• Mekong Chula

MISUSE OF SOCIAL MEDIA IN MYANMAR: เมื่อโซเซียลมีเดียในพม่าถูกอำนาจควบคุม

จุฬาลักษณ์ ปลื้มปัญญา:


ที่มา: twitter @cartoonlka (วาดโดย Namal Amarasinghe)

ด้วยความโชคดีที่ได้เข้าร่วมสัมนาวิชาการซึ่งจัดขึ้นโดยสถาบันเอเชียศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด (Harvard University Asia Center) เป็นประจำ โดยหัวข้อในวันนี้คือ MIS-USE OF SOCIAL MEDIA IN MYANMAR (Giannini et al. 2019) หรือ “จุดประสงค์อันเลวร้ายกับโซเซียลมีเดียในพม่า” ด้วยความสามารถของวิทยากรและเนื้อหาที่น่าสนใจสอดคล้องกับสถานการณ์ในบ้านเราไม่มากก็น้อย ดิฉันคิดว่าเนื้อหาของสัมนาวิชาการในครั้งนี้ควรค่าแก่การนำมาเผยแพร่ให้ทุกๆท่านได้รับรู้กันค่ะ


“พม่าเป็นประเทศที่มีบางอย่างเปลี่ยนแปลงเร็วมาก และบางอย่างก็ไม่เปลี่ยนแปลงเลย สิ่งที่น่าสนใจคือนวัตกรรมทางโซเซียลมีเดียกลายเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อวิถีชีวิตคนพม่า” Tyler Giannini ผู้อำนวยการร่วมสถาบัน International Human Rights Clinic และผู้ดำเนินรายการสัมนานี้ ได้กล่าวเริ่มต้นอย่างน่าสนใจ เพราะสิ่งที่กำลังจะพูดต่อไปนี้อาจเป็นข้อมูลที่คนไทยหลายๆคนหรือคนพม่าเองอาจไม่ตระหนักถึงภัยจากโซเซียลมีเดียในรูปแบบดังกล่าว


Yee Mon Htun ผู้บรรยายจาก Harvard Law School และผู้เชี่ยวชาญเรื่องเพศสภาพ (gender) รวมถึงสิทธิของผู้หญิงในพม่า อธิบายว่า “หลังจากอินเตอร์เน็ตบูมในยุค 90s ในพม่า อินเตอร์เน็ตกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประชาชน และในขณะเดียวกัน รัฐบาลพม่าก็ใช้อินเตอร์เน็ตเป็นที่สร้างอำนาจทางการเมืองอย่างเห็นได้ชัด การทำความเข้าใจพม่าในปัจจุบันจึงจำเป็นต้องเข้าใจอิทธิพลของอินเตอร์เน็ตด้วย หลังการรัฐประหารของนายพลเนวินในปี 1962 การใช้สื่อต่างๆเพื่อสร้างภาพลักษณ์และชี้นำความคิดทางการเมืองโดยรัฐบาลเป็นสิ่งที่เห็นได้ง่ายมาก แต่สิ่งที่แปลกใหม่ก็คือ ก่อนหน้าปี 2011 คนเข้าถึงอินเตอร์เน็ตมีเพียง 1% เท่านั้น ซิมการ์ดสำหรับโทรศัพท์มือถือเป็นสิ่งที่แพงและฟุ่มเฟือย แต่หลังปี 2011 ประชาชนชาวพม่าเข้าถึงอินเตอร์เน็ตและใช้มันนีชีวิตประจำวันอย่างขาดไม่ได้ ส่วนราคาซิมการ์ดก็ถูกลงมากและหาซื้อได้ทั่วไป อินเตอร์เน็ตกลายเป็นช่องทางใหม่สำหรับการสื่อสารและเป็นพื้นที่ใหม่ในการแสดงออกทางความคิด ของประชาชนชาวพม่า”


