• Mekong Chula

จีน-ไทยต้องเลิกค้างา ก่อนที่ช้างแอฟริกาจะสูญพันธุ์

ปภังกร เสลาคุณ:



ที่มา: Ghida Basma


"ONLY ELEPHANTS SHOULD OWN IVORY" - Yao Ming

เมื่อเดือนมกราคม ปี 2019 กรมศุลกากรจีน และหน่วยงานด้านป่าไม้จีน ร่วมกับองค์กรเพื่อช่วยเหลือสัตว์ป่าไวล์ดเอด (WILDAIDS) และองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) เผยแพร่โฆษณารณรงค์ตามสื่อในสนามบิน สถานีรถไฟ และด่านพรมแดนระหว่างจีนกับประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนอย่างเมียนมา ลาว และเวียดนาม โฆษณาซึ่งมีความยาว 1 นาทีนี้ได้ Huang Xuan นักแสดงชาวจีนชื่อดังมาร่วมสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชน Huang ซึ่งแต่งกายเป็นเจ้าหน้าที่ศุลกากรเตือนชาวจีนที่จะเดินทางไปยังต่างประเทศว่า ประเทศจีนไม่อนุญาตให้มีการซื้อขายงาช้าง การนำผลิตภัณฑ์ที่ทำจากงาช้างเข้ามายังประเทศจีนจึงถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ผู้กระทำความผิดอาจถูกลงโทษจำคุกและยึดทรัพย์ แม้ว่า

จะเป็นการนำเข้ามาเพื่อเป็นของที่ระลึกหรือของฝากก็ตาม


ตลาดงาช้างในประเทศจีนกับประชากรช้างในแอฟริกา


จีนเป็นหนึ่งในประเทศที่มีค่านิยมงาช้างมาอย่างยาวนาน สำหรับชาวจีนแล้ว งาช้างถูกมองว่าเป็นสิ่งที่มีค่า ชาวจีนจึงนิยมซื้อวัตถุซึ่งแกะสลักจากงาช้าง เพื่อแสดงถึงสถานะทางสังคมและความมั่งคั่งของตนเอง นอกจากนี้ เศรษฐีชาวจีนบางคนยังนิยมสะสมงาช้าง เนื่องจากพวกเขาเชื่อว่าการได้ครอบครองงาช้างจะนำความโชคดีมาสู่ผู้ที่เป็นเจ้าของ และในบางครั้ง งาช้างยังถูกนำไปเป็นส่วนประกอบของยาแผนโบราณ เพื่อรักษาโรคต่างๆ อีกด้วย

ความต้องการงาช้างที่มีอยู่อย่างต่อเนื่องส่งผลให้จีนกลายเป็นตลาดซื้อขายงาช้างที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ในแต่ละปี ตลาดค้างาช้างทั้งแบบถูกและผิดกฎหมายของจีนซึ่งกระจายตัวอยู่ตามเมืองใหญ่ เช่น ปักกิ่ง ฮ่องกง และเซี่ยงไฮ้ รวมไปถึงตามเว็บไซต์ขายงาช้างออนไลน์ที่มีอยู่หลายร้อยเว็บไซต์สามารถทำเงินได้หลายร้อยล้านเหรียญสหรัฐ โดยในปี 2015 ราคางาช้างที่ขายอยู่ในปักกิ่งได้พุ่งไปแตะที่ระดับ 2,320-2,900 เหรียญสหรัฐต่อกิโลกรัมซึ่งถือว่าเป็นราคาที่สูงมาก เมื่อเทียบกับแรกนำเข้าที่งาช้างจะมีราคาประมาณ 150 เหรียญสหรัฐต่อกิโลกรัมเท่านั้น[i]


