• Mekong Chula

เสรีนิยมใหม่ในเมียนมา การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และละครไทย

Updated: Jan 17, 2019



กระบวนการสร้างประชาธิปไตย (Democratization) และกระบวนการสร้างเศรษฐกิจแบบทุนนิยมหลังการปฎิรูปการเมืองครั้งใหญ่ในปี 2011 ของเมียนมาเป็นสิ่งที่ถูกกล่าวถึงและถกเถียงกันตลอดมาในแวดวงวิชาการ แม้พรรค NLD จะชนะการเลือกตั้งในปี 2015 แต่กระบวนการสร้างประชาธิปไตย (Democratization) ในเมียนมานั้นยังมีอุปสรรคอยู่มาก การตัดสินใจเชิงนโยบายนั้นฝ่ายรัฐบาลพลเรือนยังต้องแบ่งปันอำนาจกับฝ่ายทหารที่ยังคงทรงอิทธิพลอยู่ ขณะที่ความพยายามผลักดันเศรษฐกิจการเมืองตามแนวทางตลาดเสรีให้เกิดขึ้นในประเทศเมียนมามีความชัดเจนและต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังเกิดการเปลี่ยนแปลงอีกหลายด้าน อาทิ การเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางเทคโนโลยี ที่เห็นได้ชัดคือการเปลี่ยนแปลงในด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) และ ด้านโทรคมนาคม (Telecommunication) ซึ่งเป็นผลจากการสมาทานลัทธิเสรีนิยมใหม่ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์ทางเทคโนโลยีนี้เอง อาจส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม วัฒนธรรม และ ชีวิตจิตใจของผู้คน


ระบอบเสรีนิยมใหม่: ฐานรากของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน


หากเรามองเมียนมาจากมุมมองในชีวิตประจำวันของผู้คนในเมียนมา เราก็คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าลัทธิเสรีนิยมใหม่ (Neoliberalism) ได้ถูกสถาปนาและลงหลักปักฐานลงอย่างมั่นคงในประเทศเมียนมาเสียแล้ว เพราะการผ่อนคลายนโยบายควบคุมภาคธุรกิจของรัฐบาลเมียนมา ได้ส่งผลให้ธุรกิจภาคส่งออกของเมียนมาเริ่มขยายตัวขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจเสื้อผ้าสิ่งทอและธุรกิจด้านพลังงาน ส่วนหนึ่งที่สำคัญก็คือการค้าขายกับเพื่อนบ้านเช่น จีน ไทย และอินเดีย ที่เติบโตขึ้น การพัฒนาเศรษฐกิจภาคส่งออก ตลอดจนการสนับสนุนการลงทุนข้ามชาติให้มาลงทุนในเมียนมา


ในความคิดเห็นของผู้เขียนปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วอย่างแรก คือ แนวโน้วของกระบวนการสร้างประชาธิปไตย (Democratization) ในเมียนมามีทิศทางที่ชัดเจนขึ้นทำให้องค์การพัฒนาระหว่างประเทศได้ให้การช่วยเหลือประเทศเมียนมามากขึ้น ซึ่งเห็นได้จากท่าทีของธนาคารพัฒนาเอเชีย(ADB) ที่ประกาศปรับเพิ่มเงินกู้ยืมดอกเบี้ยขั้นต่ำให้เมียนมาจาก 150 ล้านดอลลาร์/ปี เป็น 350 ล้านดอลลาร์/ปีตั้งแต่ปี 2017 เป็นเวลา 5 ปี เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน และการศึกษา ซึ่งนับเป็นการปรับเพิ่มเงินกู้ยืมดอกเบี้ยขั้นต่ำที่สูงขึ้นมากอันแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มของด้านบวกที่องค์กรพัฒนาระหว่างประเทศมีต่อประเทศเมียนมา