“แต่การเติบโตทางอินเตอร์เน็ตและโซเซียลมีเดียในพม่าเป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้แก่รัฐบาลมากกว่าจะสร้างบรรยากาศของประชาธิปไตย” Yee Mon Htun ชี้ถึงโรดแมบสู่ประชาธิปไตยในพม่าที่ถูกจัดขึ้นตั้งแต่ปี 2003 โดยรัฐบาลทหารพม่า แม้จะดูดีและได้รับความสนใจจากประชาคมนานาชาติ แต่หากพิจารณาโดยลึกแล้ว โรดแมบเป็นผลงานของนายพล Than Shwe ผู้ก่อตั้งแผนกสงครามจิตวิทยา (Department of Psychological Warfare) และเป็นส่วนหนึ่งให้เขาก้าวสู่อำนาจมากกว่ายี่สิบปี แผนโรดแมบจึงมีจุดประสงค์แฝงคือการชุบตัวของรัฐบาลทหาร, การวางเส้นทางก้าวสู่อำนาจของผู้นำเผด็จการอย่างสวยหรู, การซ่อนตัวอยู่ข้างหลังรัฐบาลพลเรือน, และลดการพึ่งพาทางเศรษฐกิจกับรัฐบาลจีน (“Justice Trust Policy Report” n.d., 10)


ดังนั้น กลุ่มเผด็จการได้ก้าวไปอยู่ข้างหลัง แน่นอนว่าเราไม่เห็นเขา แต่ไม่ได้หมายความว่าคนพวกนี้จะหมดอิทธิพล โรดแมบที่เกิดขึ้นทำให้กลุ่มรัฐบาลทหารพม่าเก่าได้ผูกยึดอำนาจในสองส่วนสำคัญของประเทศคือ กองทัพ และรัฐบาล


“โดยเฉพาะการใช้ Facebook เพื่อรับข่าวสาร ปัจจุบันชาวพม่าใช้ Facebook เป็นประจำในทุกแง่มุมของชีวิต จนกลายเป็นว่าสำหรับชาวพม่า Facebook คืออินเตอร์เน็ต อินเตอร์เน็ตคือ Facebook”


การเติบโตของเศรษฐกิจและเทคโนโลยีการสื่อสารโดยเฉพาะในช่วงปี 2011 ถึง 2014 ทำให้เกิดการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของโซเซียลมีเดีย แต่ในขณะเดียวกัน การเติบโตนี้ก็ส่งผลร้ายต่อความคิดเห็นของสาธารณะ (public opinion) โดยตรง เพราะแม้ว่าสถิติการอ่านออกเขียนได้ของประชาชนในพม่าในช่วงอายุ 15-24 ปีจะเป็น 84.75 เปอร์เซ็นต์ ถือว่าขยับสูงขึ้นมากจากปี 1983 ซึ่งมีเพียง 78.57 เปอร์เซ็นต์ (“Myanmar” 2016) และจำนวนผู้มีบัญชี Facebook จะอยู่ที่ 39.8 เปอร์เซ็นต์ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2019 (“Facebook Users in Myanmar - February 2019” n.d.) ที่ถึงแม้จะไม่ถึงครึ่ง แต่เป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกันในอเมริกา จากการสำรวจ ชาวอเมริกันผู้รับข่าวสารผ่านทาง Facebook เพียงอย่างเดียวมีถึง 44 เปอร์เซ็นต์ (Snyder 2018, 248) และกลุ่มผู้ใช้ Facebook ในพม่าเหล่านี้คือกลุ่มที่เชื่อในข้อมูลบนโซเซียลมีเดียและพร้อมจะกระจายข้อมูลนั้นออกไปในรูปแบบอื่นๆ


“ผู้คนส่วนใหญ่พร้อมจะเชื่อข้อมูลใน Facebook” Esther Htusan นักเคลื่อนไหวชาวพม่าและผู้สื่อข่าวผู้ได้รับรางวัล Pulitzer Prize ในปี 2016 กล่าว “โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับชาตินิยม ศาสนา หรือคนชนกลุ่มน้อย” ชาวพม่ามากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์นับถือพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัด ดังนั้น เมื่อชนกลุ่มน้อยหรือผู้ที่นับถือศาสนาอื่นถูกทำให้แปลกแยกและมีอัตลักษณ์ที่ ไม่ใช่พวกเรา จึงเป็นเรื่องที่ง่าย เพราะอย่างไรเสีย คนเหล่านั้นก็ไม่ได้ใช้อัตลักษณ์ทางศาสนาและวัฒนธรรมร่วมกันกับคนส่วนใหญ่อยู่แล้ว


