• Mekong Chula

การเมืองสีรุ้งในรัฐสังคมนิยมลาว

Updated: Jun 17

อดิศร เสมแย้ม:




แม้เรื่องราวความหลากหลายทางเพศจะไม่ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนในประวัติศาสตร์สังคมลาว แต่ความเชื่อท้องถิ่นตามตำนานปรัมปรา เช่น เรื่อง “ปู่สังกะสา ย่าสังกะสี” ซึ่งอธิบายถึงการกำเนิดโลก จักรวาล และมนุษย์ ที่นอกจากหญิงและชายแล้วยังประกอบด้วย เพศที่สาม คือ “นปุงสกะ” ที่มีลักษณะตัวเป็นชายแต่ใจเป็นหญิง สะท้อนถึงทัศนคติเกี่ยวกับพฤติกรรมรักเพศเดียวกันและการยอมรับการมีอยู่ของการข้ามเพศ ซึ่งถูกมองว่าเป็นปัญหาต่อการสืบทอดดำรงเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ โดยการรับรู้ของสังคมลาวในอดีตยังไม่ได้มีการแยกกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศออกตามอัตลักษณ์ทางเพศ นอกจากเรียกรวมๆว่า “กะเทย” ซึ่งผูกโยงกับความเชื่อพื้นฐานในพุทธศาสนาจากธรรมเนียมการไม่อนุญาตให้ "บัณเฑาะว์" หรือ "อุภโตพยัญชนก" บวช ที่หมายรวมถึง "หญิงข้ามเพศ" ผ่านการแต่งกายหรือแสดงออกทางรูปลักษณ์ แต่ไม่รวมถึงอัตลักษณ์ทางเพศในสังคมสมัยใหม่อื่นๆ เช่น เกย์ หรือชายรักชาย

ความหลากหลายทางเพศในสังคมลาวไม่ถือเป็นความผิดตามกฏหมายทั้งขณะเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส ซึ่งสังคมเริ่มรับเอาอิทธิพลทางความคิดและบรรทัดฐานทางสังคมแบบตะวันตกตราบจนกระทั่งได้รับเอกราช หรือแม้กระทั่งเปลี่ยนการปกครองมาเป็นสังคมนิยมก็ยังไม่มีข้อห้ามหรือบทลงโทษเกี่ยวกับการรักเพศเดียวกันหรือการข้ามเพศจากหลักการพื้นฐานของคอมมิวนิสต์ในเรื่อง “ความเสมอภาค” แม้จะมองว่าเป็น "ผลกระทบของสังคมทุนนิยม" หรือ “ผลผลิตของชนชั้นกลาง” การนำหลักและแนวคิดเกี่ยวกับบทบาททางเพศและรูปแบบจารีตในด้านวัฒนธรรมมาโยงเข้ากับการสร้างศีลธรรมจรรยาในสังคมใหม่หลังการปลดปล่อย การแต่งกายตามวัฒนธรรมและประเพณีเป็นอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมหนึ่งที่ถูกนำมาใช้ เช่น เยาวชนชายต้องตัดผมสั้น ห้ามนุ่งกางเกงยีนส์ ห้ามสวมแว่นกันแดด ผู้หญิงทุกคนต้องนุ่งซิ่น และกำหนดให้การนุ่งซิ่นเป็นเครื่องแบบนักเรียน นักศึกษา และเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อคงเอกลักษณ์ความเป็นชาติลาว ทำให้หญิงข้ามเพศที่ข้ามเพศผ่านการแต่งกายหรือแสดงออกทางรูปลักษณ์หลายคนถูกจับกุมและส่งไปสัมมนา และจำต้องเปลี่ยนแปลงตนโดยตัดผมสั้นและประพฤติปฏิบัติเหมือนผู้ชาย


