• Mekong Chula

ข้อตกลงปางโหลงกับความเข้าใจผิดหลายประการ

อรรคณัฐ วันทนะสมบัติ:


ที่มา: Sao Sandra, The Moon Princess: Memories of the Shan States, River Books, Bangkok, 2008

เมื่อกล่าวถึงกระบวนการสันติภาพในพม่า ดูเหมือนจุดเริ่มต้นในการทำความเข้าต่อกระบวนการนี้มักจะเริ่มต้นที่สนธิสัญญาปางโหลงครั้งที่นายพล ออง ซาน เข้าร่วมประชุม (ซึ่งอันที่จริงเป็นการประชุมปางโหลงครั้งที่ 2 ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1947) อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนพบว่ามีความเข้าใจคลาดเคลื่อนอยู่หลายประการอันอาจเกิดจากองค์ความรู้ที่เป็นภาษาไทยมีอยู่จำกัด ผู้เขียนจึงขอใช้พื้นที่นี้ในการนำเสนอข้อมูลและเอกสารเบื้องต้นในการช่วยทำความเข้าใจข้อตกลงปางโหลง


1. การประชุมที่ปางโหลงก่อนพม่าได้รับอิสรภาพจากอังกฤษ มี 2 ครั้ง

การประชุมครั้งแรกมีขึ้นในเดือน มีนาคม 1946 ที่มาของการประชุมครั้งแรกนั้นเกิดจากบรรดาเจ้าฟ้าเมืองต่างๆในรัฐฉานและผู้นำชาติพันธุ์ต้องการระดมความคิดเห็นเพื่อจะกำหนดดนาคตของตัวเอง

ภายหลังที่อังกฤษผนวกพม่าเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณานิคม ในช่วงแรก มีสถานะเป็นจังหวัดหนึ่งของอาณานิคมบริติชอินเดีย นอกเหนือไปจาก พื้นที่ที่ชาติพันธุ์พม่าอยู่อาศัยเป็นส่วนใหญ่ อังกฤษจัดให้ชาติพันธุ์ต่างๆ ได้รับสถานะเป็นพื้นที่ในอารักขา (Protectorate Area) มีอำนาจปกครองตนเองระดับหนึ่ง(เรียกว่ามากพอสมควร) คือ 1.Shan States 2. Chin Hills 3. Kachin Tracts ซึ่งดินแดนส่วนนี้ถูกเรียกว่า "Frontier Areas" หรือ "Scheduled Areas" หรือ "Excluded Areas"


ในรัฐฉานอังกฤษจัดให้บรรดาเจ้าฟ้าเมืองต่างๆรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนลักษณะคล้าย ๆ สหพันธรัฐ ซึ่งอาจจะเป็นครั้งแรกที่บรรดาเจ้าฟ้ารัฐฉานมีความเป็นปึกแผ่นภายใต้โครงสร้างบางอย่างอย่างเป็นเรื่องเป็นราว

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 การเมืองในอังกฤษเองมีการเปลี่ยนแปลง รัฐบาลพรรคแรงงานขึ้นมาแทนที่พรรคอนุรักษ์นิยม ส่งผลให้นโยบายที่มีต่ออาณานิคมเปลี่ยนไป


ในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในเดือน พฤษภาคม ปี 1945 รัฐบาลใหม่ ประกาศชัดเจนต่อรัฐสภาว่า ดินแดน Frontier Areas เหล่านี้จะยังคงถูกปกครองโดยต่อไปโดยอังกฤษ ขึ้นตรงต่อผู้สำเร็จราชการ จนกว่าจะมีความปรารถนาและหาข้อตกลงร่วมกันกับชาติพันธุ์พม่าในการที่จะจัดการบริหารประเทศร่วมกับชาติพันธุ์พม่าได้สำเร็จ[1] ระหว่างนี้ในรัฐฉานสถานการณ์ก็เริ่มไม่สู้ดี เนื่องจากสงครามโลกเพิ่งสิ้นสุด ความเป็นอยู่ของประชาชนเป็นไปด้วยความยากลำบาก ประชาชนส่วนหนึ่งไม่พอใจพวกเจ้าที่มีความเป็นอยู่สุขสบาย เก็บภาษีและส่วนแบ่งผลผลิตบนความยากลำบาก ประชาชนส่วนหนึ่งจึงเริ่มมีความคิดโน้มเอียงไปในทางต่อต้าน