ปัจจัยต่อมานั้นเราอาจกล่าวได้ว่า การสถาปนาลัทธิเสรีนิยมใหม่หรือการเปิดประเทศให้ทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศ คือหนึ่งในไม่กี่หนทางที่จะทำให้ประเทศที่ปิดตัวเองไปนานอย่างเมียนมานั้นสามารถที่จะพัฒนาเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานได้ เพราเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะเมียนมาจะสามารถพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโดยไม่เปิดประเทศให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน หรือหากทำเองก็ใช้ต้นทุนที่สูงมากจนไม่อาจสร้างการแข่งขันใดๆ เมื่อต้นทุนสูงราคาก็ย่อมสูง ผู้คนที่สถานะยากจนอยู่แล้วย่อมไม่อาจจะจ่ายได้ และรัฐเองก็จะไม่สามารถแบกรับภาระเหล่านั้นได้ตัวอย่างที่ยืนยันในเรื่องนี้ คือการเติบโตของเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ในเมียนมา แต่ก่อนนั้นซิมโทรศัพท์ของเมียนมามีราคาสูงมาก อยู่ที่หลักหมื่นบาทขึ้นไป ซึ่งนับว่าสูงมากเมื่อเปรียบเทียบกับค่าครองชีพของคนในประเทศ อัตราการครอบครองโทรศัพท์จึงมีน้อย และจำกัดอยู่ในวงของชนชั้นนำ แต่เมื่อเปิดให้มีการสัมปทานสัญญาโทรคมนาคมทำให้เกิดการแข่งขันกันระหว่างบริษัทต่างชาติและรัฐวิสาหกิจในเมียนมา ส่งผลให้ราคาถูกลงและปัจจุบันเมียนมากลายเป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตของตลาดโทรศัพท์สูงที่สุดเป็นอันดับที่ 4 ของโลก เมื่อปี 2016


ปัจจัยที่สามคือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้การไหลเวียนของทุน ผู้คน สินค้าและบริการต่างๆ ทั้งภายใน และระหว่างประเทศเป็นไปได้ การเคลื่อนย้าย (mobility) เหล่านี้ถือว่าเป็นมิติที่สำคัญมากๆของการจัดระเบียบสังคมตามระบอบลัทธิเสรีนิยม การพัฒนาโครงสร้งพื้นฐานและระบอบเสรีนิยมใหม่เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานก็จะยิ่งอำนวยความสะดวกให้ระบอบเสรีนิยมใหม่ทำงานได้ดี และขยายตัวออกไปได้อีก นำพาไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางสังคม เปลี่ยนแปลงความคิดและความเข้าใจที่ผู้คนในพื้นที่นั้น


ในการศึกษาผลกระทบทางสังคม วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของผู้คนที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีของประเทศเมียนมานั้นจะขอยกตัวอย่างงานศึกษาของ ดร. อัมพร จิรัฐติกร คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เรื่อง “ละครไทยกับผู้ชมอาเซียน วัฒนธรรมศึกษาของสื่อข้ามพรมแดนในอาเซียน” ซึ่งศึกษาวัฒนธรรมการบริโภคสื่อไทยของชาวไทใหญ่ในรัฐฉานซึ่งเป็นบริเวณพื้นที่ชายแดนของเมียนมาที่ติดกับไทย โดยพิจารณาอย่างเชื่อมโยงกับบริบทความเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์ทางเทคโนโลยีที่สำคัญคือ การมีกระแสไฟฟ้าและสัญญาณโทรคมนาคม


กระแสไฟฟ้าในฐานะโครงสร้างพื้นฐาน


โครงสร้างพื้นฐานอันหนึ่งสำคัญก็คือ กระแสไฟฟ้าซึ่งอาจแบ่งได้เป็นสองลักษณะ คือ (1) การใช้กระแสไฟฟ้าจากระบบแหล่งจ่ายไฟฟ้าขนาดใหญ่ หรือก็คือ การใช้ไฟฟ้าจากแหล่งจ่ายกระแสไฟฟ้าที่มีความเสถียรสูงซึ่งมีความผูกโยงอยู่กับระบบโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆอีกมากมาย โดยกระแสไฟฟ้าจากระบบขนาดใหญ่แบบนี้บ่อยครั้งมีแหล่งกำเนิดจากเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าขนาดมหึมาที่สร้างจากเงินลงทุนของต่างชาติ หรือแม้แต่การโยงไฟฟ้าจากประเทศใกล้เคียงที่มีกำลังพลังสูงกว่า ซึ่งเราพบเห็นการใช้กระแสไฟฟ้าจากระบบการแหล่งจ่ายไฟฟ้าขนาดใหญ่อย่างชัดเจนในบริเวณพื้นที่ที่เป็นเมือง สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะเมืองเป็นแหล่งศูนย์กลางของความเจริญ อีกทั้งยังเป็นจุดเชื่อมต่อและถ่ายเทของทรัพยากร คน เงินทุน หรือแม้แต่ความคิดอุดมการณ์ สรรพสิ่งเหล่านี้ล้วนไหลเวียนอยู่ในเมือง เมืองจึงมีความสำคัญต่อผู้คน ต่อรัฐ หรือแม้แต่ทุน นอกจากนี้เมืองในทุกวันนี้ยังเรียกร้องการมีกระแสไฟฟ้าที่มีความเสถียรสูงเนื่องจากกิจกรรมจำเพาะหลายอย่างจะเกิดขึ้นในบริเวณเมืองเท่านั้น เช่น ธรุกิจโรงแรมที่ต้องรองรับผู้คนจากต่างถิ่น ร้านขายเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ การทำธุรกรรมทางการเงินที่ธนาคาร การทำกาแฟของเครื่องชงกาแฟ ไปจนถึงกิจกรรมความบันเทิงรื่นเริงต่างๆ เช่นงานเทศกาลและการแสดงคอนเสิร์ตล้วนแต่เป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นไม่ได้โดยปราศจากการมีกระแสไฟฟ้าที่มีความเสถียรสูงและเพียงพอ และ (2) การใช้กระแสไฟฟ้าจากระบบการแหล่งจ่ายไฟฟ้าขนาดเล็ก มีความสลับซับซ้อนน้อย มักเป็นระบบปิดที่มีการผูกโยงกับระบบโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆน้อย ยกตัวอย่างเช่น ระบบไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ หรือ การใช้เครื่องปั่นไฟ เราเริ่มพบเห็นการใช้กระแสไฟฟ้าจากระบบแหล่งจ่ายไฟฟ้าขนาดเล็กได้ทั่วไปในบริเวณที่ไม่ใช่เขตเมือง โดยกระแสไฟฟ้าเหล่านี้มักใช้ไปกับกิจกรรมที่ไม่สลับซับซ้อนมาก ยกตัวอย่างเช่น ใช้ในการดูโทรทัศน์ และกิจกรรมในชีวิตประจำวันทั่วไป


