• Mekong Chula

อินโดนีเซีย: แนวรบด้านวัฒนธรรม เหตุการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง

ปรางค์ทิพย์ ดาวเรือง:

เจ้าหน้าที่นับคะแนนในจุดนับคะแนนเลือกตั้งแห่งหนึ่งในจาการ์ต้าในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือนเมษายน 2562 แต่งกายด้วยผ้าบาติกแบบอินโดนีเซีย

ปี 1965 ปรามูเดีย อนันตา ตูร์ นักเขียนนักหนังสือพิมพ์ฝ่ายซ้ายผู้ได้รับขนานนามจากสื่อตะวันตกว่าตอลสตอยล์แห่งอินโดนีเซีย เขียนชุดนิยายประวัติศาสตร์จตุรภาคเกาะบูรู (The Buru Quartet) ขณะต้องขังในฐานะนักโทษการเมืองบนเกาะบูรูอันห่างไกลด้วยวิธีการ “เล่า” ให้เพื่อนนักโทษให้ช่วยกันฟังและจดจำในยามที่กระดาษและปากกา หรือแม้กระทั่งการพูดคุยระหว่างนักโทษเป็นสิ่งต้องห้ามในคุก


หากจะเปรียบการสร้างชาติอินโดนีเซียที่นำโดยประธานาธิบดีซูการ์โนและรองประธานาธิบดีโมอัมหมัด ฮัตตะหลังประกาศเอกราชในปี 1945 จากการเป็นดินแดนใต้อาณานิคมเนเธอร์แลนด์เป็นเวลา 300 ปีว่าเป็นหนึ่งในงานสถาปัตยกรรมรัฐชาติที่ใหญ่ที่สุดในอุษาคเนย์ก็อาจไม่ผิดนัก เนื่องจากความกว้างขวางของแว่นแคว้นต่าง ๆ ที่ครอบคลุมหมู่เกาะใหญ่น้อยกว่า 17,000 เกาะบนพื้นที่กว่า 19,000 ล้านตารางกิโลเมตร มีประชากรผู้เป็นตัวแทนกลุ่มเชื้อชาติ ประวัติศาสตร์ วัฒนะรรม และภาษาที่หลากหลายกว่า 300 ภาษา ประวัติศาสตร์การเมืองในยุคสร้างชาตินอกจากจะเต็มปด้วยการต่อสู้กับเจ้าอาณานิคมแล้ว ยังรุ่มรวยไปด้วยการต่อสู้และต่อรองทางความคิดของคนในชาติในเรื่องอุดมการณ์และแนวความคิดอันเป็นเสมือนหลักในการนำพาประเทศเกิดใหม่ให้ก้าวไปข้างหน้า


จตุรภาคเกาะบูรู ซึ่งถือเป็นหนึ่งในวรรณกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ จำลองภาพบางส่วนจากชีวิตของตีร์โต อาดี สุรโย นักหนังสือพิมพ์ชาวชวาในยุคอาณานิคม เล่าถึงชีวิตอันผกผันของนักหนังสือพิมพ์หนุ่มผู้มีชื่อเล่นที่ฝรั่งชาวดัตช์ตั้งให้อย่างเยาะหยันว่า “มิงเก้” ซึ่งแปลว่า “ลิง” ผู้มีชีวิตในฐานะของเสียงแห่งอุดมการณ์ชาตินิยมผ่านตัวอักษรของปรามูเดียโลดแล่นไปในยุคปลายอาณานิคมดัตช์ถึงยุคสร้างชาติ ชีวิตของมิงเก้สะท้อนภาพความอยุติธรรมในลัทธิอาณานิคมและการแบ่งชนชั้นทางสังคม และบอกเล่าถึงความเปลี่ยนแปลงของโลกที่กำลังจะเคลื่อนตัวเข้าหาชวาในยุคใหม่ เมื่อบรรยากาศในคุกเปิดโอกาสให้จับปากกาอีกครั้ง ปรามูเดีย หรือ “ปราม” ซึ่งเป็นชื่อที่เรียกกันอย่างในอินโดนีเซียแสดงเจตนารมณ์ต่อต้านความไม่เท่าเทียมในสังคมด้วยการเขียนงานในชุดนี้ทั้งสี่เล่มเป็นภาษามลายูแทนภาษาชวาซึ่งเขาเชื่อว่าเป็นภาษาที่มีโครงสร้างสะท้อนความเหลื่อมล้ำทางชนชั้น ปรามรอดชีวิตจากการจำคุก 10 ปีบนเกาะบูรูและเดินหน้าผลิตงานเขียนอย่างต่อเนี่องจนเสียชีวิตในวัย 81 ปี


