• Mekong Chula

แม่น้ำโขง : ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง

Updated: Dec 6, 2018

อุกฤษฎ์ ปัทมานันท์:



แม่น้ำโขงมีต้นกำเนิดมาจากการละลายของน้ำแข็งและหิมะบริเวณที่ราบสูงทิเบตในบริเวณตอนเหนือของประเทศทิเบตและบริเวณมณฑลชิงไห่ของประเทศจีน ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของแม่น้ำที่สำคัญอีก 2 สาย คือ แม่น้ำแยงซี และแม่น้ำสาละวิน แม่น้ำโขงช่วงที่ไหลผ่านประเทศจีนชาวจีนเรียกว่า “แม่น้ำหลานชางเจียง” (Lancang Jiang) ไหลผ่านภูเขาและที่ราบสูงในประเทศจีน ผ่านมณฑลยูนนานเข้าสู่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ และประเทศไทย บริเวณ “สามเหลี่ยมทองคำ” ที่อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ไหลเป็นเส้นแบ่งเขตระหว่างประเทศไทยกับ สปป.ลาว ผ่านจังหวัดเชียงราย เลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี เป็นระยะทาง 1,520 กิโลเมตร แล้วไหลเข้าสู่ สปป.ลาว และกัมพูชา ก่อนไหลลงสู่ทะเลจีนใต้ที่ประเทศเวียดนาม รวมความยาวทั้งสิ้น 4,880 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่รับน้ำในลุ่มน้ำ 795,000 ตารางกิโลเมตร หรือ 496.875 ล้านไร่ ลุ่มแม่น้ำโขงสามารถแบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วน คือ ลุ่มน้ำโขงตอนบน (Upper Mekong Basin) และลุ่มน้ำโขงตอนล่าง (Lower Mekong Basin) โดยลุ่มน้ำโขงตอนบนเริ่มตั้งแต่ต้นกำเนิดของแม่น้ำโขงในประเทศทิเบต และประเทศจีน ส่วนลุ่มน้ำโขงตอนล่างเริ่มตั้งแต่มณฑลยูนนานในประเทศจีนไหลผ่านประเทศ เมียนมาร์ ไทย สปป.ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ก่อนลงสู่ทะเลจีนใต้


ภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงประกอบไปด้วยประเทศกัมพูชา ประเทศลาว ประเทศเมียนมาร์ ประเทศเวียดนาม และประเทศไทยเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง โดยเฉพาะพันธุ์ปลาอย่างน้อย 1,100 ชนิด ส่งผลให้เป็นแหล่งประมงน้ำจืดขนาดใหญ่ซึ่งมีปริมาณการจับปลามากกว่า 2.6 ล้านตันต่อปี ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 25 ของปริมาณการจับปลาน้ำจืดทั่วโลก นอกจากนี้ลุ่มน้ำโขงยังเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมากกว่า 430 ชนิด สัตว์เลื้อยคลานและสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกกว่า 800 ชนิด นก 1,200 ชนิดพันธุ์ และพันธุ์พืชอีกกว่า 20,000 ชนิด ในทุกปี นักวิทยาศาสตร์จะระบุชนิดพันธุ์ใหม่ๆ ที่ได้รับการค้นพบเพิ่มขึ้นและระบุถึงจำนวนชนิดพันธุ์ที่ยังคงรอการค้นพบ โดยในระหว่างปี พ.ศ.2540 ถึง พ.ศ.2557 มีชนิดพันธุ์ใหม่ที่ได้รับการค้นพบมากถึง 2,216 ชนิดพันธุ์ ความหลากหลายทางชีวภาพดังกล่าวของแม่น้ำโขงส่งผลให้ช่วยเติมเต็มความอุดมสมบูรณ์ให้กับไร่นาด้วยตะกอนดินที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุ ป่าไม้และพื้นที่ชุ่มน้ำก็เป็นแหล่งวัตถุดิบสำคัญให้กับการอุตสาหกรรม ช่วยกรองน้ำและฟอกอากาศให้บริสุทธิ์ รวมถึงการปกป้องเมืองต่างๆ จากภัยธรรมชาติอย่างอุทกภัยและวาตภัย ผู้คนประมาณร้อยละ 80 จากทั้งหมด 300 ล้านคนในภูมิภาคนี้ ต่างพึ่งพาอาศัยระบบธรรมชาตินี้โดยตรงในเรื่องของความมั่นคงทางอาหาร วิถีชีวิต และประเพณีวัฒนธรรม



นอกจากนี้ลุ่มน้ำโขงตอนล่าง (Lower Mekong Basin) ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ใน 4 ประเทศ คือ ไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม เป็นทั้งแหล่งน้ำ แหล่งโปรตีน แหล่งพันธุ์ปลา พันธุ์พืช และสัตว์น้ำหลากหลายสายพันธุ์ ซึ่งหล่อเลี้ยงผู้คนมากกว่า 60 ล้านคน เป็นแหล่งโปรตีนของผู้คนในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงมากถึงร้อยละ 47-80 โดยมีมูลค่าการทำประมงต่อปีอยู่ที่ 127,000 – 231,000 ล้านบาท

ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง

ถ้าจะกล่าวถึงลักษณะภูมิศาสตร์ ความหลากหลายทางชีวภาพอีกทั้งความหลากหลายทางด้านชาติพันธุ์ ภาษาและวัฒนธรรม แม่น้ำโขงยิ่งมีความสำคัญอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ไม่ควรพลาดไปคือ การมอง แม่น้ำโขง อย่างมีพลวัต (Dynamism) ซึ่งในบทความสั้นๆนี้ จะกล่าวเพียงสังเขปด้านการเมืองทั้งความร่วมมือ (cooperation) และความขัดแย้ง (conflict) ยุคล่าอาณานิคม (Colonialism) ยุคสงครามเย็น (Cold war) ยุคสงครามเย็น (Post Cold war)