ในอดีตนั้น งาช้างที่ได้รับความนิยมมักเป็นช้างเอเชีย เนื่องจากหาได้ง่าย มีสีสันสวยงามและเนื้ออ่อนเหมาะสำหรับการแกะสลัก แต่การล่าช้างที่มากจนเกินไปทำให้ช้างเอเชียลดจำนวนลงอย่างรวดเร็วและส่งผลให้งาช้างมีไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ผู้ประกอบการชาวจีนจึงเปลี่ยนเป้าหมายไปที่ช้างในทวีปแอฟริกาแทน


ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างรัฐบาลจีนและประเทศในแอฟริกาถือเป็นปัจจัยสำคัญที่มีส่วนช่วยสนับสนุนขบวนการลักลอบค้างาช้างอย่างไม่ตั้งใจ เนื่องจากแต่เดิมนั้น ที่ตั้งอันห่างไกลของทวีปแอฟริกาและความยากลำบากในการเดินทางล้วนเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงและขนส่งงาช้างกลับมายังประเทศจีน การลักลอบค้างาช้างจึงมีจำนวนไม่มากนัก อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป เมื่อรัฐบาลจีนมุ่งความสนใจของตนไปยังทวีปแอฟริกาและสนับสนุนให้ชาวจีนไปลงทุนในทวีปแอฟริกามากยิ่งขึ้น ผู้ประกอบธุรกิจค้างาช้างชาวจีนจึงถือโอกาสใช้ช่องทางดังกล่าวในการติดต่อซื้องาช้างจากขบวนการลักลอบค้างาช้างชาวแอฟริกันที่มีทั้งชาวบ้านในพื้นที่ที่ต้องการหารายได้สำหรับการดำรงชีพและขบวนการก่อการร้ายที่ต้องการนำเงินที่ได้จากการขายงาช้างหรือที่เรียกกันว่า “ทองคำขาว” ไปซื้ออาวุธสำหรับใช้ในการเคลื่อนไหวของตน


ขบวนการลักลอบค้างาช้างที่กระจายตัวอยู่ทั่วไปในทวีปแอฟริกาทำให้ช้างแอฟริกาอยู่ในภาวะวิกฤติ โดยในปี 1981 ประชากรช้างแอฟริกามีจำนวนมากถึง 1,200,000 ตัว แต่หลังจากขบวนการลักลอบค้างาช้างหันมาล่าช้างแอฟริกาแทนช้างเอเชีย ประชากรช้างจึงลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว กล่าวคือ ในทุกๆ ปีจะมีช้างแอฟริกามากกว่า 200,000 – 300,000 ตัวถูกฆ่าเพื่อนำงาไปขาย ส่งผลให้ในปัจจุบัน จำนวนช้างแอฟริกาลดลงจนเหลือเพียง 470,000 ตัวเท่านั้น[i]

รัฐบาลจีนกับการจัดการปัญหาการค้างาช้าง


แม้ว่าตลาดงาช้างจะก่อให้เกิดเม็ดเงินมหาศาลสะพัดภายในประเทศ แต่แรงกดดันของนานาชาติที่คาดหวังให้มหาอำนาจเช่นจีนเป็นส่วนหนึ่งในการทำลายธุรกิจลักลอบค้างาช้าง ซึ่งกำลังเป็นภัยคุกคามต่อประชากรช้างแอฟริกา ทำให้จีนไม่อาจนิ่งเฉยได้อีกต่อไป โดยจีนได้ออกมาแสดงจุดยืนว่า ตนเองจะให้ความร่วมมือกับประเทศต่างๆ ในการกวาดล้างธุรกิจลักลอบค้างาช้างให้หมดสิ้นไป


ในการประชุมอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์หรือไซเตส (CITES) เมื่อปี 2016 จีนซึ่งมีฐานะที่เป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกไซเตสได้ให้คำมั่นสัญญาร่วมกับประเทศสมาชิกอีก 182 ประเทศทั่วโลกว่า จีนจะปิดตลาดงาช้างของตนเอง เพียงแต่ขณะนั้นจีนยังไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่าจะเป็นช่วงเวลาใด[i]