ผลของการสร้างศีลธรรมจรรยาในสังคมใหม่อันมีรากฐานมาจากจารีตทางสังคมเดิมที่กำหนดรูปแบบความสัมพันธ์ทางเพศของชายและหญิง ทำให้การมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานถือเป็นพฤติกรรมที่ผิดฮีตคองประเพณี ซึ่งนำมาสู่การบังคับใช้กฎหมายครอบครัวที่กำหนดบทลงโทษผู้กระทำผิดฐานชู้สาวโดยห้ามมิให้ชายหรือหญิงมีเพศสัมพันธ์กับชายหรือหญิงอื่นที่มิใช่สามีหรือภรรยาของตนหรือคู่สมรสตามกฎหมายซึ่งหมายรวมถึงการยุ่งเกี่ยวกับหญิงหรือชายที่ขายบริการทางเพศ และถือเป็นความผิดรุนแรงที่บัญญัติโทษผู้กระทำผิดทั้งปรับและจำคุกทำให้การรักเพศเดียวกันหรือการข้ามเพศกลายเป็นสิ่งผิดแบบแผนการประพฤติปฏิบัติตามจารีตประเพณีของสังคมใหม่


ครอบครัว การแต่งงาน และศาสนา

ค่านิยมและความเชื่อเรื่องบทบาทหญิงชายที่สังคมคาดหวังต่อผู้ชายในฐานะผู้นำ เป็นหัวหน้าครอบครัวและผู้สืบทอดตระกูลยังเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้สังคมมองหญิงข้ามเพศในภาพลักษณ์ไม่ดีเมื่อเปรียบเทียบกับชายรักชายที่ได้รับการยอมรับมากกว่า ซึ่งเกิดจากจากระบบวิธีคิดแบบ “ชายเป็นใหญ่” และเกิดความรู้สึกผิดหวังเมื่อลูกชายโตมาเป็นหญิงข้ามเพศ เพราะเป็นสิ่งตรงข้ามกับความเป็นชายตามที่สังคมกำหนด


อิทธิพลความเชื่อในพุทธศาสนานิกายเถรวาทที่พลเมืองส่วนใหญ่นับถือและมีอิทธิพลอย่างมากต่อวัฒนธรรม ประเพณี ทัศนคติ และค่านิยมในสังคม ทำให้พฤติกรรมรักเพศเดียวกันหรือการข้ามเพศเป็นสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับบรรทัดฐานทางสังคมในการบวชซึ่งเป็นประเพณีและค่านิยมของสังคมที่ถือเป็นการสืบต่อพุทธศาสนา และทดแทนคุณบิดามารดา หลายครอบครัวยังคงเข้าใจว่าพฤติกรรมดังกล่าวสามารถเปลี่ยนแปลงได้ที่นำไปสู่ความเชื่อของพ่อแม่หลายรายที่ไม่สามารถรับวิถีทางเพศดังกล่าวและบังคับให้ลูกบวชเป็นพระด้วยคิดว่าจะเปลี่ยนแปลงลูกด้วยการควบคุมความต้องการทางเพศตามวิถีปฏิบัติของสงฆ์และคืนกลับมาเป็นผู้ชาย หรือเชื่อว่าเกิดจากสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นโรคที่รักษาให้หายได้ ทำให้หญิงข้ามเพศหลายรายขณะเป็นเด็กมักถูกบิดาหรือคนในครอบครัวดุด่า ทำร้ายร่างกาย หรือลงโทษ เพราะรู้สึกอับอายจากการเปิดเผยตัวตนและรูปลักษณ์ภายนอกที่ฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ของสังคม การไม่ยอมรับจากคนในครอบครัว (Family Rejection) ทำให้บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศจำนวนมากเลือกจะปกปิดพฤติกรรมทางเพศของตนเพื่อให้สังคมยอมรับ ความกังวลจากค่านิยมเรื่องครอบครัวและการแต่งงานที่ถือเป็นสถาบันสำคัญในสังคมลาว ทำให้ชายรักชายหลายรายเลือกปกป้องตัวเองด้วยการแต่งงานมีครอบครัวกับผู้หญิงเพื่อให้สังคมยอมรับ