ในช่วงศตวรรษที่ 19 การปฏิวัติอุตสาหกรรมในยุโรปอันทำให้เกิดวิทยาการใหม่ๆ การผลิตเชิงอุตสาหกรรมซึ่งต้องการทั้งวัตถุดิบเช่น ถ่านหิน ไหม เหล็กเพื่อการผลิต ความต้องการสินค้าบริโภคเช่น ข้าว ชา เพื่อชาวยุโรปบริโภคเอง รวมทั้งบริษัทการค้าเจ้าอาณานิคมส่งข้าว ไม้สักไปขายยังตลาดที่เป็นประเทศเมืองขึ้นของตน เช่นอินเดีย มะละกา ปัตตาเวียยังผลให้เกิดการพยายามเข้ามาแสวงหาแหล่งวัตถุดิบในบริเวณลุ่มแม่น้ำโขงโดยที่ทั้งอังกฤษและฝรั่งเศสในเวลานั้นเชื่อว่าเป็นเส้นทางทางน้ำมุ่งเข้าสู่จีน การทำสงครามระหว่างกันทั้งเพื่อการค้าและการยึดครองดินแดนเกิดขึ้นในลุ่มแม่น้ำโขง

เมื่อก้าวเข้าสู่ต้นทศวรรษที่ 1950 สหภาพโซเวียตและจีนซึ่งเปลี่ยนระบอบการปกครองเป็นคอมมิวนิสต์และใช้ระบอบเศรษฐกิจสังคมนิยมปกครองประเทศก็พยายามแผ่อิทธิพลทางการเมืองและอุดมการณ์ของตนออกไป ซึ่งลุ่มแม่น้ำโขงซึ่งเวลานั้นเรียกว่า อินโดจีน (Indochina) ก็เป็นสนามประลองการต่อสู้กันทางการเมืองระหว่างค่ายคอมมิวนิสต์กับโลกเสรีประชาธิปไตยที่นำโดยสหรัฐอเมริกา ดังนั้น เวียดนาม ลาว กัมพูชาเวลานั้นจึงอยู่ในกลุ่มของโลกคอมมิวนิสต์ ส่วนพม่าเป็นสังคมนิยมแบบพม่า (Burmese way to socialism) ที่ปกครองโดยทหาร ส่วนไทยมีนโยบายนิยมสหรัฐอเมริกาและปกครองโดยทหารที่มาจากการรัฐประหารเป็นส่วนใหญ่


จุดเปลี่ยนอันสลับซับซ้อน

โลกก้าวเข้าอยู่ยุคหลังสงครามเย็น (1990-) เป็นต้นมา แม่น้ำโขงมิได้ทำสงครามต่อสู้ทางอุดมการณ์การเมืองแบบเดิมอีกต่อไป หลายประเทศเปลี่ยนประเทศและนโยบายหลักสู่ระบบ ตลาด ด้วยชื่อเรียกที่แตกต่างกันแต่เป้าหมายคล้ายกันคือ โดเม๋ย ของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม จินตนาการใหม่ ของสปปลาว เมียนมาในยุคปฏิรูปและราชอาณาจักรกัมพูชา ส่วนไทย ก้ายเข้าสู่ประชาธิปไตยแบบที่มีตัวแทน (representative democracy) ในช่วงเวลาหนึ่ง การเปลี่ยนระบอบการเมือง (regime change) ดังกล่าวช่วยเปิดศักยภาพทางด้านความมั่งคั่งทางทรัพยากร ขยายตลาดใหม่และใหญ่กว่าเดิม เปิดรับวัฒนธรรมใหม่มากขึ้นโดยเฉพาะ วัฒนธรรมบริโภคนิยม ไหลบ่าเข้าสู่แม่นำโขงอีกครั้ง

ความร่วมมือด้านต่างๆในประเทศต่างๆในแม่น้ำโขงมีมากขึ้นทั้งการสนับสนุนจากภายนอก เช่น ความช่วยเหลือจาก Asian Development Bank, Mekong Institute, Lower Mekong Initiative, Japan-Mekong, Korea-Mekong Lanchang-Mekong Initiative เป็นต้น ความร่วมมือดังกล่าวอาจมีทั้งการค้าและการลงทุนจากประเทศผู้ให้ความช่วยเหลือ (donor) เช่นการก่อสร้างเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำของไทย ของสาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งอาจช่วยก่อให้เกิดแสไฟฟ้าในประเทศและเป็นรายได้ของประเทศนั้นๆ แต่ก็มีปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมและการผลิตกระแสไฟฟ้าขายยังต่างประเทศมากกว่า

อาจกล่าวได้ว่า พลวัตของแม่น้ำโขงแต่ละยุคสมัย ความขัดแย้งและความร่วมมือ ความมั่งคั่งและความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ทุโภชนาการ ปัญหาชาติพันธ์ ความแตกต่างทางศาสนา ลัทธิสุดโต่ง (extremism) การบรูณาการทางเศรษฐกิจและพื้นที่ยากจนยังคงเลื่อนไหลไปทั่วแม่น้ำโขงต่อไป


ไทยในฐานะส่วนสำคัญของแม่น้ำโขงมองแม่น้ำโขงอย่างไร ?


#mekongcurrent #จับกระแสแม่โขง

911 views

© 2019 by Mekong Studies Center