หลังจากปี 2016 เป็นต้นมา จีนได้แสดงความตั้งใจในการแก้ไขปัญหาการลักลอบค้างาช้างผิดกฎหมายตามที่เคยให้คำมั่นไว้กับไซเตส ในแต่ละปี สำนักงานศุลกากรของจีนทำการจับกุมชาวจีนหลายร้อยคน ในความผิดฐานลักลอบขนงาช้างผิดกฎหมายเข้าประเทศและตรวจยึดงาช้างของกลางได้เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ รัฐบาลจีนยังได้ทำลายงาช้างและสินค้าจากงาช้างผิดกฎหมายหลากหลายประเภท เพื่อแสดงถึงเจตนารมณ์ในการต่อต้านการกระทำที่ผิดกฎหมายเหล่านี้อย่างเอาจริงเอาจัง


แม้ว่ารัฐบาลจีนจะพยายามใช้มาตรการต่างๆ ในการจัดการกับปัญหาการลักลอบค้างาช้างอย่างต่อเนื่อง แต่รัฐบาลกลับต้องพบกับอุปสรรคสำคัญในการดำเนินการ คือ การจับกุมผู้กระทำความผิดทำได้ยากเนื่องจากตลาดงาช้างในจีนมีทั้งตลาดที่ถูกและผิดกฎหมาย โดยในประเทศจีน การขายงาช้างแกะสลักถือเป็นสิ่งถูกกฎหมาย หากงาช้างนั้นนำเข้ามาก่อนที่จีนจะเข้าร่วมกับไซเตส ในปี 1981 หรือเป็นงาช้างที่จีนซื้อมาจากกลุ่มประเทศแอฟริกาในปี 2008 ปัญหาที่ตามมาก็คือ ขบวนการลักลอบค้างาช้างได้ทำการปลอมแปลงเอกสาร ติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐ และหลอกลวงผู้ซื้องาช้างว่า งาช้างของตนเป็นงาช้างที่ถูกกฎหมาย ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว งาช้างเหล่านี้เป็นงาช้างที่ได้มาจากการล่าภายหลังจีนเข้าร่วมไซเตส นอกจากนี้ สำนักงานศุลกากรของจีนยังระบุอีกด้วยว่า กว่าครึ่งหนึ่งของผู้ที่ประกอบธุรกิจค้างาช้างถูกกฎหมายได้ทำธุรกิจค้างาช้างผิดกฎหมายควบคู่กันไปด้วย


ทั้งนี้ เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาการสวมรอยงาช้างและตัดวงจรธุรกิจงาช้างภายในประเทศอย่างเด็ดขาด

รัฐบาลจีนได้ตัดสินใจปิดตลาดงาช้างที่ถูกกฎหมายทั่วประเทศ ในวันที่ 31 ธันวาคม 2017 โดยโรงงานและร้านค้าที่เคยค้างาช้างอย่างถูกต้องตามกฎหมายจะต้องยุติการซื้อขายงาช้างและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากงาช้างทั้งหมด โดยกระทรวงป่าไม้จีนประกาศผ่านสื่อสังคมออนไลน์ยอดนิยมของจีนอย่าง Weibo ว่า

“นับจากวันนี้เป็นต้นไป หากผู้ขายคนใดบอกกับคุณว่า เขาเป็นผู้ประกอบธุรกิจค้างาช้างที่ได้รับการอนุญาตจากรัฐบาลแล้ว ขอให้รู้ไว้ว่า เขากำลังหลอกลวงและกระทำการละเมิดกฎหมายอยู่”[ii]