ค่านิยมเรื่องครอบครัว การแต่งงาน และศาสนา กลายเป็นตัวแปรสำคัญต่อความเข้าใจและการรับรู้เกี่ยวกับวิถีทางเพศและอัตลักษณ์ทางเพศในสังคมลาว โดยเฉพาะมุมมองในเรื่องการรักเพศเดียวกันจากคำสอนตามหลักพุทธศาสนาเกี่ยวกับการประพฤติผิดทางเพศซึ่งเป็นถือเป็นบาป ทำให้คำอธิบายเกี่ยวกับเพศวิถีมุ่งไปที่หญิงข้ามเพศหรือชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย แม้ความเชื่อเรื่อง “กรรม” จะทำให้อคติ ความเกลียดชัง และความรุนแรงที่กระทำต่อกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศในสังคมมีน้อย แต่กลับปรากฏในรูปแบบการวางเฉย และปฏิเสธโอกาส ซึ่งเป็นการกีดกัน และการเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับศีลธรรมยังทำให้ไม่มีการส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องความหลากหลายของเพศสภาพในระบบการศึกษา และถูกแทนที่ด้วยความเชื่อที่อธิบายว่าการรักเพศเดียวกันและการเกิดมาเป็นบุคคลข้ามเพศเป็นเรื่องที่มีกรรมกำหนดจากวิบากกรรมเพราะเคยผิดประเวณีที่ทำมาแต่ชาติก่อน และมีส่วนทำให้บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศบางส่วนมองว่าสาเหตุที่ตนเองเป็นหรือมีพฤติกรรมที่เป็นอยู่เกิดจากกรรมเก่าจนยอมจำนนต่อการถูกเลือกปฏิบัติจากสังคม


ขณะที่บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศจำนวนหนึ่งได้รับการยอมรับจากครอบครัว ซึ่งแสดงถึงการที่สังคมยอมรับความหลากหลายทางเพศในระดับหนึ่งขึ้นยู่กับพื้นฐานของแต่ละครอบครัว แต่ทัศนคติและการกีดกันทางสังคมโดยเฉพาะต่อหญิงข้ามเพศยังคงพบเห็นได้ในสังคมชนบทโดยกล่าวโทษว่าเป็นสาเหตุในการนำความโชคร้ายมาสู่สังคมหรือชุมชนเช่นเชื่อว่าการที่ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาลเกิดจากการที่มีหญิงข้ามเพศเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น “พื้นที่” ของหญิงข้ามเพศจึงปรากฏเพียงการเป็นผู้สร้างความสนุกสนานหรือเสียงหัวเราะในงานเทศกาลตามฮีตคองประเพณีต่างๆ เช่น การรำหน้าขบวนในพิธีแห่นางสังขาร หรืองานดอง (แต่งงาน) การเผชิญกับพฤติกรรมการเหยียดเพศจากคนในสังคมจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้หญิงข้ามเพศส่วนใหญ่จากชนบทเลือกเดินทางจากหมู่บ้านเข้าสู่เมือง


สื่อ

หลังการปฏิรูประบบเศรษฐกิจซึ่งผูกขาดที่ศูนย์กลางโดยรัฐไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่มีกลไกตลาดเป็นตัวกำหนดภายใต้นโยบาย “จินตนาการใหม่” (New Economic Mechanism) ในปี 1986 เปิดให้เศรษฐกิจของลาวเชื่อมต่อกับระบบทุนนิยมโลกจากการเปิดรับการลงทุนต่างชาติ ไม่เพียงทำให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างรวดเร็ว แต่ยังมีส่วนสำคัญที่ทำให้เสรีภาพต่างๆโดยเฉพาะการรับรู้ข่าวสารซึ่งมีลักษณะตรึงเครียดจากการควบคุมน้อยลงจากสิทธิเสรีภาพที่ค่อยๆเปิดกว้างขึ้น สื่อวิทยุและโทรทัศน์ไทยที่ล้นข้ามและนำพาค่านิยมและวัฒนธรรมไทยปนตะวันตกเข้ามาในรูปของเพลง และละครโทรทัศน์ รวมทั้งการพัฒนาสื่อสารโทรคมนาคมตั้งแต่ปี 1990 ทำให้ประชาชนลาวเข้าถึงอินเตอร์เน็ตอย่างแพร่หลาย และเร่งการเติบโตของสื่อสังคมออนไลน์กลายเป็นตัวแปรสำคัญทำให้สังคมที่ถูกปิดกั้นเชื่อมโยงกับการรับรู้เรื่องความหลากหลายทางเพศที่ไม่ได้มีแต่เพียงชาย หญิง และหญิงข้ามเพศอีกต่อไปจากการเข้ามาของอัตลักษณ์ชายรักชายตามลักษณะทางเพศที่ซับซ้อน ชายรักชายในลาวได้มีโอกาสพบปะพูดคุยกันผ่านอินเทอร์เน็ต ทำให้โครงการรณรงค์ด้านสาธารณสุขในการป้องกัน HIV/AIDS ที่ในอดีตมุ่งเน้นไปที่กลุ่มหญิงข้ามเพศ รวมทั้งการแยกระหว่างหญิงข้ามเพศและชายรักชายซึ่งยังไม่ชัดเจนมีความจำเป็นต้องตระหนักถึงการแบ่งแยกรูปแบบของอัตลักษณ์ระหว่างชายรักชายและหญิงข้ามเพศจากความแตกต่างและจำนวนหญิงข้ามเพศและชายรักชายที่เพิ่มมากขึ้น