“กองทัพทำโซเซียลมีเดียให้เป็นเครื่องมือของตัวเอง” Htusan อธิบาย “พวกเขาสร้างเนื้อหา สร้างจิตนาการความเลวร้ายของโรฮิงญาให้แก่ประชาชน ภาพข่าวการข่มขืนหญิงชาวพุทธโดยชาวมุสลิมถูกทำขึ้นและเผยแพร่ เรื่องราวความก้าวร้าวและรุกรานของโรฮิงญาถูกสร้างขึ้นโดยชี้ว่ามุสลิมจะครองประเทศพม่าและขับไล่ชาวพุทธออกไป นั่นคือการสร้างความกลัวให้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชน” ภาพลักษณ์ของคนต่างศาสนาและการถูกผลักให้กลายเป็น คนอื่น หรือ คนต่างชาติ ถูกสร้างขึ้นให้แก่โรฮิงญาทำให้รัฐบาลมีความชอบธรรมในการกวาดล้างโรฮิงญาและยังเป็นการสร้างความร่วมมือจากภาคประชาชนให้สนับสนุนการกระทำนี้ด้วย การใช้พื้นที่ทางโซเซียลมีเดียนี้ประสบความสำเร็จอย่างมากเพราะแม้กระทั่งเมื่อเกิดการความรุนแรงในรัฐคะฉิ่น นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยในพม่าบางคนยังสนับสนุนความรุนแรงในครั้งนั้น


โรฮิงญา เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ในรัฐยะไข่ซึ่งมีประวัติศาสตร์ความขัดแย้งกับกลุ่มชาวพุทธมานานตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อชาวมุสลิมในรัฐยะไข่ส่วนหนึ่งสนับสนุนรัฐบาลอาณานิคมอังกฤษ ขณะที่ชาวพุทธสนับสนุนกองทัพญี่ปุ่น ความไม่ลงรอยกันระหว่างสองกลุ่มนำไปสู่ความขัดแย้งอีกครั้งในปี 2012 จนมีผู้เสียชีวิต 80 คนและกว่า 35,000 คนต้องย้ายออกจากฟื้นที่ สถานการณ์ที่เลวร้ายยังดำเนินอย่างต่อเนื่องโดยมีรายงานข่าวว่าเกิดจากการกระตุ้นของกลุ่มเคลื่อนไหว 969 (969 Movement) ซึ่งนำโดยอดีตพระหัวรุนแรง Wirathu ซึ่งมีท่าทีสนับสนุนให้เกิดความเกลียดชังต่อชาวมุสลิมในพม่า มีรายงานว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่ม 969 ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลทั้งทางด้านการเงินและการอำนวยสะดวกด้านต่าง ๆ พระ Wirathu ได้รับอนุญาตให้เทศนาโดยใช้ถ้อยคำรุนแรงและเหยียดชาติพันธุ์ทั่วพม่า มีการใช้สื่อสิ่งพิมพ์แบบแผ่นพับ ใบปลิว และ DVD โฆษณาชวนเชื่อของกลุ่ม 969 ได้ผลอย่างมากจนชาวพุทธทั่วพม่าผู้ไม่เคยมีความขัดแย้งกับชาวมุสลิมมาก่อนเริ่มตราหน้าชาวมุสลิมว่าเป็นชาวต่างชาติ (“Justice Trust Policy Report” n.d., 15)


“การใช้สื่อสิ่งพิมพ์เป็นส่วนหนึ่งของโฆษณาชวนเชื่อนั่นเกิดขึ้นมานานมาก” Matthew Smith นักวิชาการจาก Harvard Kennedy School ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้บริหารกลุ่ม Fortify Rights เสริมประสบการณ์ของตัวเขาเองซึ่ง Smith อยู่ในพม่าเมื่อปี 2012 “ตอนนั้นคนรู้จักชาวพม่าของผมเขาเชื่ออย่างมากว่ามุสลิมข่มขืนและฆ่าหญิงชาวพุทธ พอผมถามเขาว่ารู้ได้ยังไง เขาก็หยิบใบปลิวเนื้อหาเรื่องนี้ขึ้นมา มันง่ายอย่างนั้นเลย”


ปัจจุบันรัฐบาลกระโจนเข้าสู่โลกแห่งโซเซียลมีเดียอย่างเต็มตัว ทุกหน่วยงานของรัฐมี Facebook page ทางการเป็นของตัวเอง และมันถูกใช้ในขบวนกระจายความเกลียดชังเช่นกัน


“มันน่าเชื่อถือใช่มั้ยละ? เพจทางการขนาดนั้นเผยแพร่ข่าวว่าโรฮิงญาคือศัตรู” Htun ชี้ “ไม่มีใครไม่อยากเชื่อหรอกว่าเพจทางการอย่างนี้จะแพร่ข่าวสารที่เป็นเท็จได้ ยิ่งไปกว่านั้นเพจพวกนี้ยังใช้ถ้อยคำดูหมิ่นและเหยียดหยามชนกลุ่มน้อยด้วย มันเหมือนการให้ใบอนุญาตแก่ประชาชนทั่วไปว่า คุณดูถูกคนพวกนี้ได้เลย เพราะรัฐก็ทำ รัฐอนุญาตแล้ว”


