• Mekong Chula

พล นิกร กิมหงวน ในสงครามกลางเมืองลาว

Updated: Mar 7

อดิศร เสมแย้ม:


นิยายชุดสามเกลอ ตอน "เวียงจันทน์อลหม่าน"

พล นิกร กิมหงวน เป็นหัสนิยายหรือเรื่องชวนหัว (Comical Story) ที่นักอ่านหนังสือบ้านเรารู้จักกันดีในนาม “นิยายชุดสามเกลอ” ผลงานของ ป. อินทรปาลิต หรือ ปรีชา อินทรปาลิต (๑๒ พฤษภาคม ๒๔๕๓ – ๒๕ กันยายน ๒๕๑๑) มีฉากในการดำเนินเรื่องเป็นโลกและประเทศไทยยุคก่อนและหลังการสิ้นสุดมหาสงครามโลกครั้งที่ ๒ (พ.ศ ๒๔๘๒ – ๒๕๑๑๗) ผ่านตัวละครที่ ป. อินทรปาลิต เรียกว่า “คณะพรรคสี่สหาย” ประกอบไปด้วย พล พัชราภรณ์, นิกร การุณวงศ์, สงวน ไทยเทียม (ภายหลัง ป. อินทรปาลิต เปลี่ยนชื่อและนามสกุลเสียใหม่ให้ เสี่ยหงวน เป็น กิมหงวน ไทยแท้) และ ดร. ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ ชายหนุ่มทั้งสี่เป็นเพื่อนรักรุ่นราวคราวเดียวกัน รวมถึงญาติผู้ใหญ่หัวล้านผู้เป็นพ่อตาของ นิกร และ ดร.ดิเรก คือ พลโทพระยาปัจจนึกพินาศ (อู๊ด สิริสวัสดิ์) และคนรับใช้จอมทะลึ่งอย่าง เจ้าแห้ว โหระพา (ศักดิ์แห้ว โหระพากุล) นิยายชุดสามเกลอสร้างขึ้นจากจินตนาการของ ป.อินทรปาลิต ด้วยการนำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเวลานั้นมาสร้างความเป็นจริงทางสังคมในนิยาย (Social Construction of Reality) ที่ไม่ใช่เป็นการรายงานความเป็นจริงจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่เป็นการสร้างความเป็นจริงจากเหตุการณ์ขึ้นโดยให้ตัวละครของเรื่อง คือ พล นิกร กิมหงวน เข้าไปโลดแล่นอยู่ในเหตุการณ์ ทำให้นิยายชุดสามเกลอกว่า ๑,๐๐๐ ตอน กลายเป็นบันทึกเหตุการณ์ (Chronicle) ที่ให้ภาพวิวัฒนาการของสังคมไทยนับตั้งแต่ตอนแรกที่นิยายชุดสามเกลอได้อุบัติขึ้นในบรรณพิภพ คือ “อายผู้หญิง” ที่มีตัวละครเพียงพล พัชราภรณ์ และ นิกร การุณวงศ์ ใน พ.ศ. ๒๔๘๒ จวบจนกระทั่ง ป. อินทรปาลิต ลาจากโลกนี้ไปด้วยอายุ ๕๘ ปี เมื่อวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๑๑ แม้วันเวลาจะผ่านพ้นไปแต่เนื้อหาและความสนุกสนานของนิยายชุดสามเกลอยังคงความร่วมสมัย และได้รับการต้อนรับในหมู่นักอ่านชาวไทยไม่เสื่อมคลายจวบจนปัจจุบัน ทำให้นิยายชุดสามเกลอนอกจากจะถูกสร้างเป็นภาพยนตร์และละครโทรทัศน์หลายต่อหลายครั้งแล้วยังได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนังสือดี ๑๐๐ เล่ม ที่คนไทยควรอ่านประเภทนิยาย (พ.ศ.๒๔๐๘ – ๒๕๐๙) อีกด้วย