การผ่อนคลายเสรีภาพในด้านสื่อทำให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์ของลาวฟื้นตัวขึ้นอีกครั้งโดยมีการสร้างภาพยนตร์ที่เปิดกว้างทางความคิดเกี่ยวกับกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศในมุมมองที่แตกต่างออกไป เช่นภาพยนตร์เรื่อง “น้อย” ซึ่งเป็นชีวิตของชายรักชายเรื่องแรกของลาวที่สะท้อนให้เห็นถึงการเปิดกว้างของเรื่องความหลากหลายทางเพศในสังคมลาว เล่าถึงน้อยซึ่งเป็นเป็นนักศึกษาแพทย์จากครอบครัวชนชั้นกลาง ที่ถูกบีบบังคับให้แต่งงานกับหญิงสาวที่ตนไม่ได้รัก หลังจากสารภาพกับพ่อและแม่ว่าตนไม่ได้ชอบผู้หญิงแต่ชอบผู้ชาย อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของอุตสาหกรรมบันเทิงไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ ภาพยนต์ รวมทั้งอุตสาหกรรมแฟชั่นของลาวแม้จะเปิดพื้นที่ให้กลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศได้รับการยอมรับจากสังคมเพิ่มขึ้นแต่ภาพลักษณ์ที่ปรากฏยังเป็นเรื่องการสร้างความบันเทิงในรูปลักษณ์ตลกขบขันมากกว่าจะส่งเสริมภาพลักษณ์และสร้างทัศนคติที่ดีต่อกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศรวมทั้งยังพบว่ามีการรายงานถึงเรื่องการคุกคามหรือการเลือกปฏิบัติต่อกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศในสื่อลาวน้อยมาก


การที่สื่อเป็นเครื่องมือของพรรค/รัฐ โดยมีกระทรวงแถลงข่าวและวัฒนธรรมเป็นผู้ดูแล การเปิดประตูสู่โลกภายนอกได้สร้างความวิตกกังวลเกี่ยวกับผลของสื่อบางกระแสและวัฒนธรรมต่างประเทศเฉพาะอย่างยิ่งความรุนแรง เนื้อหาลามกอนาจารและการกัดกร่อนวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยเฉพาะผลกระทบของเพศวิถีจากตะวันตก ทำให้แม้จะมีการเปิดให้มีการนำเสนอในรายงานข่าวทั้งโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับการชุมนุมเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศในที่สาธารณะโดยอนุญาตให้มีการจัดกิจกรรมเดินขบวน LGBT Pride หรือ “พูมใจที่เป็นเฮา”ขึ้นเป็นครั้งแรกในเดือนมิถุนายน 2012 เพื่อเรียกร้องให้ยกเลิกการเลือกปฏิบัติต่อคนรักเพศเดียวกัน ซึ่งเป็นก้าวแรกของการเรียกร้องสิทธิของคนกลุ่มน้อยในสังคมลาว และแสดงจุดยืนทางสังคมของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ ภายใต้การสนับสนุนของสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯประจำลาว ถือเป็นการชุมนุมในที่สาธารณะเป็นครั้งแรกสำหรับประเทศสังคมนิยมเช่นลาว ซึ่งเกิดจากแรงกดดันทางการเมืองระหว่างประเทศในเรื่องสิทธิเสรีภาพ และการที่รัฐบาลลาวมองว่ากลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศไม่น่าจะมีปัญหากับเสถียรภาพและความมั่นคงทางการเมืองทั้งยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีแก่รัฐบาลลาว แต่ไม่ใช่เป็นการให้ความสำคัญกับสิทธิเสรีภาพเห็นได้จากการเข้าร่วมของตัวแทนรัฐบาลโดยกระทรวงสาธารณสุขที่รับผิดชอบ HIV/AIDS และการอนุญาตดังกล่าวยังคงมีลักษณะเลือกปฏิบัติด้วยการให้พื้นที่แก่กลุ่มชายรักชายมากกว่ากลุ่มหญิงข้ามเพศ เช่น การเลือกจะสัมภาษณ์ชายรักชายจากนักข่าว ซึ่งเป็นพนักงานของรัฐที่รับนโยบายมาปฏิบัติโดยได้มีการเตรียมเนื้อหาที่ต้องการนำเสนอไว้ล่วงหน้าแล้ว เนื่องจากรัฐเห็นว่าการให้การยอมรับโดยการเปิดพื้นที่แก่กลุ่มหญิงข้ามเพศอาจหมายถึงการที่รัฐยอมรับเพศวิถีดังกล่าวและส่งผลกระทบต่อนโยบายในเรื่องหลักการและแนวคิดเกี่ยวกับบทบาททางเพศและรูปแบบจารีตในด้านศีลธรรมจรรยาและวัฒนธรรมของสังคมที่วางเอาไว้