ในช่วงนี้แนวคิดคอมมิวนิสต์ซึ่งถือกำเนิดขึ้นในพม่าตั้งแต่ก่อนสงครามโลกเริ่มแพร่เข้ามาในรัฐฉาน สถานการณ์หลายอย่างทำให้บรรดาเจ้าฟ้าที่เป็นแกนนำต้องจัดการประชุมร่วมกันเพื่อหาทางออกและแนวทางตัดสินอนาคตร่วมกัน และนี่เป็นที่มาของการประชุมที่ปางโหลงในครั้งแรก ในเดือนมีนาคม 1946 ซึ่งผู้นำ ชิน คะชิ่น และกะเหรี่ยง ได้รับเชิญให้เข้าร่วมด้วย ในการนี้ได้มีการตั้ง The Supreme Council of United Hills Peoples (SCOUHP) ขึ้นมา โดย เจ้าฉ่วยไต้ก์ เจ้าฟ้าเมืองยองห้วยได้รับเลือกเป็นประธาน[2] ในการประชุมครั้งแรกนี้ ตัวแทนชาติพันธุ์ คะชิ่น ชิน และกะเหรี่ยง ได้รับคำเชิญให้เข้าร่วม รวมทั้งนักการเมืองจากพม่า อู นุ เข้าร่วมในฐานะตัวแทนจากพรรค AFPFL อู ซอว์ (ผู้บงการสังหารนายพล ออง ซานเวลาต่อมา) ก็เข้าร่วมในฐานะตัวแทนจากพรรคผู้รักชาติ (Patriot’s Party) ในที่ประชุม อู นุ ได้ปราศรัยโจมตีความไม่จริงใจของอังกฤษ ซึ่งแบ่งรับแบ่งสู้และยังไม่มีมาตรการที่แน่นอนในเรื่องการให้อิสรภาพ อู นุ เรียกร้องให้กลุ่มชาติพันธุ์ร่วมกันกับพม่าในการต่อสู้เรียงร้องอิสรภาพ ตัวแทนจากชิน กล่าวว่าไม่อยู่ในสถานะที่จะวิจารณ์พม่า เนื่องจากต้องพึ่งพาทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะอาหารจากพม่า ด้านตัวแทนจากคะชิ่น กล่าวตำหนิคำปราศรัย อู นุ และโทษว่าเป็นเพราะพม่าร่วมมือกับญี่ปุ่นขับไล่อังกฤษในตอนแรกทำให้ประชาชนในพื้นที่ Frontier Areas ทั้งหมดต้องเข้าสู่ภาวะสงครามและประสบความยากลำบาก สำหรับกลุ่มชาติพันธุ์แล้วเรื่องสิทธิ ศาสนา และประเพณี นับเป็นสิ่งสำคัญ หากพม่าสามารถพิสูจน์ความจริงใจและความเคารพในเรื่องดังกล่าวของกลุ่มชาติพันธุ์แล้ว ก็อาจจะคุยกันในเรื่องความร่วมมือได้ นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้หารือ ในเรื่องที่จะขอความร่วมมือจากอังกฤษในการสร้าง “ประตูหลัง” คือถนนที่จะตัดผ่านพื้นที่กลุ่มชาติพันธุ์ผ่านรัฐกะเหรี่ยงไปออกทะเลที่เมาะละแหม่ง เพื่อลดการพึ่งพาทางเศรษฐกิจที่มีต่อพม่า[3]


2. นายพล ออง ซาน ไม่ได้เป็นผู้ริเริ่มจัดการประชุมปางโหลงครั้งที่ 2 แต่ต้องไปร่วมประชุมเพราะเป็นเงื่อนไขที่ตกลงกับอังกฤษ