เวียงจันทน์อลหม่าน

นิยายชุดสามเกลอ ตอน “เวียงจันทน์อลหม่าน” เป็นเรื่องราวที่ ป. อินทรปาลิต ให้ คณะพรรคสี่สหาย ประกอบด้วยพล นิกร กิมหงวน ดร ดิเรก เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว เดินทางไปทัศนาจรที่นครเวียงจันทน์ซึ่ง ป. อินทรปาลิต เห็นว่าคล้ายๆ กับเที่ยวในไทย ไม่ต้องเตรียมอะไรไปหรือมีพิธีรีตอง ฉากในเรื่องเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเวลาที่ลาวปกครองในระบอบราชอาณาจักรประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๘ หลังได้รับเอกราชจากฝรั่งเศสใน พ.ศ ๒๔๙๖ และเกิดความขัดแย้งภายในกันเองจนปะทุเป็นสงครามกลางเมือง ป. อินทรปาลิต บรรยายการเดินทางไว้ว่า ขณะนั้นการสัญจรข้ามแม่น้ำโขงจากท่าเสด็จฝั่งหนองคายไปยังท่าเดื่อของเวียงจันทน์ใช้เรือยนต์ชั้นเดียวขนาดกลางคล้ายๆเรือยนต์ข้ามฟากแม่น้ำเจ้าพระยา ทางการไทยกำหนดให้นำเงินออกนอกประเทศได้ ๕๐๐ บาท สำหรับเงินไทย และ ๑๕๐ ดอลลาร์อเมริกัน ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองนั้นคณะพรรคสี่สหายได้รับการเตือนจากเจ้าหน้าที่ให้ระวังเหตุการณ์ความไม่สงบที่จะเกิดขึ้นในเวียงจันทน์จากการปะทะที่อาจเกิดขึ้นระหว่าง นายพลกุปะสิด อะไพ กับ พันเอกบุนเลิด ไซโกสี คณะพรรคสี่สหายได้แวะที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรของลาวเพื่อทำพิธีเข้าเมืองตามระเบียบที่ไม่ยุ่งยากและเสียเวลาอะไรมากนัก และความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเวลานั้นจากสายตาของ ป. อินทรปาลิต ที่มีฐานคิดแบบคนไทยว่า “เพราะลาวกับไทยย่อมเปรียบเหมือนกับพี่น้องกัน บ้านห่างกันชั่วมีแม่น้ำโขงกั้นเท่านั้น” ซึ่งได้กลายมาเป็นปัญหาในปัจจุบันจากผู้ไม่รู้จริงที่ตั้งคำถามว่า “ใครเป็นพี่ ใครเป็นน้อง” จนก่อให้เกิดความเข้าใจผิด ทั้งๆที่แท้จริงแล้วคำว่า “พี่น้อง” เป็นคำภาษาลาวที่ใช้กันมาตั้งแต่โบราณ หมายถึง “ญาติ” เพราะคำเรียก “พี่ชาย” ภาษาลาวเรียกว่า “อ้าย” และ“พี่สาว” จะเรียกว่า “เอื้อย”


