• Mekong Chula

ญี่ปุ่นกับเมียนมา

อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์:


นาง ออง ซาน ซู จี และ นาย ชินโซะ อาเบะ ภาพจาก Reuters

ญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์กับประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงมาตั้งแต่ครั้งสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้ว ทว่าญี่ปุ่นเข้ามามีความสัมพันธ์กับประเทศเหล่านี้มากขึ้นในช่วงหลังสงครามเย็น (post-Cold War) โดยเฉพาะช่วงต้นทศวรรษ 1990 แต่ก็นั่นแหละ ญี่ปุ่นในช่วงนั้นยังไม่มีความสัมพันธ์ใด ๆ กับทางเมียนมามากนัก ซึ่งผิดกับปัจจุบันมาก


ญี่ปุ่นกับเมียนมา : จุดเปลี่ยน


ความจริงแล้ว บทบาทญี่ปุ่นต่ออนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงมีจุดเปลี่ยนสำคัญตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 1990 ด้วยเหตุผลและบทบาทสำคัญอย่างน้อยดังต่อไปนี้ ประการแรก การที่ญี่ปุ่นมีบทบาทสำคัญในกระบวนการสันติภาพในกัมพูชาในปี 1993 ประการที่สอง การเปิดประเทศโดยเฉพาะนโยบายปฏิรูปประเทศของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามที่เรียกว่า โด เม่ย ประการที่สาม การก้าวเข้ามาของสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะการเคลื่อนไหว ยุติการบอยคอตของสหรัฐอเมริกายุครัฐบาล บารัค โอบาม่าต่อเมียนมาและการปฏิรูปประเทศของรัฐบาลเมียนมาโดยการนำของประธานาธิบดี เต็ง เส่ง ประการที่สี่ การก้าวขึ้นมามีบทบาทอย่างมากและรวดเร็วของสาธารณรัฐประชาชนจีนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง


สำหรับบทบาทญี่ปุ่นต่อเมียนมาหลังรัฐบาลเต็ง เส่งต่อเนื่องมาถึงรัฐบาลที่นำโดยนาง ออง ซาน ซูจีก็เป็นรูปแบบปกติทั่วไปกล่าวคือ รัฐบาลญี่ปุ่นให้ความช่วยเหลือแบบให้เปล่า (grant aid) เช่น การสร้างระบบน้ำประปาในเมืองย่างกุ้ง การปรับปรุงโรงพยาบาลและระบบสาธารณสุข การให้อุปกรณ์การศึกษาตามโรงเรียนต่างๆ การให้ความช่วยเหลือทางด้านวิชาการ (Technical Development) การให้ความช่วยเหลือเป็นเงินกู้ (Loan) ซึ่งมักเป็นเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ


ที่น่าสนใจ ญี่ปุ่นมักให้ความช่วยเหลือที่ตรงกับความต้องการของประเทศผู้รับ เช่น เมียนมาเสมอ เช่น การลงทุนพัฒนาพลังงานเผยผลิตกระไฟฟ้าที่รัฐมอญ เพราะรัฐมอญขาดแคลนกระแสไฟฟ้า[1] ซึ่งความเป็นจริง ประเทศเมียนมาขาดแคลนกระแสไฟฟ้าทั้งประเทศ


สิ่งที่การเคลื่อนไหวสำคัญของญี่ปุ่นต่อเมียนมาอีกครั้งหนึ่งคือ การให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม (Humanitarian) แก่ชาวโรฮิงญาซึ่งเป็นผู้อพยพลี้ภัยไปประเทศบังคลาเทศ อีกทั้ง คนเมียนมาและทางการก็ไม่ยอมรับการมีอยู่ของคนโรฮิงญา ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่นับถือศาสนาอิสลามและส่วนใหญ่อาศัยอยู่ทางตะวันตกของเมียนมาติดกับบังคลาเทศ


ญี่ปุ่นกับการแก้ปัญหาโรฮิงญาในเมียนมา


ความจริงรูปแบบความสัมพันธ์ของญี่ปุ่นในระดับภูมิภาคโดยพื้นฐานคือ การให้ความช่วยเหลือการพัฒนาโพ้นทะเล (Oversea Development Aid-ODA) ซึ่งมีหลายรูปแบบ ทั้งความช่วยเหลือแบบให้เปล่า ความช่วยเหลือทางด้านความร่วมมือทางวิชาการ ความช่วยเหลือแบบให้เงินกู้ ซึ่งในกรณีเมียนมาญี่ปุ่นก็ให้ความช่วยเหลือทั้ง 3 แบบดังกล่าวข้างต้น แต่การความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม เช่น การให้ความช่วยเหลือแก่ชาวโรฮิงญาถือว่าเป็นเรื่องเด่น มีผลต่อบทบาทของญี่ปุ่นในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งอันที่จริง เป็นบทบาทของญี่ปุ่นเชิงการทูตในระดับภูมิภาคคือ อาเซียน เลยทีเดียว