ปรามูเดียเป็นหนึ่งในนักเขียนกลุ่มแรก ๆ ของอินโดนีเซียที่เปิดแนวรบทางการเมืองผ่านงานวรรณกรรมซึ่งเป็นงานทางวัฒนธรรม เขามีชีวิตอันยืนยาวผ่านยุคสร้างชาติภายใต้ประธานาธิบดีซูการ์โน ยุคเผด็จการซูฮาร์โต จนถึงช่วงเริ่มต้นของยุคประชาธิปไตย แม้จะยังกล่าวไม่ได้ว่าความฝันในการสร้างสังคมที่เท่าเทียมกันของเขาจะบรรลุผล แต่ปรามเป็นผู้หนึ่งที่ก็สามารถใช้งานวรรณกรรมติดอาวุธทางวัฒนธรรมที่สำคัญประการหนึ่งให้สังคมอินโดนีเซีย นั่นคือการสลายการผูกขาดด้านวาทกรรมของภาษาชวาอันเป็นภาษาของชนชั้นปกครอง แล้วกระตุ้นให้ประชาชนเจ้าของภาษาและวัฒนธรรมที่หลากหลายตกลงใช้ภาษามลายูร่วมกัน อันมีนัยยะที่สำคัญยิ่งโดยเฉพาะในช่วงต้นของประเทศเกิดใหม่ที่ความแตกต่างดังกล่าวอาจสร้างความเสี่ยงต่อความแตกแยกอย่างสูง


ยุคระเบียบใหม่ (Orde Baru) ใต้กฎเหล็กของรัฐบาลทหารซูอาร์โตยาวนานถึง 32 ปี (1965-2008) ถือเป็นยุคที่ได้ชื่อว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง นักคิดนักเขียนผู้ปรารถนาประชาธิปไตยถูกกักขังจองจำ หรือแม้กระทั่งเสียชีวิต แกนนำนักศึกษาผู้เรียกร้องประชาธิปไตยถูกลักพาตัวและหลายคนหายสาบสูญ หนึ่งในนั้นคือ วิจี ธูกูล กวีเพื่อชีวิต ผู้นำนักศึกษา และประธานกลุ่มเครือข่ายศิลปะประชาชน เขาถูกยกย่องในหมู่นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในยุคซูฮาร์ดตว่าเป็น “กวีเพื่อประชาชนผู้โดดเด่นที่สุดของอินโดนีเซีย” บทกวีของเขากล่าวถึงการต่อต้านลัทธิเผด็จการ การต่อสู้ของคนยากจน และความไม่เท่าเทียมกันในสังคม ประโยคหนึ่งซึ่งเขาเขียนไว้ว่า “มีเพียงคำคำเดียวที่เหลืออยู่: สู้!” (Only one word remains: Fight!) กลายเป็นคำขวัญที่แพร่หลายในขบวนการนักศึกษาอินโดนีเซียที่มีบทบาทสำคัญในการโค่นล้มรัฐบาลทหารและการลาออกจากตำแหน่งของประธานาธิบดีซูฮาร์โตในปี 2008 วีจีหายตัวไปในปี 1996 และสันนิษฐานว่าเสียชีวิตแล้ว


ในปี 2009 มรดกทางวัฒนธรรมกลายเป็นปัญหาการเมืองระหว่างอินโดนีเซียและประเทศเพื่อนบ้านมาเลเซีย เมื่อองค์การยูเนสโกประกาศให้ผ้าบาติกเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของโลกอันมีที่มาจากอินโดนีเซีย (Intangible Cultural Heritage of Humanity) ความไม่พอใจระหว่างประชาชนในสองประเทศเกิดขึ้งเมื่อนายมูฮิดีน ยาซิน รองนายกรัฐมนตรีมาเลเซียกล่าวว่ารัฐบาลมาเลเซียจะศึกษาคำประกาศของยูเนสโกว่าจะมีผลกระทบต่อการผลิตบาติกในมาเลเซียหรือไม่ ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นในอินโดนีเซียคือการกำหนดวันแต่งกายด้วยผ้าบาติกในวันทำงานทุกวันศุกร์นับแต่นั้นมาจนปัจจุบัน หลังจากนั้นในปี 2012 มาเลเซียประกาศให้รำพื้นบ้าน “ทอร์-ทอร์” ซึ่งมีที่มาจากพื้นที่สุมาตราตอนเหนือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของตน นำไปสู่การประท้วงหน้าสถานทูตมาเลเซียประจำกรุงจาการ์ต้าและการเจรจาระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของคู่พิพาททั้งสอง

ข้อพิพาทเรื่องความเป็นเจ้าของมรดกทางวัฒนธรรมระหว่างอินโดนีเซียและมาเลเซีย ในแง่หนึ่งเป็นการสะท้อนความใกล้เคียงทางวัฒนธรรม และในอีกแง่หนึ่งเป็นปฏิกิริยาจากความขุ่นข้องหมองใจทางการเมืองและเศรษฐกิจที่เริ่มต้นตั้งแต่ยุคนโยบาย “เผชิญหน้า” (Konfrontasi) กับสหพันธรัฐมลายาในสมัยประธานาธิบดีซูการ์โนในทศวรรษ 1960 ที่นำไปสู่การปะทะทางอาวุธระหว่างกองกำลังอินโดนีเซียกับมลายาในเกาะบอร์เนียว มาจนถึงความขัดแย้งยุคใหม่เช่นการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมต่อแรงงานข้ามชาติชาวอินโดนีเซียในมาเลเซีย เป็นต้น


การปะทะทางการเมืองยุครัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีโจโก วิโดโด หรือ โจโกวี นับตั้งแต่การดำรงตำแหน่งสมัยแรกในปี 2014-2019 และสมัยที่สองที่เริ่มในปี 2019 มีลักษณะพิเศษคือการเข้ามาของอิทธิพลของกลุ่มศาสนาอิสลามในการเมือง ความหวั่นวิตกของชาวอินโดนีเซียผู้มีแนวคิดทางศาสนาที่เป็นกลาง คือการเพิ่มอิทธิพลของอิสลามสายสุดโต่งในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกลุ่มพรรคการเมืองอิสลามและกลุ่มแนวร่วมอิสลามการเมืองสายอนุรักษ์นิยมและสายสุดโต่งจับมือกันในนามของแนวร่วม GNPFM ประกาศสนับสนุนนายปราโบโว สุเบียงโต อดีตนายทหารผู้ถูกขับจากกองทัพบกด้วยสาเหตุนำกำลังปราบปรามนักศึกษาในยุคซูฮาร์โตในการลงสมัครรับเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีแข่งขันกับโจโกวีทั้งสองสมัย


ประเด็นด้านศาสนาและเชื้อชาติส่อเค้าน่าวิตกมากขึ้นในปี 2014 เป็นสาเหตุให้นายบาซูกิ จาฮาร์นา เปอร์นามา ผู้ว่าราชการนครจาการ์ต้าผู้มีเชื้อสายจีนนับถือศาสนาคริสต์ซึ่งเป็นแนวร่วมทางการเมืองคนสำคัญของประธานาธิบดีโจโกวี ถูกกล่าวหาว่า กล่าววาจาดูหมิ่นศาสนาอิสลาม นอกจากปัญหานี้จะทำให้เขาแพ้การเลือกตั้งสมัยที่สองและถูกศาลตัดสินจำคุกเป็นเวลาสองปีแล้ว ยังนำไปสู่การโจมตีประธานาธิบดีโจโกวีจากฝ่ายอิสลามอนุรักษ์นิยมอย่างกว้างขวาง ส่งผลสะเทือนต่อความหวังในการลงสมัครรับเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สองของเขาอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ GNPFM จัดให้มีการชุมนุมประท้วงกรณีหมิ่นศาสนาในกรุงจาการ์ต้าที่สามารถระดมผู้เข้าร่วมได้ราวหนึ่งล้านคน

ในการลงสมัครรับเลือกตั้งสมัยที่สอง ประธานาธิบดีโจโกวีตัดสินใจเลือก มารุฟ อามิน วัย 75 ปี ประธานองค์กรอิสลามสายกลาง นาห์ดาตุล อูลามา หรือ NU ซึ่งมีสมาชิกราว 90 ล้านคนทั่วประเทศในปี 2019 NU เรียกตนเองว่าเป็นกลุ่มอิสลามสายประเพณีนิยม (traditional Islam) โดยมีแนวปฏิบัติทางศาสนาที่ผสมผสานอิสลามกับขบบประเพณีดั้งเดิมของสังคมอินโดนีเซีย และเป็นเจ้าของการแสดงออกทางศาสนาและศิลปะวัฒนธรรมของตนเองซึ่งแสดงอัตลักษณ์ที่ยืดหยุ่นเข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่น อันเป็นวิถีปฏิบัติที่อาจขัดแย้งกับวิถีปฏิบัติที่เคร่งครัดของอิสลามสายซาลาฟีซึ่งประกาศตนเป็นตัวแทนอิสลามแบบดั้งเดิมและเรียกร้องให้มุสลิมทั้งปวงยอมรับวิถีดังกล่าว สมาชิกกลุ่มอิสลามสายซาลาฟีเป็นกลุ่มหนึ่งที่มีบทบาทในแนวร่วม GNPFM ที่สนับสนุนการลงสมัครรับเลือกตั้งของนายปราโบโว


ในการกล่าวปราศรัยครั้งสุดท้ายของประธานาธิบดีก่อนการเลือกตั้งในเดือนเมษายนที่สนามกาเสนายันใจกลางเมืองจาการณ์ต้า อูลามา มารุฟ อามิน นำประชาชนสวดมนต์ขอพรในการเลือกตั้ง ก่อนที่วงขับร้องสรรเสริญอัลเลาะห์อันประกอบด้วยอูลามาอาวุโสของ นาห์ดาตุล อูลา จำนวนห้าคนปรากฏกายขึ้นขับขาน ผสมกลมกลืนไปกับเสียงกรีดอันเฉียบคมของกีต้าร์ไฟฟ้าแห่งวง “Slank” วงฮาร์ดร็อคใหญ่ที่มีชื่อเสียงที่สุดในอินโดนีเซีย


เปิดฉากแนวรบทางวัฒนธรรม-การเมืองของอิสลามสองขั้วอย่างเต็มรูปแบบ

79 views

© 2019 by Mekong Studies Center