ปลายปี 1946 รัฐบาลอังกฤษมีนโยบายที่จะตกลงเรื่องอิสรภาพกับพม่า จึงเชิญตัวแทนนักการเมืองกลุ่มต่างๆมาเยือนอังกฤษเพื่อหารือ เป็นที่มาของการเดินทางไปอังกฤษในเดือนมกราคม 1947 ของ ออง ซาน ในฐานะตัวแทนนักการเมือง ซึ่งในคณะก็มี อู ซอว์ ร่วมไปด้วย นายกรัฐมนตรีอังกฤษ คลีเมนท์ แอตลี (Clement Attlee) พยายามที่จะเสนออิสรภาพแก่พม่าภายใต้เงื่อนไขการเป็นประเทศในเครือจักรภพอังกฤษ (Commonwealth) แต่ ออง ซาน ยืนกรานข้อเรียกร้องที่จะได้การเป็นประเทศที่มีอิสรภาพอย่างแท้จริงเท่านั้น ในวันที่ 27 มกราคม 1947 ภายหลังการเจรจา ก็มีการลงนามในข้อตกลง แอตลี-ออง ซาน (ดูข้อตกลงฉบับเต็มได้ที่นี่) ซึ่งเป็นเสมือนโรดแมพไปสู่อิสรภาพของพม่า ทางด้านเจ้าฟ้ารัฐฉานก็แสดงทีท่าต่อการพบกันของนักการเมืองพม่าและผู้นำรัฐบาลอังกฤษ โดยการส่งโทรเลขถึงอังกฤษว่า ออง ซาน ไม่ใช่ตัวแทนของกลุ่มชาติพันธุ์ ข้อตกลงใดๆที่อังกฤษทำกับ ออง ซาน ไม่สามารถผูกพัน Frontier Areas ได้


หากพิจารณาข้อตกลง แอตลี-ออง ซาน จะพบว่านอกเหนือจากสาระสำคัญวิธีการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญของพม่า การถ่ายโอนอำนาจ การมีรัฐบาลชั่วคราว การป้องกันประเทศ การเป็นสมาชิกองค์กรระหว่างประเทศ ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีเงื่อนไขสำคัญคือ รัฐบาลอังกฤษได้ตกลงกับตัวแทนนักการเมืองพม่า ในการที่พม่าและชนกลุ่มน้อยจะต้องได้ข้อตกลงที่จะบริหารประเทศร่วมกัน(นโยบายนี้รัฐบาลอังกฤษประกาศต่อรัฐสภาตั้งแต่เข้ามาเป็นรัฐบาล ดังที่ได้กล่าวถึงไปแล้ว) โดยในข้อตกลงแอตลี-ออง ซาน ในข้อที่ 8 ระบุชัดเจนว่า จะมีการประชุมปางโหลง(ครั้งที่ 2) ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธุ์ (ซึ่งใกล้มาก ข้อตกลงแอตลี – ออง ซาน ทำวันที่ 27 มกราคม) หากพม่าและกลุ่มชาติพันธุ์ไม่สามารถตกลงกันได้ ก็ให้จัดการประชุมขึ้นอีกครั้งเพื่อหารือให้ได้ข้อสรุปโดยเร็ว นี่เป็นเหตุผลว่าเหตุใดหลังจากกลับจากอังกฤษ ออง ซาน จึงเดินทางไปร่วมการประชุมที่ปางโหลงโดยทันที โดยไม่ได้วางแผนล่วงหน้าไว้ก่อนที่จะเดินทางมาอังกฤษ การเดินทางมาปางโหลงของ ออง ซาน จึงมาในฐานะ ”แขกที่ไม่ได้รับเชิญ” ซึ่งบุตรชายของ อู นุ เล่าว่า การ "ขอ" เข้าร่วมประชุมของนายพล ออง ซาน ในการประชุมทำโดยผ่านการประสานงานของ อู นุ [4]


ความรักชาติและความปรารถนาอิสรภาพของนายพล ออง ซาน นั้น ไม่เคยเป็นที่สงสัย แต่ความปรารถนาดีที่มีต่อกลุ่มชาติพันธุ์ของออง ซาน นั้น ไม่มีคำตอบที่ชัดเจน เนื่องจากช่วงที่กองทัพพม่าซึ่งก่อตั้งโดย ออง ซาน และสหายร่วมมือกับญี่ปุ่นขับไล่อังกฤษนั้น เหล่ากลุ่มชาติพันธุ์นั้นต่างสนับสนุนและช่วยอังกฤษรบกับพม่า มีเหตุการณ์ที่เป็นโศกนาฏกรรมและสังหารหมู่ชนกลุ่มน้อยอยู่หลายเหตุการณ์ที่ผู้นำชนกลุ่มน้อยเชื่อว่า ออง ซาน ต้องรับผิดชอบ และการเดินทางมายังปางโหลง ก็เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ ออง ซาน ต้องทำให้สำเร็จตามที่ได้ลงนามในข้อตกลง แอตลี-ออง ซาน