ตลาดเช้าในนครเวียงจันทน์ พ.ศ. ๒๔๙๗

เรียนภาษาลาวกับนิกร

ป. อินทรปาลิต ได้สอดแทรกคำศัพท์ภาษาลาวที่ใช้กันอยู่ในห้วงเวลานั้นผ่านตัวละครสำคัญของเรื่อง คือ นิกร ที่รับหน้าที่ล่าม เนื่องจากพูดภาษาลาวได้ดีและอ่านเขียนภาษาลาวได้ด้วย เพราะเคยมีเมียเป็นชาวลาวจากแขวงจำปาสักที่ติดตามพ่อไปตั้งร้านขายอาหารในกรุงเทพฯ เช่น กาลันเดอร์ (ปฏิทิน) โฆษณาขายบุหรี่ ยี่ห้อ “สาวน้อย” ที่มีข้อความว่า “ดูดสาวน้อย ชุ่มใจ ชุ่มทรวง” นิกร อธิบายให้คณะพรรคสี่สหายเข้าใจว่าในภาษาลาว คำว่า “ดูด” คือ “สูบ” ในภาษาไทย “ยาดูด” หมายถึง “บุหรี่” (ซิกาแรต) และคำสรรพนามแทนตัวเองในภาษาลาวที่ใช้ว่า “ข้อย” ถ้าพูดกับผู้ใหญ่จะใช้คำว่า “ข้าน้อย” ที่มีความหมายเหมือนกับคำว่า “กระผม”, คำรับที่สุภาพเหมือน “ครับ” ใช้คำว่า “โดย”, คำว่า “ครับผม” คือ “โดยข้าน้อย”, “ซิ่น” หมายถึง “ชิ้น” (เนื้อ) เช่น “ซิ่นหมู” (เนื้อหมู), “ซิ่นกุ้ง” (เนื้อกุ้ง), “ซิ่นวัว” (เนื้อวัว), “ซิ่นปู” (เนื้อปู) เป็นต้น “รถตำกัน” หมายถึง “รถชนกัน”, “จอก” หมายถึง ”แก้ว”, “ข้าวจี่” หมายถึง “ขนมปัง”, “เฮ็ดบุญ” หมายถึง “ทำบุญ”, “น้ำก้อน” หมายถึง “น้ำแข็ง”, “ข้าวคั่ว” หมายถึง “ข้าวผัด” และ “เฝอคั่ว” หมายถึง “ก๋วยเตี๋ยวผัด” นิกร ยังบอกต่อไปว่า คนลาวชั้นปัญญาชนสามารถพูดภาษาอังกฤษและฝรั่งเศสได้เป็นอย่างดี ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า เวียงจันทน์อลหม่านเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นประมาณ พศ. ๒๕๐๘ หากพิจารณาในบริบทของประวัติศาสตร์สังคมจะเห็นถึงวิวัฒนาการของภาษาลาวจากสภาพการเมืองที่เปลี่ยนเป็นระบอบสังคมนิยม ทำให้คำบางคำหลังสมัยปลดปล่อยไม่เป็นที่นิยมใช้แล้ว เช่น คำว่า “ข้าน้อย” ที่แต่เดิมเป็นสรรพนามใช้แทนตนกับผู้อาวุโสหรือภิกษุสงฆ์ และมีการนำคำว่า “ข้าพเจ้า” มาใช้แทน เพื่อแสดงถึงความเท่าเทียมกันทางชั้นชนในสังคมหลังระบอบใหม่