การเลือกปฏิบัติ (Discrimination)

ปัจจุบันกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศในลาวยังคงเผชิญกับการเลือกปฏิบัติในด้านการศึกษา (Discrimination in Education) จากกฎระเบียบของสถาบันการศึกษารวมทั้งการปฏิบัติจากครูอาจารย์และเพื่อนๆ ซึ่งยังไม่มีกฎเกณฑ์ในการคุ้มครองนักเรียนนักศึกษาที่เป็นกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศจากการข่มเหงทางวาจา เช่น การล้อเลียน หรือกลั่นแกล้งของเพื่อนที่เป็นผลมาจากวิถีทางเพศและอัตลักษณ์ทางเพศ ทำให้กลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศโดยเฉพาะหญิงข้ามเพศจำนวนมากต้องออกจากโรงเรียนกลางคันก่อนจบมัธยมศึกษา ซึ่งเกิดจากระบบการศึกษาของลาวที่ยังไม่ได้มีการบรรจุหลักสูตรว่าเรื่องของความหลากหลายทางเพศ นอกจากการสอนเรื่องสุขภาพทางเพศและระบบสืบพันธุ์ เนื่องจากค่านิยมในเรื่องเพศซึ่งโยงกับจารีตประเพณีของสังคมในเรื่องศีลธรรมอันดีงามทำให้กลายเป็นเรื่องต้องห้ามของสังคม นอกจากนี้สถาบันการศึกษาในลาวยังกำหนดอย่างเคร่งครัดให้นักเรียนนักศึกษาต้องใส่เครื่องแบบและปลูกฝังความคิดว่าเพศมีสองแบบ คือ ชาย และหญิง หากเป็นหญิงต้องนุ่งซิ่นและชายต้องใส่กางเกง ทำให้หญิงข้ามเพศหรือชายข้ามเพศซึ่งแต่งตัวและแสดงออกตรงกันข้ามกับเพศกำเนิดหลายรายถูกบังคับให้แต่งตัวตามเพศหรือไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าสอบ


แม้จะมีกฏระเบียบที่ชัดเจนแต่ในทางปฏิบัติพบว่าอยู่ในลักษณะอนุโลมให้หญิงข้ามเพศสามารถแต่งเครื่องแบบโดยนุ่งซิ่นมาเรียนหรือเข้ารับปริญญาได้ ขึ้นกับความยืดหยุ่นของครูอาจารย์และสถานศึกษา อย่างไรก็ตาม การเหยียดเพศถือเป็นอุปสรรคต่อการศึกษาที่สำคัญซึ่งส่งผลให้หญิงข้ามเพศหลายรายตัดสินใจลาออกจากโรงเรียนกลางคันจากความทุกข์ทางจิตใจซึ่งเป็นอุปสรรคกับโอกาสในการได้รับการจ้างงานในอนาคต บางส่วนต้องเข้าสู่การขายบริการทางเพศเพื่อหาเลี้ยงตนเอง หลายรายเดินทางเข้ามาขายบริการในไทยเช่นที่พัทยา ซึ่งไม่มีปัญหาในการปรับตัวเนื่องจากคล้ายคลึงและกลมกลืนกับคนไทยทั้งรูปร่างหน้าตาและภาษา