โทรทัศน์และการบริโภคละครไทย


ในรัฐฉาน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ติดกับชายแดนไทย การใช้พลังงานไฟฟ้าที่พื้นฐานที่สุดและพบเห็นได้เกือบทุกครัวเรือนน่าจะเป็นกิจกรรมการดูโทรทัศน์ ซึ่งได้กลายเป็นความบันเทิงอันแสนธรรมดาและสามัญที่สุดของผู้คนทุกชนชั้น โทรทัศน์เป็นสิ่งที่บ้านทุกหลังจำเป็นต้องมี และไม่ว่าพวกเขาจะตั้งใจดูหรือไม่ได้ตั้งใจดู โทรทัศน์ก็มักจะเป็นสิ่งที่ถูกเปิดค้างทิ้งไว้ตลอดในสถานที่ประชุมชน อาทิ ร้านตัดผม ร้านขายของชำ และที่ทำการของหน่วยงานต่างๆ เป็นต้น การที่ผู้คนบริเวณชายแดนนั้นบริโภคสื่อจากประเทศไทย โดยเฉพาะละครโทรทัศน์ไทยนั้นสามารถแบ่งปัจจัยออกได้หลายมิติดังนี้ ในมิติแรกซึ่งเป็นมิติในเชิงเทคนิคนั้นเราพบว่าสัญญาณโทรทัศน์เป็นสิ่งที่ไม่สามารถที่จะควบคุมได้ ผู้ผลิตและเจ้าหน้าที่ของสถานีโทรทัศน์ไม่สามารถที่จะสร้างปราการใดๆที่จะกันไม่ให้สัญญาณนั้นไหลข้ามพรมแดน (spillover signals) ออกไปได้ การไหลข้ามพรมแดนของสัญญาณตามแนวชายแดนแบบไม่ได้ตั้งใจทำให้ผู้คนบริเวณชายแดนเกิดการบริโภคสื่อจากประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งละครไทยผ่านสัญญาณดาวเทียมมาเป็นเวลาเนิ่นนานแล้ว


นอกจากนี้ ความใกล้ชิดทางวัฒนธรรม เป็นอีกมิติทางสังคมวัฒนธรรมที่ทำให้พวกเขาไม่จำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนภาษาในการบริโภคสื่อจากไทย นอกจากนี้ความใกล้ชิดทางวัฒนธรรมยังทำให้ละครไทยนั้นเสพง่ายกว่าละครเมียนมา ละครเกาหลีใต้ หรือละครจีน ซึ่งพวกเขาจะคุ้นหูและคุ้นตามากกว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล่าหลายๆเรื่องที่มีร่วมกัน อาทิ ตำนานพญานาค จากละครเรื่องนาคี หรือแม้แต่ละครชาตินิยม พวกเขาก็ยังคงดูร่วมกันได้ สืบเนื่องมาจากการมีศัตรูที่เหมือนกันคือชนชาติเมียนมาซึ่งความเหมือนและใกล้เคียงที่มีรวมกันเหล่านี้ผลักดันให้กระแสความนิยมละครไทยเกิดขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเชียงใต้ โดยเฉพาะประเทศที่มีวัฒนธรรมคล้ายคลึงกับไทยอย่าง เช่น ลาว หรือ กลุ่มชาวไทเขิน ไทใหญ่ในรัฐฉานประเทศเมียนมาซึ่งเกิดขึ้นมานานกว่าสองทศวรรษแล้ว