คณะพรรคสี่สหายไม่ได้ไปประตูชัย

คณะพรรคสี่สหายพักที่โรงแรมล้านช้างซึ่งเป็นสถานที่สำคัญสำหรับใช้จัดการประชุมของรัฐบาล สร้างขึ้นใน พ.ศ. ๒๕๐๓ ปัจจุบันคงเปิดดำเนินการอยู่โดยรัฐบาลได้ให้สัมปทานกับนักลงทุนเวียดนามเช่า ป. อินทรปาลิต บรรยายว่า เป็นโรงแรมที่ทันสมัยและโอ่โถงที่สุดขณะนั้น เป็นตึกสี่ชั้นริมแม่น้ำโขงคล้ายๆ โรงแรมเอราวัณที่กรุงเทพฯ เรื่อง เวียงจันทน์อลหม่าน ยังเล่าถึงสภาพสังคมและสอดแทรกความเป็นอยู่ทางเศรษฐกิจ เช่น อัตราแลกเปลี่ยนเงินกีบและเงินบาท ณ เวลานั้นที่ ๑๐๐ กีบ เท่ากับ ๔ บาท ๒๕ สตางค์ และธนบัตรลาวมีราคา ๑ กีบ ๕ กีบ ๑๐ กีบ ๒๐ กีบ ๕๐ กีบ ๑๐๐ กีบ และ ๕๐๐ กีบ ป. อินทรปาลิต ยังบรรยายอีกว่า เวียงจันทร์ขณะนั้นมีผู้คนไม่มากมายนักจะครึกครื้นเฉพาะช่วงหัวค่ำ แต่หลังจาก ๒๐.๐๐ น. แล้ว ก็จะสงบเงียบ รถยนต์มีน้อย “แคบและสงบเกินไป” ผู้คนโดยมากนิยมขี่จักรยาน ร้านอาหารมีเพียงไม่กี่แห่ง ราคาอาหารแพงมาก ส่วนมากส่งไปจากฝั่งไทย ยกเว้นเครื่องสำอางที่นำเข้าจากฝรั่งเศส คณะพรรคสี่สหาย ได้ไปเที่ยวชมโบราณสถานในเวียงจันทน์ เช่น ธาตุหลวง ซึ่งเป็นเจดีย์ใหญ่กลางเมือง และตลาดเย็น หรือ “ตลาดแลง” ที่ไม่คึกคักนัก เมื่อเทียบกับ ตลาดเช้า สถานที่สำคัญแห่งหนึ่งของเวียงจันทน์ที่ปัจจุบันเป็นสถานที่ๆ ผู้มาเยือนต้องไปเที่ยวชมและถ่ายรูปเป็นสัญลักษณ์ว่าได้มาถึงลาวแล้ว คือ “ประตูชัย” แต่ไม่ปรากฏใน เวียงจันทน์อลหม่าน ว่าคณะพรรคสี่สหาย ได้แวะไปเที่ยวชมแต่อย่างใด เนื่องจากความเป็นจริงนั้น ประตูชัย ที่ถูกเรียกว่า “รันเวย์แนวตั้ง” เพราะสร้างขึ้นด้วยซีเมนต์ที่ตั้งใจจะสร้างสนามบิน มีสถาปนิกชาวลาว คือ ทัม ไซยะสิดเสนา เป็นผู้ออกแบบนั้น การก่อสร้างอยู่ระหว่าง พ.ศ ๒๕๐๐-๒๕๑๑ ซึ่งเป็นห้วงเวลาของความสับสนวุ่นวายในประวัติศาสตร์การเมืองลาว ดังนั้นการเดินทางไปเที่ยวเวียงจันทร์ของ คณะพรรคสี่สหาย ที่อยู่ประมาณ พ.ศ ๒๔๐๘ จึงเป็นขณะที่ประตูชัยยังสร้างไม่เสร็จนั่นเอง


ประตูชัยขณะกำลังก่อสร้าง

ความวุ่นวายทางการเมือง

แม้คณะพรรคสี่สหายรู้ว่าจะมีการสู้รบกันเกิดขึ้นแต่ก็ตัดสินใจอยู่เพื่อดูเขารบกัน เพราะ “สนุกดี อย่างน้อยเราก็จะรู้ว่าทหารลาวมีวิธีรบกันอย่างไร มีอาวุธอะไรใช้บ้าง” รวมทั้งความเห็นต่อสถานการณ์ในลาวที่ว่า “ขณะนี้ลาวมีอยู่หลายพวกด้วยกัน ประเทศลาวกำลังยุ่งเหมือนด้ายกลุ่มหนึ่งที่ยุ่งจนแก้ไม่ออกพอพอๆกับเวียดนาม” ใน เวียงจันทน์อลหม่าน ได้บรรยายถึงเหตุการณ์การรบที่มีการปะทะกันอย่างดุเดือดตามท้องถนนในนครเวียงจันทน์ระหว่างฝ่ายรัฐบาลภายใต้การบัญชาการของ นายพลกุปะสิด อะไพ และ นายพลอ้วน ลาทิกุน ที่มีกองบัญชาการอยู่ค่ายจินายโม้ กับกำลังฝ่ายกบฏซึ่งเป็นตำรวจปากซันที่อยู่ในบังคับบัญชาของนายพลสีโห และทหารปากซันในบังคับบัญชาของพันเอกบุนเลิด ไซโกสี จนทำให้อาคารบ้านเรือนในเวียงจันทร์พังทลายจากกระสุนปืนใหญ่ และปืนครกของฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายปฏิวัติที่ยิงตอบโต้กันไปมา รวมทั้งการทิ้งระเบิดโจมตีจากเครื่องบินของฝ่ายรัฐบาลใส่กองบัญชาการตำรวจเขต ๑ ทำให้กำลังตำรวจของ นายพลสีโห ที่ตั้งรับอยู่ต้องทิ้งฐานที่มั่น และยังทำให้ประชาชนชาวเวียงจันทน์ต้องพากันอุ้มลูกจูงหลานหนีตายข้ามแม่น้ำโขงมายังฝั่งไทย