หากพิจารณาถึงการเลือกปฏิบัติการจ้างงาน (Job Discrimination) แล้ว กล่าวได้ว่ากลุ่มที่ประสบปัญหามากที่สุด คือ หญิงข้ามเพศที่ต้องเผชิญกับการเลือกปฏิบัติในการจ้างงานเนื่องจากสังคมลาวมีความคาดหวังในการแสดงบทบาททางเพศทั้งในสถานที่ทำงานและในทางสังคม ทำให้ชายรักชายจำนวนมากเลือกที่จะหลีกเลี่ยงไม่แสดงสถานภาพของตนเองเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตีตราและการเลือกปฏิบัติในการว่าจ้างหรือถูกปฏิเสธในการเลื่อนตำแหน่งความก้าวหน้าในอาชีพจากการเปิดเผยเพศวิถีของตนโดยเฉพาะงานราชการหรือรัฐวิสาหกิจ


การขาดกฎหมายที่ปกป้องและคุ้มครองสิทธิ แม้รัฐธรรมนูญลาวฉบับปรับปรุง ปี 2015 จะรับรองสิทธิการทำงาน และประกอบอาชีพที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย โดยกลุ่มหญิงข้ามเพศได้รับผลกระทบจากการกีดกันและถูกเลือกปฏิบัติในการเข้าถึงการจ้างงานทั้งจากหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน และจำกัดให้ทำงานบริการในงานไม่กี่ประเภท เช่น ช่างเสริมสวย พนักงานเสิร์ฟอาหารในร้านอาหาร ที่สำคัญ คือ การเลื่อนลำดับชั้นของบุคคลหรือตำแหน่งความก้าวหน้าในอาชีพในหน่วยงานของพรรคและรัฐ ที่ปกติการแต่งตั้งจะพิจารณาจากการเป็นสมาชิกพรรคมากกว่าการที่เป็นผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมและมีความสามารถในตำแหน่งหน้าที่ ยิ่งทำให้โอกาสของกลุ่มบุคคลข้ามเพศถูกปิดกั้นจากการพิจารณาให้เข้าเป็นสมาชิกพรรค ซึ่งเกิดจากความคาดหวังของสังคมและการปฏิบัติตามบทบาทชายหญิง ทำให้หญิงที่ถูกมองว่ามีความเป็นชายหรือชายที่ถูกมองว่ามีความเป็นหญิงไม่ว่าจะเป็นทั้งรูปลักษณ์ภายนอกหรือพฤติกรรมจะถูกมองว่าผิดเพศ ซึ่งไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อกลุ่มชายรักชายตราบใดที่ยังคงสามารถปกปิดพฤติกรรมทางเพศของตนโดยการดำรงรูปลักษณ์ความเป็นชาย

สำหรับการเลือกปฏิบัติในการเข้าถึงบริการสุขภาพ (Discrimination in Healthcare) นั้น การตีตราและเลือกปฏิบัติยังปรากฏอยู่ในระบบบริการสุขภาพซึ่งให้ความสำคัญกับเรื่อง HIV/AIDS นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันที่มุ่งไปยังกลุ่มชายรักชายและชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายด้วยกัน (MSM) และหญิงข้ามเพศ นอกจากการให้ความสำคัญกับเรื่อง HIV/AIDS แล้ว อาจกล่าวได้ว่า อุปสรรคในการเข้าถึงบริการสุขภาพในกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศที่เผชิญอยู่นั้นมีมิติที่หลากหลายแตกต่างกันออกไปตามกลุ่มเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มบุคคลข้ามเพศ ได้แก่ การผ่าตัดแปลงเพศ (Sexual-Reassignment Surgery: SRS) เช่น การผ่าตัดแปลงเพศชายเป็นหญิง (MTF SRS) หรือการผ่าตัดแปลงเพศจากหญิงเป็นชาย (FTM SRS) นั้นถูกกฎหมายแต่ยังไม่มีผ่าตัดแปลงเพศในลาว แต่สามารถเข้าถึงบริการได้ในไทยซึ่งมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง และต้องผ่านการผ่าตัดหลายครั้ง หรือการเข้าถึงการใช้ฮอร์โมนสังเคราะห์ เช่น Estrogen และ Progestogen ของหญิงข้ามเพศ เพื่อสร้างสรีระให้คล้ายผู้หญิงที่ต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำจากแพทย์ นอกจากอุปสรรคในการเข้าถึงการบริการสุขภาพแล้วยังมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชน เช่น การเข้าถึงบริการด้านคำปรึกษาเกี่ยวกับสุขภาพจิต ทัศนคติและการเลือกปฏิบัติของผู้ให้บริการทางสาธารณสุขที่ยังมองว่าวิถีทางเพศและอัตลักษณ์ทางเพศเป็นเรื่องของความผิดปกติซึ่งโยงกับปัญหาของการเป็นกลุ่มเสี่ยงในการติดเชื้อ HIV/AIDS


