.com/a/295481235_581209/?pvid=000115_3w_a

http://k.sina.com.cn/article_6440615342_17fe3fdae001007ott.html?from=history

https://vietnamnews.vn/politics-laws/519189/pm-phuc-meets-chinese-party-chief-and-president-xi-jinping-in-beijing.html#erAVZDWeDZYTDVxp.97

1,125 views

© 2019 by Mekong Studies Center