คณะพรรคสี่สหายได้หนีมายังสถานเอกอัครราชทูตไทย แต่มีกระสุนปืนครกของฝ่ายกบฏที่ยิงเข้ามาตกใส่หลังคาอาคารสถานเอกอัครราชทูตจน นายโชติ พรโสภณ เลขานุการโท ของสถานเอกอัครราชทูตเสียชีวิต ทำให้คณะพรรคสี่สหายต้องล่าถอยออกจากสถานเอกอัครราชทูต เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่าง วันที่ ๓๑ มกราคม - ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๘ สมัยที่ นายจรูญพันธ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ดำรงตำแหน่งเป็นเอกอัครราชทูต จากการที่ลูกปืนครกขนาด ๘๑ มม กว่า ๑๕ ลูก ได้ตกลงกลางอาคารของสถานเอกอัครราชทูตจนเสียหายอย่างหนัก และเกิดเหตุสลดใจจากสะเก็ดระเบิดที่ถูก นายโชติ พรโสภณ เลขานุการโท ชั้น ๒ เสียชีวิตขณะทำงานอยู่ในห้องตรวจลงลงตรา[i] ในตอนจบของเรื่อง คณะพรรคสี่สหาย ตัดสินใจเดินทางกลับไทยเมื่อทราบว่าทหารฝ่ายกบฏที่มี นายพลพูมี กับ นายพลสีโห เป็นผู้บัญชาการรบเข้าตีเวียงจันทน์ เพราะเห็นว่าหาก นายพลพูมี เป็นหัวหน้าฝ่ายปฏิวัติสงครามกลางเมืองระหว่างลาวต่อลาวอาจจะรุนแรงและยืดเยื้อไปอีกนาน ซึ่ง ป.อินทรปาลิต คาดการณ์ผิด เนื่องจากความเป็นจริงแล้วฝ่ายรัฐประหารได้ยอมแพ้ในเวลาไม่ถึงสัปดาห์ โดย นายพลพูมี และ นายพลสีโห ได้ขอลี้ภัยการเมืองในประเทศไทย

พล นิกร กิมหงวน ในประวัติศาสตร์ลาวร่วมสมัย

ภาพความวุ่นวายใน เวียงจันทน์อลหม่าน เป็นเหตุการณ์ที่ปรากฏในประวัติศาสตร์การเมืองลาว ระหว่าง พ. ศ. ๒๕๐๕ - ๒๕๑๗ จากความพยายามเข้ามามีอิทธิพลในภูมิภาคนี้ของมหาอำนาจทั้งฝ่ายโลกเสรีที่มีอเมริกาเป็นผู้นำ และฝ่ายคอมมิวนิสต์ภายใต้การชี้นำของสหภาพโซเวียต การแก่งแย่งอำนาจทางการเมืองระหว่างลาวทั้งสามฝ่าย รวมทั้งความล้มเหลวของรัฐบาลผสม ชุดที่ ๒ ที่เกิดขึ้นจากข้อตกลงเจนีวา พ.ศ ๒๕๐๕ ซึ่งมี เจ้าสุวันนะพูมา ลัดตะนะวง ผู้นำฝ่ายเป็นกลาง เป็นนายกรัฐมนตรี ที่ไม่สามารถประสานฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาเข้าด้วยกันได้ เนื่องจากมีพลังอำนาจของจำนวนกำลังทหารที่น้อยกว่า รวมทั้งความพยายามในการโค่นล้มรัฐบาลผสมของผู้นำฝ่ายขวาที่มีอเมริกาหนุนหลัง เนื่องจากเกรงว่าผู้นำฝ่ายเป็นกลางจะเอนเอียงไปทางฝ่ายซ้ายหรือขบวนการปเทดลาว[ii] ที่อยู่ใต้การนำของพรรคแนวลาวฮักซาด (Neo Lao Hak Xat) โดยมี เจ้าสุพานุวง เป็นผู้นำ ซึ่งก็พยายามบ่อนทำลายรัฐบาลผสมเช่นกันด้วยการไม่ยอมเข้าร่วมในรัฐบาลผสม ทั้งยังใช้กำลังอาวุธเข้าต่อสู้กับฝ่ายเป็นกลางอย่างรุนแรง ขณะที่ฝ่ายขวาพยายามช่วงชิงอำนาจทางการเมืองทุกวิถีทางไม่ว่าจะเป็นการโค่นล้มฝ่ายเป็นกลางในรัฐสภาโดยกลุ่มซะนะนิกอนซึ่งกว้างขวางในหมู่ข้าราชการ ที่มี ผุย ซะนะนิกอน เป็นหัวหน้าพรรคลาว โฮมลาว (Rally of Laotian People) หรือการใช้กำลังทหารเข้ายึดอำนาจจากการทำรัฐประหารรัฐบาลของ