แม้ลาวจะไม่มีข้อห้ามหรือถือเป็นการกระทำที่ผิดกฏหมายเกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศ และไม่มีกฎหมายที่มีลักษณะเลือกปฏิบัติบนพื้นฐานของเพศสภาพ แต่เป็นเรื่องยากที่จะประเมินถึงการยอมรับและความรุนแรงที่กลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศเผชิญอยู่ซึ่งสัมพันธ์กับประเด็นสิทธิมนุษยชนเนื่องจากยังไม่มีกฎหมายที่ปกป้องความหลากหลายทางเพศจากความชิงชังหรือการถูกเลือกปฏิบัติจากฐานความแตกต่างของวิถีทางเพศและอัตลักษณ์ทางเพศ รัฐธรรมนูญลาวฉบับปรับปรุง ปี 2015 ได้รับรองสิทธิเท่าเทียมกันและความเสมอภาพตามกฎหมายในด้านต่างๆของพลเมืองลาว โดยไม่จำแนกหญิงชาย ฐานะทางด้านสังคม ระดับการศึกษา ความเชื่อ และชาติพันธุ์ และระบุว่าพลเมืองทุกคนจะต้องได้รับการปกป้องคุ้มครองสิทธิจากรัฐ โดยห้ามการกระทำทุกรูปแบบที่ก่อความเสียหายในเกียรติ ศักดิ์ศรี ร่างกาย ชีวิต จิตใจ และทรัพย์สมบัติของประชาชน อย่างไรก็ตาม การที่ตัวบทกฎหมายของลาวถูกร่างขึ้นโดยพื้นฐานแนวคิดแบบดั้งเดิมว่าเพศสภาวะหรือ “ความมีตัวตนทางเพศ” (Sexual Identities) มีเพียงสองเพศ คือ ชายและหญิงเท่านั้น โดยบัญญัติไว้ชัดเจนว่า “ไม่อนุญาตให้แต่งงานในบุคคลที่เป็นเพศเดียวกัน” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการไม่ยอมรับการแต่งงานในเพศเดียวกันหรือคู่ชีวิตเพศเดียวกันจึงเป็นเรื่องที่ห่างไกลที่จะนำไปสู่สิทธิอื่นๆ เช่น สิทธิในการเลี้ยงดูบุตร สิทธิในการตัดสินใจด้านการรักษาพยาบาลแทนคู่ของตนในกรณีฉุกเฉิน สิทธิประโยชน์ในการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลของของคู่ชีวิตจากการประกันต่างๆ