สำหรับชาวไทใหญ่ในประเทศเมียนมา ผู้ชมบริโภคความเป็นไทยผ่านอุดมการณ์ความทันสมัย ซึ่งแสดงออกมาให้เห็นจากสภาพความทันสมัยของบ้านเรือน ชีวิตความเป็นอยู่ รูปแบบการดำรงชีวิต และอาชีพซึ่งไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาพบเห็นในชีวิตประจำวันโดยทั่วไปของพวกเขา ความเป็นไทยนี้เป็นทั้งความเป็นไทยที่ทั้งใกล้เคียงและห่างไกลในเวลาเดียวกันที่ใกล้ชิด เพราะมาจากรากฐานวัฒนธรรมที่ใกล้เคียงกัน อัมพรยังเสนอไว้อีกว่า นอกจากความใกล้ชิดทางวัฒนธรรมแล้วนั้น ความใกล้ชิดอีกชนิดยังมาจากความรู้สึกเป็นของความเป็นพี่เป็นน้องร่วมเชื้อชาติไตเหมือนกัน ซึ่งสิ่งนี้สร้างความสลับซับซ้อนที่มากขึ้นไปกว่าเดิม อย่างไรก็ดีในความใกล้ชิดก็ยังคงมีความห่างอยู่เป็นความใกล้ที่และห่างในเวลาเดียวกัน เนื่องจากความใกล้ชิดทางภาษาและวัฒนธรรมทำให้เหมือนกับว่าพวกเขานั้นดู“ตัวเอง (self)” อยู่ อย่างไรก็ตามมันก็เป็น “คนอื่น” ที่ทันสมัยกว่า เป็นคนอื่นที่อยากไปให้ถึง ละครไทยเป็นที่ๆพวกเขาจะอ้างอิงความปราถนาของความทันสมัยได้ เพราะเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่คนอื่นไกล (ไม่ใช่อินเดีย ไม่ใช่ฝรั่ง และที่สำคัญไม่ใช่เมียนมา) แต่เป็นพี่น้องกัน ละครไทยที่อยู่ในโทรทัศน์จึงถูกแปลเป็น “ความเป็นไท” แบบหนึ่ง ทำให้มันกลายไปเป็นการบริโภคตัวเองและคนอื่นในเวลาเดียวกัน ซึ่งนับเป็นความซับซ้อนที่การบริโภคที่ไหลข้ามพรมแดนรัฐ-ชาติได้สร้างขึ้นมา พรมแดนระหว่าง 2 ประเทศ ดูจะเลือนลางลง