สถานการณ์การค้างาช้างในประเทศไทย


ไทยเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญสำหรับการดำรงอยู่ของประชากรช้างแอฟริกา เนื่องจากไทยเป็นตลาดงาช้างขนาดใหญ่ของโลกไม่ต่างจากจีน อีกทั้งยังเป็นทางผ่านของขบวนการลักลอบค้างาช้างในการลำเลียงสินค้าไปยังประเทศที่สาม สถานการณ์การลักลอบค้างาช้างที่รุนแรงในประเทศไทยส่งผลให้ไซเตสจัดให้ไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีสถานภาพน่ากังวลอย่างยิ่ง (Primary Concern) อันเป็นผลมาจากปัญหาการลักลอบค้างาช้างผิดกฎหมายและการขาดมาตรการในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ หากไทยไม่มีมาตรการควบคุมการค้างาช้างผิดกฎหมายภายในประเทศตามระยะเวลาที่ไซเตสระบุไว้ ไทยก็เสี่ยงที่จะถูกนานาชาติคว่ำบาตรสินค้าทุกชนิดที่อยู่ภายใต้การควบคุมของไซเตส[iii] ซึ่งการคว่ำบาตรดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


การจัดอันดับของไซเตสทำให้รัฐบาลไทยประกาศแผนปฏิบัติการงาช้าง โดยความร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้อง อาทิ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมการปกครอง กรมศุลกากร และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นต้น เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ออกพรบ.งาช้าง พ.ศ. 2558 ซึ่งระบุให้มีการจดทะเบียนช้างบ้าน เพื่อสร้างฐานข้อมูลการครอบครองงาช้างที่ถูกกฎหมาย และเพิ่มให้ช้างแอฟริกาเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองป่า พ.ศ.2535 เพื่อให้การนำเข้าและซื้อขายนำงาช้างแอฟริกาภายในประเทศเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย อีกทั้งภาครัฐยังได้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบการเดินทางเข้าออกบริเวณสนามบินและด่านพรมแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านจนนำไปสู่การจับกุมขบวนการลักลอบค้างาช้าง และสามารถยึดงาช้างได้เป็นจำนวนมาก โดยข้อมูลของกรมศุลกากรในปี 2017 ระบุว่า มีจับกุมตรวจยึดงาช้าง และผลิตภัณฑ์จากงาช้างไปแล้วกว่า 16,730 ชิ้น น้ำหนักรวม 75 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 7.5 ล้านบาท[iv]


ที่มา: Pixabay


การปราบปรามการค้างาช้างผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่องทำให้ไซเตสปรับสถานะของไทยขึ้นเป็นประเทศที่มีสถานภาพน่ากังวลในระดับรอง (Secondary Concern) ในปี 2017 และไทยยังสามารถพ้นจากบัญชีลักลอบค้างาช้างแอฟริกาผิดกฎหมายของไซเตสได้เป็นผลสำเร็จในปี 2018 โดยที่ประชุมมีมติให้ประเทศไทยไม่ต้องทำแผนปฏิบัติการงาช้างมารายงานต่อไซเตส แต่ยังต้องมีการเฝ้าระวังและติดตามผลต่อไป พล.ต.อ. เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกล่าวถึงความสำเร็จดังกล่าวว่า

“ไซเตสเห็นการเอาจริงเอาจังในการแก้ปัญหาของไทย มีมติให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากประเทศเสี่ยงบัญชีเฝ้าระวังของไซเตส ถือเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จในการปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการงาช้างแห่งชาติ ทำให้ไทยรอดพ้นจากการถูกระงับการส่งออกสินค้าตามบัญชีไซเตส มูลค่าหลายหมื่นล้านบาท”[v]