ล่าสุด รัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่น นาย Toro Kono ได้เข้าพบและพูดคุยกับนาง ออง ซาน ซูจี โดยรัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่นกล่าวยืนยันโดย ต้องการให้ผู้นำเมียนมาขยายการเข้าถึงรัฐยะไช่ (Rakhine) สำหรับสื่อมวลชน องค์การสหประชาชาติและกลุ่มนักสิทธิมนุษยชนมากขึ้น และอยากให้ทางการเมียนมาสนับสนุนการกลับมาอย่างปลอดภัย โดยสมัครใจและการตั้งถิ่นพำนักของผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาอีกด้วย


รัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่น นาย Kono ต้องการให้นางออง ซาน ซูจีรับข้อเสนอแนะของคณะที่ปรึกษาที่นำโดยอดีตเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ นาย Kofi Annan


ทั้งนี้ นางออง ซาน ซูจีได้แถลงต่อสื่อมวลชน ยืนยันความตั้งใจทำงานร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาโรฮิงญาโดยร่วมมือกับบังคลาเทศ และปฎิบัติคำแนะนำของทีมที่ปรึกษาของนาย Kofi Annan


จำนวนเงินที่รัฐบาลญี่ปุ่นให้แก่รัฐบาลเมียนมาเพื่อช่วยแก้ปัญหาชาวโรฮิงญาจำนวน 23 ล้านเหรียญสหรัฐ โดย 3 ล้านเหรียญสหรัฐได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นแล้ว ส่วนอีก 20 ล้านเหรียญสหรัฐยังต้องรอการอนุมัติจากรัฐสภาญี่ปุ่นอยู่ รวมแล้วความช่วยเหลือของรัฐบาลญี่ปุ่นต่อปัญหาชาวโรฮิงญาจากรัฐบาลญี่ปุ่นเป็นเงิน 57.6 ล้านเหรียญสหรัฐ[2]


เงินความช่วยเหลือเหล่านี้ใช้เพื่อฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ลี้ภัยโรฮิงญา รัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่น Kono เคยเดินทางไปเยี่ยมค่ายผู้ลี้ภัยที่ Cox’s Bazar ทางตะวันออกเฉียงใต้ของบังเทศที่ชาวโรฮิงญาหนีข้ามไป[3]


รัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่น Kono จะพบและพูดคุยกับผู้บัญชาการทหารสูงสุด Min Aung Hlaing โดยตามรัฐธรรมนูญของเมียนมา การทำหน้าที่รักษาระเบียบสาธารณะและกิจการภายในอยู่ในหน้าที่การดูแลของทหารเท่านั้น หมายความว่า นาง ออง ซาน ซูจีไม่มีอำนาจเรื่องการรักษาระเบียบและความมั่นคงของรัฐเมียนมา[4]


บทบาทความช่วยเหลือของญี่ปุ่นในการแก้ปัญหาโรฮิงญาในเมียนมาเป็นบทบาททางด้านมนุษยธรรมอันเป็นบทบาทที่ส่งเสริมบทบาทของญี่ปุ่นทางด้านการฑูต (Diplomacy) อันเป็นการขยายและเพิ่มบทบาททางการเมืองของญี่ปุ่นและการเสริมสร้างบทบาทด้านการเมืองในภูมิภาคทั้งในอาเซียนและเอเชียตะวันออก ซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นและภาคเอกชนของญี่ปุ่นให้ความสำคัญอย่างมากและร่วมดำเนินการอย่างดี บทบาทดังกล่าว ช่วยให้ญี่ปุ่นก้าวเข้าสู่ประเทศที่มีสถานะนานาชาติ เข้าหลักการ International Value อันมีเรื่องของการปกครองในระบบประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชนและธรรมาภิบาลด้วย


น่าสนใจ บทบาทนานาชาติของญี่ปุ่นพัฒนาการเป็นรูปธรรมอย่างมากในภูมิภาคอาเซียน

อ้างอิง

[1] สุเจน กรรพฤทธิ์ “ ปรับปรุงระบบไฟฟ้าในรัฐมอญ” สารคดี ปีที่ 29 ฉบับที่ 345 พฤศจิกายน 2556 : 64-65.


[2] Hiroshi Kotani, “ Japan offers $ 22 mil. In fresh aid for Rohingya refugees” Nikkei Asia January 13, 2018


[3] Kyodo News January 12, 2018.


[4] Hiroshi Kotani, op.cit.,

117 views

© 2019 by Mekong Studies Center