ละครไทยในฐานะผู้สร้าง : ความมุ่งมาดปรารถนา แฟชั่น และความทันสมัย


ในแง่ของการเสพความบันเทิงแล้วส่งผลให้เกิดความปรารถนาที่อพยพมาขายแรงงานในไทยนั้น แม้ในงานของอัมพรจะพบว่าปัจจัยเรื่องการดูละครเหล่านี้ไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ทำให้ชายไทยใหญ่อพยพเข้ามาทำงานในประเทศไทย เพราะการอพยพเหล่านั้นน่าจะมีสาเหตุมาจากปัญหาการว่างงาน เศรษฐกิจและอื่นๆ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าความนิยมในการดูละครนั้นเป็นปัจจัยหนึ่งในการตัดสินใจถึงแม้ว่าละครจะไม่ใช้เหตุผลหลักๆในการตัดสินใจมาใช้แรงงานในประเทศไทย แต่ก็อาจกล่าวได้ว่าการรู้จักเมืองไทยอย่างดี จากการรับชมละครไทยทุกวันช่วยให้เกิดความคุ้นเคย เกิดความมั่นใจว่าเมืองไทยเป็นเมืองที่อุดมสมบรูณ์ ไม่ยากลำบากเหมือนทีชีวิตที่ตนเองต้องเจอทุกวันในเมียนมา ภาพของเมืองไทยละครแสดงถึงความพรั่งพร้อมทางวัตถุ มีความสวยงาม สะดวกสบายทำให้การตัดสินใจมาประเทศไทยง่ายขึ้น เพราะได้รู้จักคุ้นเคยอยู่แล้ว เมื่อเดินทางมาถึงทำให้ปรับตัวได้ง่ายมากขึ้น นอกจากนี้พ่อแม่ที่มีลูกหลานอพยพมาทำงานเมืองไทยก็ใช้ละครไทยเป็นช่องทางที่ทำให้มองเห็นภาพว่าชีวิตเมืองไทยที่ลูกหลานของตนอพยพไปทำงานนั้นมีหน้าตาอย่างไร จึงทำให้ระยะทางที่ห่างไกลและมีพรมแดนของสองประเทศขวางกั้นก็เข้าใกล้กันด้วยการบริโภคละครไทยนั้นเอง แต่สิ่งที่ปฎิเสธไปไม่ได้ก็คือ ไม่ว่าพวกเขาจะอพยพไปทำงานที่ประเทศไทยหรือไม่ แต่ความต้องการในชีวิตหรือความมุ่งมาดปรารถนาของพวกเขาถูกเปลี่ยนไปแล้วผ่านการบริโภคละครไทย อย่างที่ได้กล่าวไปว่าละครไทยได้ฉายภาพของชีวิตอีกแบบอันเป็นชีวิตที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง ซึ่งเป็นชีวิตที่พวกเขามองว่าทันสมัยกว่าซึ่งเราพบว่าแฟชั่นและการนิยามว่าใครสวยหรือหล่อนั้นก็อ้างอิงอยู่กับมาตรฐานดาราไทยไปจนถึงสถาปัตยกรรมเองก็แปรเปลี่ยนไปในแบบของสมัยใหม่ซึ่งยึดโยงกับไทยมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ในรัฐฉานนั้นมีร้านค้าที่ดูทันสมัยมากมาย อันดับแรกคือร้านขายโทรศัพท์มือถือ ขายซิมโทรศัพท์ ร้านซ่อมเครื่องโทรศัพท์ ที่สะท้อนว่าสังคมและตลาดกำลังเปลี่ยนไป แฟชั่นจากประเทศไทยดูจะเป็นที่นิยมมาก นอกจากนี้ยังมีเครื่องสำอางจากไทยก็เป็นที่นิยมมากเช่นกัน โดยหากกระบวนการกลายเป็นสมัยใหม่ของหลายๆประเทศคือกระบวนการกลายเป็นสหรัฐอเมริกา แต่สำหรับคนในรัฐฉานนั้น กระบวนการกลายเป็นสมัยใหม่ก็คือ การกลายเป็นไทยนั้นเอง เพราะไทยคือแหล่งอ้างอิงของความทันสมัยสำหรับพวกเขา


บรรณานุกรม

ณัฐพล ตันตระกูลทรัพย์, “การเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยในเมียนมากับการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2010” วารสารการเมืองการปกครอง ปีที่ 7, ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม – สิงหาคม 2560): 48-70, http://copag.msu.ac.th/journal/filesjournal/7-2/31072017114200.pdf

นิติ ภวัครพันธุ์, เรื่องเล่าเมืองไต : พลวัตของเมืองชายแดนไทย-เมียนมา, เชียงใหม่: หจก.วนิดาการพิมพ์, 2558.

อัมพร จิรัฐติกร, ละครไทยกับผู้ชมอาเซียน: วัฒนธรรมศึกษาสื่อข้ามพรมแดนในอาเซียน, เชียงใหม่: หจก.วนิดาการพิมพ์:, 2559

Brian Larkin, “The politics and poetics of infrastructure.” อ้างใน ประเสริฐ แรงกล้า, การเมืองเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน: ความหมายและนัยสำคัญในเมียนมา, Journal of Mekong Societies ปีที่ 12, ฉบับที่ 3 (กันยายน-ธันวาคม 2559): 83-105, https://www.tci-thaijo.org/index.php/mekongjournal/article/view/73317/59028

Maitrii Aung-Thwin, “การประเมินนโยบาย “เปิดกว้าง” ของเมียนมา” Kyoto Review of Southeast Asia, สืบค้นเมื่อ 28 พฤศจิกายน 2561, https://kyotoreview.org/issue-14/การประเมินนโยบาย-เปิดก/

MGR Online, “ธนาคารพัฒนาเอเชียเพิ่มเงินกู้ให้เมียนมา $1,750 ล้าน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน”, ผู้จัดการ

ออนไลน์, สืบค้นเมื่อ 28 พฤศจิกายน 2561, http://manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9590000060218

Catherine Trautwein, “Myanmar named fourth-fastest-growing mobile market in the world by

Ericsson”, Myanmar Times, accessed Nov 28, 2018, http://www.mmtimes.com/index.php/business/technology/17727-myanmar-named-fourth-fastest-growing-mobile-market-in-the-world-byericsson.Html

© 2019 by Mekong Studies Center