บทสรุป


การประกาศปิดตลาดงาช้างภายในประเทศของจีนและการหลุดจากบัญชีลักลอบค้างาช้างแอฟริกาผิดกฎหมายของไทยไม่ได้หมายความว่า ทั้งสองประเทศจะสามารถนิ่งนอนใจต่อสถานการณ์การลักลอบค้างาช้างที่กำลังดำเนินอยู่ได้ เนื่องจากค่านิยมการสะสมงาช้างที่มีมาอย่างยาวนานของชาวจีนทำให้อุปสงค์ในงาช้างไม่อาจจางหายไปได้โดยง่าย โดยข้อมูลของ WWF ในปี 2018 ระบุว่า ไทยได้กลายเป็นประเทศอันดับหนึ่งที่ชาวจีนแผ่นดินใหญ่นิยมเดินทางมาซื้อผลิตภัณฑ์ที่ทำจากงาช้างและลักลอบนำกลับเข้าไปในประเทศ[vi] นอกจากนี้ ตลาดค้างาช้างที่กำลังขยายตัวในประเทศที่มีพรมแดนติดกับจีนและไทย เช่น ลาว เมียนมา และเวียดนาม ยังอาจนำไปสู่การลักลอบนำงาช้างเข้ามาในประเทศทั้งสอง ด้วยเหตุนี้ จีนและไทยจึงจำเป็นต้องดำเนินการบังคับใช้กฎหมายและจับกุมผู้กระทำผิดอย่างจริงจังต่อไป มิฉะนั้นแล้ว ช้างแอฟริกาคงจะลดจำนวนลงอย่างต่อเนื่องและสูญพันธุ์จากโลกใบนี้ไปในอนาคตอันใกล้


อ้างอิง

[i] ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม. (4 ตุลาคม 2559) โลกผิดหวัง ‘ไซเตส’ ไม่คุ้มครองงาช้าง 182 ประเทศ พร้อมใจปิด ‘ตลาดมืด’. GREENNEWS. เข้าถึงจาก https://greennews.agency/?p=10675


[ii] BBC. China's ban on ivory trade comes into force. (January 1, 2018) Retrieved from https://www.bbc.com/news/world-asia-china-42532017


[iii] ปวิช เกศววงศ์. รายงานการศึกษาส่วนบุคคล เรื่อง กลยุทธ์/แนวทางการยกระดับสถานะการค้างาช้างของประเทศไทยจากประเทศที่มีสถานภาพน่ากังวลในลำดับรอง (Secondary Concern) เป็นประเทศต้องเฝ้าระวัง (Important to watch). เข้าถึงจาก http://www.mfa.go.th/dvifa/contents/filemanager/files/nbt/nbt10/IS/10026.pdf


[iv] WorkpointNews. (6 ตุลาคม 2561). ไทยหลุดบัญชีดำ ลักลอบค้างาช้างผิดกฎหมาย ‘ไซเตส’. เข้าถึงจาก https://workpointnews.com/2018/10/06/ไทยหลุดบัญชีดำ-ลักลอบค้/


[v] ไทยรัฐฉบับพิมพ์. (18 พฤศจิกายน 2561) “ไซเตส” ปลดไทยบัญชีเสี่ยง งานปราบค้างาช้างป่าเข้าตา. ไทยรัฐ. เข้าถึงจาก https://www.thairath.co.th/content/1423156


[vi] WWF. (2018, September 27) Demand under the Ban: China Ivory Consumption Research Post-Ban 2018. Retrieved from https://www.worldwildlife.org/publications/demand-under-the-ban-china-ivory-consumption-research-post-ban-2018

[i] A Ban on Commercial Ivory Trade in China: A Feasibility Study Briefing. (2016, September 2) Retrieved from https://www.worldwildlife.org/publications/a-ban-on-commercial-ivory-trade-in-china-a-feasibility-study-briefing

[i] Yuankun Zhao, Ling Xu, Yu Xiao, Jing Guan and Wilson Lau. (2017, August) Revisiting China’s Ivory Markets in 2017. Traffic Briefing. Retrieved from http://www.wwfchina.org/content/press/publication/2017/Briefing-Revisiting%20Chinas%20Ivory%20Markets%20in%202017(4).pdf. and Liu Qin. (2016, February 10) China's Uphill Battle Against the Ivory Trade. The Diplomat. Retrieved from https://thediplomat.com/2016/02/chinas-uphill-battle-against-the-ivory-trade/

© 2019 by Mekong Studies Center