เจ้าสุวันนะพูมา ลัดตะนะวง

เจ้าสุวันนะพูมา ในวันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๐๗ โดย นายพลสีโห ลานพุดทะกุน อธิบดีกรมประสานงานแห่งชาติ และ นายพลกุปะสิด อะไพ ผู้บัญชาการทหารภาคที่ ๕ ประจำเวียงจันทน์ ผู้เป็นบุตรชายของ กุ อะไพ อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ ๑๓ แห่งพระราชอาณาจักรลาว (๗ มกราคม – ๓ มิถุนายน ๒๕๐๓) ที่ใช้ชื่อว่าคณะปฏิวัติกองทัพแห่งชาติ และอ้างว่ารัฐบาลผสมของ เจ้าสุวันนะพูมา ไม่สามารถแก้ปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ และสร้างความปรองดองในชาติระหว่างลาวสามฝ่ายได้ แต่การยึดอำนาจครั้งนี้ถูกประเทศมหาอํานาจในที่ประชุมเจนีวาคัดค้านและบีบให้ปล่อยตัว เจ้าสุวันนะพูมา ที่ถูกควบคุมตัวเอาไว้

การรัฐประหารที่เกิดบ่อยครั้งเกิดจากความอ่อนแอและขาดเสถียรภาพของฝ่ายพลเรือน รวมทั้งความขัดแย้งจากการแก่งแย่งผลประโยชน์และขาดความร่วมมือกันของผู้นำทหารฝ่ายเป็นกลางไม่ว่าจะเป็น กลุ่มนายพลกองแล[iii] กลุ่มของ พ.อ.เดือน รวมทั้งความร่วมมือของผู้นำทหารฝ่ายขวาด้วยกันเอง เฉพาะอย่างยิ่ง บรรดาผู้บัญชาการภาคทหารต่างๆที่คุมเชิงอยู่ในเขตรับผิดชอบของตน ได้แก่ กลุ่มของ นายพลพูมี หน่อสะหวัน ที่มีศักดิ์เป็นหลานชายของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ กลุ่ม นายพลสีโห ลานพุดทะกุน กลุ่ม นายพลกุปะสิด อะไพ เช่น การรัฐประหารของ พันเอกบุนเลิด ไซโกสี เจ้ากรมส่งกำลังบำรุง ที่นำทหารจำนวน ๓๐๐ - ๔๐๐ นาย เข้ายึดอำนาจในนครเวียงจันทน์ เมื่อวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๐๘ โดยอ้างว่าเพื่อปรับปรุงกองทัพแห่งชาติเสียใหม่ แต่แท้ที่จริงแล้วเกิดจากการขัดแย้งของทหารฝ่าย พลเอกกุปะสิด อะไพ ผู้บัญชาการทหารภาคที่ ๕ กับตำรวจของ นายพลสีโห ลานพุดทะกุน ในเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัว กำลังฝ่ายยึดอำนาจได้ปะทะกับฝ่ายรัฐบาลที่มี พลเอกกุปะสิด อะไพ เป็นผู้นำ การปะทะระหว่างฝ่ายขวาด้วยกันเองเป็นไปอย่างดุเดือด จนท้ายที่สุดฝ่ายยึดอำนาจได้ยอมจำนนเมื่อวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๘ ทำให้ นายพลพูมี กับ นายพลสีโห ต้องเดินทางลี้ภัยการเมืองมายังประเทศไทย[iv] หลังจากนั้นแม้ว่าฝ่ายรัฐบาลจะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้แต่ก็ยังคงเกิดความวุ่นวายขึ้นจากทหารที่นิยม นายพลพูมี ได้พากันก่อกบฏขึ้นอีก ๒ ครั้ง ที่ ปากซัน และท่าแขก ในเดือนมีนาคมและเมษายน พ.ศ ๒๕๐๘ ซึ่งกระทำการไม่สำเร็จโดยฝ่ายรัฐบาลสามารถปราบปรามลงได้ในที่สุด ต่อมา นายพลพูมี ได้ถูกศาลลาวตัดสินจำคุก ๒๐ ปี และถึงแก่กรรมที่กรุงเทพฯ ใน พ.ศ. ๒๕๒๘