“ถ้าคุณมีโอกาสอ่านภาษาที่พวกเขาใช้ มันจะถูกแบ่งออกเป็นสามประเภท คือ 1) พวกเขาเป็นคนต่างชาติ 2) พวกเขาเป็นภัยต่อพุทธ 3) พวกเขาใช้ความรุนแรงและก้าวร้าว” Smith อธิบาย การที่ภาษาและนิยามเหล่านี้ถูกแพร่กระจายบ่อยครั้ง สุดท้ายด้วยอำนาจทางภาษาก็สร้าง ความจริง ที่เป็นเท็จให้แก่ชาวพม่า

“Facebook ไม่สามารถจัดการเรื่องแบบนี้ได้อย่างเด็ดขาด” Htun เสริม “ระบบของ Facebook ไม่สามารถแยกแยะคำพูดที่มุ่งร้ายในภาษาพม่าได้อย่างสมบูรณ์ หรือการเล่นคำเปรียบเทียบบางอย่างก็แยกแยะยากมากๆว่ามันเป็นถ้อยคำรุนแรงหรือถ้อยคำทั่วไป สิ่งเหล่านี้เกินกว่าที่ระบบ Facebook ในพม่าจะรับมือได้”


“รัฐบาลพม่าเข้าใจประชาชนของตัวเองดี เพราะฉะนั้นพวกเขาถึงใช้กลยุทธ์สื่อ โซเซียลมีเดีย และแคมเปญกระซิบ (Whispering Campaign – การใช้ข่าวลือเพื่อชักชวนกลุ่มคนและโจมตีบุคคลโดยส่วนมากไม่สามารถระบุได้ว่าผู้สร้างข่าวลือนั้นคือใคร มันเกิดในการต่อสู้ทางการเมืองผ่านสื่อปัจจุบัน) ได้อย่างดี ส่วนในทางกฏหมาย ตั้งแต่การประกาศกฏหมายสัญชาติปี 1982 (Burma Citizenship Law 1982) ซึ่งกีดกันไม่ให้ชาวโรฮิงญาเป็นพลเมืองพม่า มันเป็นการสร้างความรู้สึกว่า ‘เรามีศัตรูอยู่ภายใน’ ให้แก่ประชาชนชาวพม่า” Smith กล่าว “ศัตรูพวกนี้ก็คือชาวมุสลิม”


“อันที่จริง สถานการณ์ของโลกถูกดึงมาใช้ในโฆษณาชวนเชื่อด้วย” Htun กล่าว “ภาพลักษณ์ของมุสลิมหัวรุนแรงแพร่หลายในโซเซียลมีเดียซ้ำ ๆ ความเลวร้ายของกลุ่มนักรบจีฮัดถูกผลิตซ้ำเป็นตัวแทนของมุสลิมทั้งหมด” นั่นทำให้ชาวพม่ารู้สึกถึงอันตรายว่ากลุ่มมุสลิมที่เพิ่มขึ้นทั้งจากการเพิ่มจำนวนโดยธรรมชาติและการอพยพจากบังกลาเทศจะส่งผลเลวร้ายต่อกลุ่มชาวพุทธ “ความกลัวก่อให้เกิดความรุนแรงในโลกความเป็นจริง”


ความกลัวและความแตกแยกทำให้นิยามความเป็น ชาติ ในประเทศพม่ามีนิยามที่เปลี่ยนไป

“ปัจจุบันกลายเป็นว่า คนที่วิจารณ์การกระทำของพุทธหัวรุนแรงหรือเห็นอกเห็นใจกลุ่มโรฮิงญาเป็นผู้ทรยศต่อชาติ” Htusan กล่าว “กลุ่มพม่าพลัดถิ่นหรือกลุ่มเคลื่อนไหวนอกประเทศไม่สามารถจะอธิบายข้อเท็จจริงหรือชี้นำมติมหาชนชาวพม่าได้เลย เพราะชาวพม่าในประเทศจะชี้นิ้วว่า พวกคุณคือชาวต่างชาติไปแล้ว พวกคุณอยู่ต่างประเทศ รับเงินจากอเมริกาไปแล้ว ไม่ใช่ชาวพม่าที่แท้จริง” กระบวนการสร้างนิยาม ชาติ นี้กระทำโดยระบบที่เข้มแข็งและมีศักยภาพ


