• Mekong Chula

การต่างประเทศไทยปี 2562 : จีน

อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์:


ภาพจาก https://www.yoyochinese.com/

"ไทยกับจีนไม่ใช่อื่นไกล เป็นพี่น้องกันมานานตั้งแต่โบราณกาล" นี่เป็นคำพูดติดปากและแนวคิดที่ฝังแน่นคนไทยมานาน หากมองทางด้านการต่างประเทศที่เป็นทางการไทย-จีน ความสัมพันธ์ทางการฑูตของ ทางการฑูตไทย-สหรัฐอเมริกา ปีนี้ครบรอบ 200 ปี แต่ความยาวนานของความสัมพันธ์ไม่ค่อยสำคัญเท่าเนื้อหาและบริบทของความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ดูเหมือนว่า จีนมีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต่อไทย (และกับประเทศอื่นๆ) ที่ลึกและเปลี่ยนแปลงไปมากในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา อีกทั้งยังมองได้หลายแง่มุม ดังที่จะกล่าวต่อไป


ไทย-จีน : ความสัมพันธ์ที่เป็นทางการ


นอกจากความสัมพันธ์ทางการฑูตอย่างเป็นทางการเมื่อปี 1975 ดูเหมือนว่า ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่เป็นทางการระหว่างภาครัฐไทย-จีนมีมากและสำคัญหลายอันเช่น ข้อตกลงทางการค้า 31 มีนาคม 1978 พิธีสารว่าด้วยการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมทางการค้าไทย-จีน 9 พฤศจิกายน 1978 ความตกลงเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน 13 ธันวาคม 1985 ส่วนความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจภาคเอกชน มีบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งสภาธุรกิจและสภาธุรกิจจีน-ไทย 28 สิงหาคม 2001 เป็นต้น

ความสัมพันธ์ที่เป็นทางการนี้ช่วยอำนวยให้เกิดการค้า การลงทุนระหว่างไทยกับจีน โดยจีนเป็นทั้งตลาดขนาดใหญ่ของไทยและอาเซียน อย่างไรก็ตาม พลวัตและความเปลี่ยนแปลงของทั้งสองประเทศในระยะหลังนี้มีมากมาย


จุดเปลี่ยน


จุดเปลี่ยนที่มาจากจีนกล่าวโดยง่ายและอย่างสรุปคือ การผงาดขึ้นของจีนพร้อมกับความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน ถ้ามองจากไทยคือ นโยบายมุ่งใต้ (go south) ของจีนที่เพิ่มบทบาทความสำคัญของมลฑลยูนนานสู่อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงและมณฑลกว่างซี่ที่เชื่อมต่อความสัมพันธ์ระหว่างจีน-อาเซียน จะเห็นได้ว่านับตั้งแต่ทศวรรษ 2000 เป็นต้นมา การพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจ (economic zone) ตอนใต้ของจีนมายังอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงและไทยเห็นรูปธรรมของการไหลลื่น (flow) ของสินค้าและบริการของจีนและการเคลื่อนย้าย(migrant) ผู้คนของจีนมาสู่ภูมิภาคนี้ โดยมีก่อสร้างเส้นทาง R 3 A จากเมืองคุนหมิง จีน ห้วยทรายและต้นผึ้ง สปปลาวเข้าสู่เมืองเชียงของ จังหวัดเชียงรายเป็นเส้นทางการคมนาคมสำคัญ

สิ่งที่เกิดขึ้นใหม่สำหรับจีน อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงและไทยคือ Lancang Mekong Cooperation-LCM ที่น่าสนใจในประเด็นแรกคือ LCM เป็นความร่วมมือภูมิภาคที่ริเริ่มจากทางการไทย แต่ทางการจีนได้ตอบสนองและผลักดันโดยเร็วโดยการจัดประชุมนานาชาติที่กรุงปักกิ่ง จีนและพนมเปญ ราชอาณาจักรกัมพูชาในเวลาต่อมา LCM ดูเหมือนมีนโยบาย Green economy เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจอันเป็นเป้าหมายการพัฒนาที่ปรากฏใน Sustainable Development Goal-SDG ขององค์การสหประชาชาติ แต่กลับเกี่ยวโดยตรงกับเรื่องสำคัญของลุ่มแม่น้ำโขงได้แก่ ระดับน้ำในลุ่มแม่น้ำโขงที่ประเทศต้นน้ำคือ จีนกับประเทศปลายน้ำคือ สปปลาว ไทย ราชอาณาจักรกัมพูชาและสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามคิดเห็นแตกต่างกันและขัดแย้งกันในเรื่องการจัดการน้ำ โดยมีแนวโน้มว่า LMC จะเป็นเครื่องมือทางการฑูตและเสริมสร้างสมรรถนะทางเศรษฐกิจและการเมืองของจีนผ่านลุ่มแม่น้ำโขง

สิ่งที่เกิดขึ้นควบคู่กัน แต่ใหญ่กว่ามากคือ รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน (Thai-China Hi Speed Railway-TCSR) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ One Belt One Road-OBOR ของจีนที่เส้นทาง 3 สายหลักคือ ยุโรป เอเชียกลางและอินโดจีน โดยไทยเป็น ‘ข้อต่อ’ สำคัญของรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน

ถ้ามองในแง่นี้ ความสัมพันธ์ไทย-จีนที่พัฒนามายาวนาน เป็นพี่เป็นน้อง เป็นตลาดใหญ่ เป็นนักลงทุนและนักท่องเที่ยวสำคัญของไทย กลายเป็นความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจแบบปกติ ทว่าความสัมพันธ์ใหม่ด้วยการสถาปนา การฑูตรถไฟจีน (China’s Railway Diplomacy-CRD) จากคุนหมิงสู่บ่อหาน บ่อเต็น เวียงจันทน์ สปปลาว เข้าสู่หนองคาย นครราชสีมา กรุงเทพ ประเทศไทย กัวลาลัมเปอร์ มาเลเซียและสิงคโปร์

CRD อันสถาปนาขึ้นในหลายแห่งในโลกทั้งยุโรป เอเชียกลาง บางประเทศในอัฟริกานับเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางการฑูต เศรษฐกิจและข้ามพรมแดนที่อาจถูกใช้เพื่อต่อรองผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการเมืองของจีนได้ในอนาคต เหมือนที่เกิดขึ้นในกรณีหนี้สินของมาเลเซีย หนี้สินของศรีลังกาและปัญหาหมู่เกาะทะเลจีนใต้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้


อนาคต


CRD เป็นโครงสร้างพื้นฐานของหลายๆอย่างของจีนเพื่อรักษาผลประโยชน์ของจีน การกดดันและเร่งรีบสถาปนา CRD ขึ้นมาในหลายเส้นทางในหลายประเทศ พร้อมกับการขายหัวรถจักร การลงทุนก่อสร้างรางและระบบราง เงินกู้ที่ต้องเสียดอกเบี้ย สิทธิประโยชน์ของที่ดินตามทางรถไฟ ดังนั้น CRD จึงทำให้ไทยคิดแต่การต่างประเทศของไทยในปี 2562 ไม่ได้ แต่ต้องคิดลึก มองยาว มองเป็นภูมิภาค หลายปัจจัย หลายผู้เล่น ข้อสำคัญต้องมองให้ออกและมองให้เป็น


เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ !!!!

© 2019 by Mekong Studies Center