นายพลกุปะสิด อะไพ

ความแตกแยกระหว่างบรรดาผู้นำทางทหารทั้งฝ่ายเป็นกลางและฝ่ายขวาได้นำไปสู่ความอ่อนแอในการต่อสู้ของฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายขบวนการปเทดลาว และทำให้คงมีเหตุการณ์ความวุ่นวายเกิดขึ้นเสมอๆ หลังจาก นายพลกองแล สิ้นอำนาจใน พ.ศ ๒๕๐๙ จากการต่อสู้กันของทหาร ๒ กลุ่ม คือ กลุ่ม นายพลอ้วน ลาทิกุน ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และกลุ่ม นายพลกุปะสิด อะไพ รองผู้บัญชาการทหารสูงสุดและผู้บัญชาการทหารภาคที่ ๕ เช่น การยึดสนามบินสะหวันนะเขตของ นายพลท้าวมา ผู้บัญชาการทหารอากาศลาว ในวันที่ ๑-๒ มิถุนายน ๒๕๑๐ เพียงเพราะขัดแย้งกับ นายพลบุนปอน มากเทพาฮัก รองเสนาธิการกองทัพแห่งชาติ ที่ต้องการย้าย นายพลท้าวมา จากผู้บัญชาการทหารอากาศมาประจำกรมเสนาธิการทหาร โดย นายพลท้าวมา ยังได้ก่อความวุ่นวายอีกครั้งร่วมกับ พันเอกบุญเลิด ไซโกสี เข้ายึดสนามบินสะหวันนะเขตและส่งเครื่องบิน ที- ๒๙ จำนวน ๙ เครื่อง มาทิ้งระเบิดที่เวียงจันทน์ จนทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตกว่า ๖๐ คน นายพลท้าวมาได้เรียกร้องให้ปลด นายพลกุปะสิด อะไพ รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด นายพลอุดอน ซะนะนิกอน เสนาธิการทหารบก นายพลบุนปอน มากเทพาฮัก ผู้บัญชาการทหารภาคใต้ และให้รวมกองทัพลาวสามฝ่ายเข้าเป็นหนึ่งเดียวรวมทั้งปรับปรุงกองทัพอากาศ แต่ทางฝ่ายรัฐบาลไม่ฟังเสียงและสามารถปราบปรามได้สำเร็จจน นายพลท้าวมา ต้องลี้ภัยมายังประเทศไทย ก่อนจะกลับไปทำรัฐประหารอีกครั้งในวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๑๖ โดยใช้เครื่องบิน ที- ๒๘ ทิ้งระเบิดใส่วิลล่าของ นายพลกุปะสิด อะไพ แต่เครื่องบินประสบอุบัติเหตุขณะลงจอดที่สนามบินวัดไตจนถูก นายพลกุปะสิด อะไพ สังหารที่ทางวิ่งของสนามบินในที่สุด

นายพลพูมี หน่อสะหวัน

นิยายชุดสามเกลอ เป็นความบันเทิงเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจในฐานะสื่อที่แพร่กระจายเข้าถึงผู้อ่านได้ง่าย และยังเป็น “วัฒนธรรมประชานิยม” (Pop Culture) ในฐานะ ”วาทกรรม” (Discourse) ที่สะท้อนระบบความคิดของคนไทยในยุคสมัยนั้น