“ยังมีแผนกจิตวิทยาอยู่” Htusan ย้ำ “คนที่ทำงานที่นั่นคือคนหัวกระทิ ได้รับการศึกษาอย่างเป็นระบบและศึกษาจิตวิทยาทางโฆษณาชวนเชื่อโดยเฉพาะจากรัสเซีย กลุ่มคนพวกนี้แหละที่ทำงานในโลกออนไลน์”

ด้วยประสบการณ์การเป็นนักข่าวของ Htusan เธอชี้ว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นในโลกออนไลน์นั้นเมื่อถูกสนับสนุนโดยรัฐ สุดท้ายมันก็ขยายออกมาในโลกแห่งความเป็นจริง


“การปราบปรามของรัฐบาลที่มีต่อชาวโรฮิงญาในปี 2017 นั้นเลวร้ายมาก แต่พวกเรานักข่าวถูกเรียกไปพบกับเจ้าหน้าที่พร้อมกัน และถูกสั่งให้ออกข่าวที่สร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อรัฐบาลและประเทศ” ราวกับว่านักข่าวมีหน้าที่เพียงประชาสัมพันธ์ที่ดีให้แก่รัฐบาลพม่า และละเลยข้อเท็จจริงกระนั้น


“สถานการณ์ของโรฮิงญาเลวร้ายลงอีกตั้งแต่ปี 2016 พวกเรากลุ่มนักเคลื่อนไหวถูกโจมตีออนไลน์ก่อนหน้านั้น และรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ตลอดระยะเวลาที่มีการใช้ความรุนแรง” Htusan อธิบาย และเหตุการณ์ที่สร้างความกลัวและสั่นคลอนความกล้าหาญในหมู่นักเคลื่อนไหว คือการลอบสังหาร Ko Ni ทนายชื่อดังชาวมุสลิมและเป็นที่ปรึกษาของ Aung San Suu Kyi ที่สนามบินย่างกุ้ง (BBC News 2017)


“วันนั้นฉันได้รับโทรศัพท์ว่า Ko Ni ถูกยิงที่สนามบิน เรารีบไปที่นั่น แต่เขาเสียชีวิตแล้ว ทั้งที่ Ko Ni เป็นคนสำคัญระดับประเทศ เขาเป็นกระบอกเสียงให้แก่มุสลิมมานาน และได้รับการขู่ฆ่าผ่านโซเซียลมีเดียเป็นประจำ แต่ไม่มีใครคิดว่าจะเกิดขึ้นจริง” Htusan ระลึกถึงเหตุการณ์ครั้งนั้น “เขาลงจากเครื่องบิน และถูกยิงตาย ง่าย ๆ แค่นั้น” Ko Ni เป็นผู้สร้างตำแหน่ง ‘ที่ปรึกษาแห่งรัฐ’ ซึ่งเป็นตำแหน่งประมุขในทางพฤตินัย ให้แก่ Aung San Suu Kyi เป็นตำแหน่งที่สร้างขึ้นมาใหม่ เพราะตามรัฐธรรมนูญ 2008 เธอไม่สามารถเป็นประธานาธิบดีได้ ความสามารถและชื่อเสียงของ Ko Ni ทำให้เขาเป็นศัตรูอันดับหนึ่งของกลุ่มอำนาจทหาร (BBC News 2019)


“มันสั่นคลอนพลังการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนในพม่ามากๆ มันทำให้นักเคลื่อนไหวอย่างฉันรู้สึกว่าอันตรายอยู่ใกล้ตัวจริงๆ”


“แน่นอนว่าเวลามีคดีระหว่างชาวพุทธกับมุสลิม มันก็มีการแจ้งความ แต่เราไม่รู้แน่ว่า ที่ทางการบอกว่า มีการลงโทษทหารผู้กระทำผิดนั่น มันจริงมั้ย? ไม่มีใครเคยเห็นหรือมีข่าวจากทางการถึงการจำคุกหรือประหารผู้กระทำผิด มีแค่การตัดสินออกมา แค่นั้น” พม่าเป็นดินแดนที่ได้ชื่อว่าอันตรายต่อนักข่าวและนักเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างมาก (Samet n.d.; “Myanmar Freedom of the Press 2017” 2017; “Myanmar Journalists Targeted for Speaking Truth to Power” n.d.) และยิ่งอันตรายมากขึ้นเมื่อกระแสชาตินิยมถูกปลุกเร้าโดยโซเซียลมีเดียในปัจจุบัน