ออง ซาน สามารถทำให้ผู้นำชาติพันธุ์เชื่อใจได้สำเร็จเพราะความเป็นคนจริงใจ คำพูดของ ออง ซาน เชื่อถือได้ ออง ซาน สัญญาว่าจะ ทำทุกอย่างบนพื้นฐานของความเท่าเที่ยม “ถ้าพม่าได้ 1 จ๊าต พวกคุณก็จะได้ 1 จ๊าต” คือคำกล่าวของ ออง ซาน ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 1947 ซึ่งเป็นวันที่ลงนามในสัญญาปางโหลง[5]


การประชุมที่ปางโหลงครั้งที่สอง มีกำหนดการที่จะจัดขึ้นอยู่แล้วโดยเหล่าเจ้าฟ้าไทใหญ่ ผู้นำจากคะฉิ่น ชิน นายพล ออง ซาน มีสถานะเป็นผู้เข้าร่วมตามเงื่อนไขที่ลงนามในข้อตกลงกับอังกฤษ ไม่ได้เป็นผู้ริเริ่มการจัดงาน งานที่ปางโหลง ไม่ต่างจากงานสัมนาประจำปีที่มีกิจกรรมอื่นมากมาย (ดูสูจิบัตรของงานได้ที่นี่)


3. ในข้อตกลงปางโหลง ไม่มีส่วนใดที่ระบุสิทธิในการแยกประเทศของกลุ่มชาติพันธุ์หลังผ่านไป 10 ปี


ความเข้าใจผิดอีกประการที่คนจำนวนมากเข้าใจผิดคือข้อตกลงปางโหลงเป็นข้อตกลง เรื่องการให้สิทธิ์ในการปกครองตัวเอง หรือแยกตัวเป็นประเทศ ภายหลังได้อิสรภาพจากอังกฤษไปแล้ว 10 ปี ข้อเท็จจริงคือข้อตกลงปางโหลงเป็นเอกสาร 1 หน้า ที่ไม่ได้มีส่วนใดระบุถึงสิทธิดังกล่าว หากแต่ระบุถึงการที่ SCOUHP ที่ตั้งขึ้นมาในการประชุมปางโหลงครั้งแรก จะมีตัวแทนทำหน้าที่ที่ปรึกษาในการบริหารจัดการพื้นที่ Frontier Areas แก่ผู้สำเร็จราชการในระหว่างการเปลี่ยนผ่าน หน้าที่ของที่ปรึกษา การตั้งรัฐคะฉิ่น ความเสมอภาคของประชาชนจาก frontier areas และชาวพม่า และหลักใหญ่คือการเข้าไปมีส่วนร่วมของกลุ่มชาติพันธุ์ในสภานิติบัญญัติเพื่อร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งต่อมาได้มีประกาศใช้ และสิทธิในการแยกตัวกล่าว ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญ 1947 ใน Chapter ที่ 10 (ดูรัฐธรรมนูญฉบับปี 1947 ได้ที่นี่) ไม่ได้ปรากฏในข้อตกลงปางโหลงอย่างที่เข้าใจ



รัฐธรรมนูญ 1947 ถูกยกเลิก หลังจากที่นายพล เน วิน ยึดอำนาจจากนายกรัฐมนตรี อู นุ ในปี ค.ศ. 1962 ในขณะที่ รัฐบาลของ อู นุ ได้เชิญเจ้าฟ้าไทใหญ่มาหารือร่วมกันเรื่องสิทธิในการปกครองตนเองที่ย่างกุ้ง รู้จักกันในนาม "Federal Seminar" และ นายพล เน วิน ใช้เรื่องนี้เป็นหนึ่งในข้ออ้างในการทำรัฐประหาร กล่าวหาว่า อู นุ จะทำให้ประเทศพม่าแตกออกเป็นประเทศเล็กประเทศน้อย ดังนั้นหากจะกล่าวให้ถูกต้อง การฉีกรัฐธรรมนูญของ นายพล เนวิน ต่างหากที่เป็นการทำผิดสัญญาเรื่องสิทธิในการปกครองตนเองซึ่งมีอยู่ใน "รัฐธรรมนูญ 1947" ไม่ใช่ ข้อตกลงปางโหลง



อ้างอิง

[1] Sao Sandra, The Moon Princess: Memories of the Shan States, River Books, Bangkok, 2008, p.158 [2] อ้างแล้วใน [1] p.159 [3] Martin Smith, Burma: Insurgency and The Politics of Ethnicity, White Lotus, Bangkok, 1999, p.74 [4] สัมภาษณ์ อู อ่อง บุตรชาย อู นุ [5] อ้างแล้วใน [1] p.162

1,518 views

© 2019 by Mekong Studies Center