การสร้างความเป็นจริงจากเหตุการณ์ความเป็นไปในสังคมไทยและสังคมโลกมาสร้างเป็นเรื่องขึ้นของ ป.อินทรปาลิต ทำให้ นิยายชุดสามเกลอ กลายเป็นประวัติศาสตร์สังคมที่ไม่เพียงบันทึกเหตุการณ์เฉพาะที่เกิดกับไทยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเหตุการณ์ร่วมสมัยที่เกิดกับประเทศเพื่อนบ้านเช่นลาวภายหลังได้รับเอกราชที่เป็นช่วงเวลาของความสับสนวุ่นวายในประวีติศาสตร์จากความขัดแย้งผลประโยชน์และการแก่งแย่งอำนาจกันเองของเหล่าขุนศึกและนักการเมืองจนเป็นสงครามกลางเมืองขึ้น



เชิงอรรถ


[i] [มติคณะรัฐมนตรี ๐๙/๐๒/๒๕๐๘] คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอเลื่อนเงินเดือน ให้นายโชติ พรโสภณ เลขานุการโท (ชั้น ๒) สถานเอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์ ซึ่งถึงแก่กรรมในขณะ ปฏิบัติหน้าที่ราชการ ๕ ขั้น โดยไห้ได้รับเงินเดือน ๓,๘๐๐บาท และเลื่อนขึ้นเป็นข้าราชการพลเรือน สามัญชั้นเอก สำหรับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ให้ขอพระราชทานตริตาภรณ์มงกุฎไทยให้ ส่วนค่าใช้จ่าย ในการฌาปนกิจศพ อนุมัติในวงเงิน ๓๐,๐๐๐ บาท ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ โดยให้ใช้เงินงบประมาณของกระทรวงการต่างประเทศ


[ii] ขบวนการปเทดลาว (PL) เป็นองค์กรที่ประกอบไปด้วย พรรคประชาชนปฏิวัติลาว (Lao People s’ Revolution Party : LPRP) พรรคแนวลาวรักชาติ และกองทัพปลดปล่อยประชาชนลาว (Lao People’s Liberation Army : LPLA)


[iii] นายพลกองแล วีระสาน (พ.ศ. ๒๔๗๖ - ๑๗ มกราคม ๒๕๕๗) เป็นผู้มีบทบาททางการเมืองคนสำคัญ กองแลเป็นนายทหารพลร่มที่ผ่านการฝึกมาจากสหรัฐฯ เป็นผู้นำฝ่ายเป็นกลางในการรัฐประหารล้มรัฐบาลฝ่ายขวาของ เจ้าสมสนิท เมื่อวันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๐๓ และประกาศจัดตั้งรัฐบาลฝ่ายเป็นกลาง ให้ เจ้าสุวันนะพูมา ลัดตะนะวง เป็นนายกรัฐมนตรี ที่นำไปสู่การเจรจาจนเกิดข้อตกลงเจนีวา พ.ศ. ๒๕๐๕ ต่อมา กองแล หันไปร่วมมือกับฝ่ายซ้ายหรือขบวนการปะเทดลาว แต่ภายหลังกลับมาอยู่กับฝ่ายขวาอีกครั้ง และลี้ภัยการเมืองไปฝรั่งเศสใน พ.ศ. ๒๕๑๐ ระหว่าง พ.ศ. ๒๕๓๑- ๒๕๓๒ ได้พยายามจัดตั้งองค์กรต่อต้านคอมมิวนิสต์ลาว ในบั้นปลายได้ย้ายไปอเมริกา และเสียชีวิตที่ฮาวายใน พ.ศ. ๒๕๕๗


[iv] [มติคณะรัฐมนตรี ๐๙/๐๓/๒๕๐๘] คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามความเห็นของกระทรวงการต่างประเทศตามที่เลขาธิการ บริหารของนายกรัฐมนตรีเสนอ กรณีรัฐบาลลาวขอให้พิจารณาหาทางอายัดทรัพย์สินของนายพลภูมี และนายพลสีโหฯ

188 views

© 2019 by Mekong Studies Center