“คุณไม่มีทางรู้หรอกคนพุทธที่แสนใจดีและเอื้อเฟื้อเผื่อแพร่ที่คุณรู้จักจะกลายเป็นบุคคลที่จ้องจะเอาชีวิตคุณเมื่อไร มันไม่ง่ายเลยกับสถานการณ์อย่างนี้”

ในส่วนของนานาชาตินั้น น่าเสียดายที่แม้ว่าสื่อนานาชาติจะให้ความสำคัญกับเหตุการณ์ความรุนแรงกับกลุ่มโรฮิงญา แต่พวกเขาก็ขาดความเข้าใจในสาเหตุที่แท้จริง และแทบจะไม่พูดถึงผลกระทบที่เกิดจากจากโซเซียลมีเดียซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการปลุกเร้าชาตินิยมอย่างรุนแรงเช่นนี้


“เราค่อนข้างเสียใจ แต่ก็พยายามเผยแพร่ความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งเชื่อว่าในอนาคตสถานการณ์อาจจะดีขึ้น” Htun กล่าวอย่างมีความหวัง “ในส่วนภายในประเทศเอง กลุ่มนักเคลื่อนไหวก็พยายามสร้างความเข้าใจระหว่างชาติพันธุ์ให้มากขึ้น โดยเฉพาะกับคนรุ่นใหม่ ฉันเคยจัด Work shop กับกลุ่มวัยรุ่น ให้ชาวพุทธที่เคยเกลียดมุสลิมกับชาวมุสลิมมาอยู่ด้วยกัน ตอนแรกพวกเขาไม่คุยกันเลย แทบจะไม่มองหน้ากันด้วยซ้ำ สุดท้ายเขาก็เป็นเพื่อนกันได้ มันยังคงเป็นไปได้ที่จะสร้างมิตรภาพและความหมายใหม่ๆให้เกิดขึ้นระหว่างสองกลุ่ม มันไม่ใช่เรื่องยากมากนัก”


โซเซียลมีเดียถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการสร้างความเกลียดชังอย่างน่ารังเกียจ การพูดคุยและการสนทนาเพื่อการทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน จึงยังจำเป็นที่ต้องดำเนินต่อไปเพื่อการสร้างสันติภาพในดินแดนแห่งความหลากหลายอย่างประเทศพม่า


อ้างอิง

BBC News. 2017. “Top Myanmar Lawyer Assassinated,” January 30, 2017, sec. Asia. https://www.bbc.com/news/world-asia-38788669.


BBC News. ———. 2019. “The Killer Who Stole the Hopes of a Nation,” February 15, 2019, sec. Asia. https://www.bbc.com/news/world-asia-47234999.


“Facebook Users in Myanmar - February 2019.” n.d. Accessed October 29, 2019. https://napoleoncat.com/stats/facebook-users-in-myanmar/2019/02.


Giannini, Tyler, Yee Htun, Esther Htusan, and Matthew Smith. 2019. “MIS-USE OF SOCIAL MEDIA IN MYANMAR.” Asia study center Harvard University, October 29. https://asiacenter.harvard.edu/announcements/asia-beyond-headlines-seminar-october-29-mis-use-social-media-myanmar.


“Justice Trust Policy Report.” n.d. Accessed October 29, 2019. http://www.burmalibrary.org/docs21/Justice_Trust-2015-03-Hidden_Hands-en-to-rev1-red.pdf.


“Myanmar.” 2016. November 27, 2016. http://uis.unesco.org/country/MM.


“Myanmar Freedom of the Press 2017.” 2017. April 27, 2017. https://freedomhouse.org/report/freedom-press/2017/myanmar.


“Myanmar Journalists Targeted for Speaking Truth to Power.” n.d. Time. Accessed October 29, 2019. https://time.com/5100337/reuters-journalists-press-freedom-myanmar/.


Samet, Oren. n.d. “Inside Myanmar’s Dangerous Media Repression Campaign.” Pacific Standard. Accessed October 29, 2019. https://psmag.com/social-justice/myanmar-is-cracking-down-on-the-media.


Snyder, Timothy. 2018. The Road to Unfreedom: Russia, Europe, America. First edition. New York: Tim Duggan Books.

283 views

© 2019 by Mekong Studies Center