การเมืองในความหลากหลายทางเพศ

ลาวเป็นประเทศสังคมนิยมที่ใจกว้างในการยอมรับความหลากหลายทางเพศในทางปฏิบัติแม้จะยังไม่มีกฏหมายรองรับก็ตาม เช่น การอนุญาตให้ให้หญิงข้ามเพศที่ผ่าตัดแปลงเพศแล้วสามารถเปลี่ยนคำนำหน้านามจากชายเป็นหญิงให้ตรงกับเพศสภาพใหม่ในเอกสารแสดงตัวตน เช่น พาสปอร์ต ดังกรณีของ หลิง หลิง ปิยะดา อินทะวง เจ้าของตำเเหน่งรองอันดับ 2 Miss International Queen 2014 โดยพาสปอร์ตของเธอระบุเพศเป็นหญิง ซึ่งไม่ได้เป็นผลมาจากการสร้างชื่อเสียงให้กับลาวในเวทีสากล แต่เพื่อให้ตรงกับเพศสภาวะใหม่จากการผ่าตัดแปลงเพศ ซึ่งไม่จำกัดอยู่เฉพาะผู้ได้รับการผ่าตัดแปลงเพศแล้วเท่านั้นหญิงข้ามเพศหลายรายที่ยังไม่ได้ผ่าตัดแปลงเพศยังได้รับการระบุคำนำหน้าว่าเป็นเพศหญิงในเอกสารสำคัญ เช่น บัตรประชาชน แสดงให้เห็นถึงการยอมรับความหลากหลายทางเพศในระดับหนึ่งของรัฐบาลลาวแม้ว่าหญิงข้ามเพศหลายรายยังคงต้องใช้คำนำหน้าตามเพศกำเนิดของตนและเผชิญปัญหาจากเอกสารราชการที่มีความขัดแย้งกับรูปลักษณ์ภายนอกเวลาเดินทางไปต่างประเทศหรือศึกษาต่อ (Lack of Appropriate Identification Documents)

ปัจจุบันสังคมลาวได้ยอมรับความหลากหลายทางเพศในระดับหนึ่งจากภาพการแต่งงานตามประเพณีดั้งเดิมหรือ “แต่งดอง” ในที่สาธารณะระหว่างชายรักชายหรือหญิงข้ามเพศ ที่ปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์และเพิ่มขึ้นจนกลายเป็นเรื่องธรรมดาแต่ยังคงไม่เพียงพอ เห็นได้จากทัศนคติทางลบต่อกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศในสื่อสังคมออนไลน์และการกีดกันทางสังคม เช่น การเลือกปฏิบัติการจ้างงาน ซึ่งเกิดขึ้นจากการขาดความเข้าใจอย่างแท้จริง รวมทั้งค่านิยมและความเชื่อพื้นฐานของสังคม ความน่าสนใจของลาวจึงอยู่ตรงที่การปรับเปลี่ยนแนวคิดเรื่องความหลากหลายทางเพศของรัฐบาลจากแนวคิดพื้นฐานเดิมเรื่องเพศสภาวะที่มีเพียงชายและหญิงเท่านั้นโดยการอนุญาตให้กลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศเดินขบวนเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องสิทธิของตนซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ปกตินักแม้จะมีการเปิดกว้างเสรีภาพในด้านต่างๆเรื่อยมา ขณะที่ยังคงปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของพรรคและรัฐ การเปิดกว้างต่อประเด็นความหลากหลายทางเพศดังกล่าวเกิดขึ้นจากกระแสความเปลี่ยนแปลงและรูปแบบเฉพาะตัวของสังคมนิยมลาวที่ไม่ขัดขวางหรือปิดกั้นค่านิยมและวัฒนธรรมใหม่จากภายนอก


รัฐบาลลาวเข้าใจดีว่าเพศสภาวะปัจจุบันไม่ได้มีเฉพาะชายและหญิงอีกต่อไป เมื่อไม่สามารถควบคุมได้ ทำให้การเปิดกว้างเรื่องความหลากหลายทางเพศในสังคมจึงเกิดขึ้น ซึ่งแสดงถึงการปรับตัวของพรรคและรัฐต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อการธำรงอยู่โดยมีวัฒนธรรมประเพณีดั้งเดิมที่มีลักษณะสังคมจารีตตามแบบพุทธศาสนาเถรวาทเป็นเครื่องถ่วงดุลย์ สิทธิของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศเป็นสิ่งที่รัฐบาลพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่คุกคามต่อเสถียรภาพและความมั่นคง การเปิดกว้างดังกล่าวยังทำให้รัฐบาลได้ภาพลักษณ์ในการเปิดกว้างเรื่องความหลากหลายทางเพศขณะที่ยังคงปิดกั้นเสรีภาพอื่นๆที่ส่งผลต่อความมั่นคงของพรรคและรัฐ

587 views

© 2019 by Mekong Studies Center