• Mekong Chula

อะไรต่อไปสำหรับฮ่องกง ?

อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์:



ที่มาภาพ: https://www.channelnewsasia.com


“...ไม่ว่าพวกเขาจะปกครองฮ่องกงหรือไม่ ผู้ประท้วงในฮ่องกงกำลังท้าทายระบอบอำนาจของประธานาธิบดี สี เจิ้นผิง...”

The Economist 29 June 2019 : 28


นี่เป็นข้อความซึ่งอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นในเขตเศรษฐกิจพิเศษฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีนท่ามกลางการประท้วงครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ ขณะที่เขียนบทความอยู่นี้ การประท้วงของคนฮ่องกงจำนวนเป็นล้านคนยังดำเนินต่อไป มีการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมประท้วงรัฐบาลฮ่องกงกับผู้ที่เห็นด้วยกับฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลฮ่องกงเรื่อง การออกกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน (extradiction) ตำรวจปราบจลาจลมีการใช้ก๊าซน้ำตา สเปรย์พริกไทย ฉีดน้ำใส่ ไม้กระบอกและโล่กำบัง ผลักดันผู้ประท้วง ส่วนผู้ประท้วงต่อต้านก็ใช้ร่ม ก้อนหิน ไม้ผลักดันเจ้าหน้าที่กลับไป


นาง แครี่ แลม (Carrie Lam) ผู้บริหารเขตปกครองพิเศษฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีนออกมาแถลงและแสดงความเสียใจอย่างจริงใจในความผิดพลาดของเธอที่ผลักดันกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนเข้าสู่สภานิติบัญญัติฮ่องกงจนถึงวาระที่ 2 และเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อความขัดแย้งและความเสียหายต่างๆที่เกิดขึ้น


ฝ่ายที่เห็นด้วยกับรัฐบาลฮ่องกง

มีฝ่ายผู้เห็นด้วยกับรัฐบาลฮ่องกงที่ดำเนินการและผ่านกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนอยู่ไม่น้อย พวกเขาเห็นว่า ผู้รณรงค์เพื่ออิสรภาพแบบตะวันตกในฮ่องกงเสแสร้งว่า พวกเขาไม่ต้องการต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์จีน แต่พวกเขาคิดว่าเป้าหมายของผู้รณรงค์เพื่ออิสระภาพและผู้นำในปักกิ่งควรจะร่วมมือกัน ทั้งสองฝ่ายควรแสวงหาความมั่งคั่งต่อไปสำหรับฮ่องกง หลังจากพ้นจากการเป็นอาณานิคมของสหราชอาณาจักรครบ 22 ปีแล้ว และฮ่องกงกลายมาเป็นระบบตลาดเสรีส่วนหนึ่งของสาธารณรัฐประชาชนจีนภายใต้คำขวัญ “หนึ่งประเทศ สองระบบ” (One Country, Two System) การรณรงค์ที่ผ่านมาแทนที่เข้าใกล้ชิดมากขึ้นกับรัฐบาลฮ่องกง แต่การรณรงค์กลับไปเน้นการแยกตัวออกจากจีนแผ่นดินใหญ่ที่เป็นมาตุภูมิ[1]

มีการวิเคราะห์ว่า เมื่อนักเคลื่อนไหวต้องการ ‘การเลือกตั้งอิสระ’ ‘รัฐบาลประชาธิปไตย’ ตรรกะ ของพวกเขาคือ ปฎิเสธคำสั่งต่อผู้ปกครองฮ่องกงในปักกิ่ง อันตีความว่า กฎหมายฮ่องกงต้องการทดสอบความภักดีของสมาชิกสภานิติบัญญัติ


อีกการตีความหนึ่ง

ในขณะที่การตีความของผู้ที่ใช้นามปากกาว่า Chaguan ของบทความในนิตยสาร The Economist เล่มนี้ได้เน้นทั้งความร่วมมือกันระหว่างฝ่ายรณรงค์ประท้วงต่อต้านรัฐบาลเขตปกครองพิเศษฮ่องกงกับรัฐบาลปักกิ่งเพื่อจรรโลงความมั่งคั่งของฮ่องกงและสาธารณรัฐประชาชนจีนต่อไป ซึ่งผู้เขียนท่านนี้เชื่อว่า การเลือกตั้งเสรีและการปกครองระบอบประชาธิปไตยในฮ่องกงเกิดขึ้นพร้อมๆกับความมั่งคั่งได้


หนังสือพิมพ์ South China Morning Post ฉบับวันที่ 2 กรกฎาคม 2019 ซึ่งก็เป็นวันครบรอบ 22 ปีที่ฮ่องกงเป็นอิสระจากอาณานิคมสหราชอาณาจักรกลับคืนเข้าสู่อ้อมกอดของจีนแผ่นดินใหญ่อันเป็นมาตุภูมิ หนังสือพิมพ์ฉบับนั้นกลับฉายภาพที่แตกต่างออกไป


หนังสือพิมพ์เล่มนั้นรายงานว่า หนึ่งในข้อเรียกร้องที่สำคัญของผู้ประท้วงคือ การให้รัฐบาลฮ่องกงถอนกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน กฎหมายที่มีการวิจารณ์อย่างชัดเจนว่า อาจทำให้ตกอยู่ใต้ระบบกฎหมายของสาธารณรัฐประชาชนจีน ในการประท้วงครั้งนี้มีลักษณะน่าสนใจหลายอย่าง โดย South China Morning Post รวบรวมมา 5 ประเด็นที่สามารถ "ถอดรหัส" ข้อความที่ทิ้งเอาไว้ กล่าวคือ


  1. เครื่องหมายสีดำ ผู้ประท้วงสวมเสื้อสีดำ บุกเข้าไปในห้องประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พ่นทาสีสัญลักษณ์ป้ายรัฐบาลฮ่องกง ที่ประกอบด้วยดอกไม้และดาว 5 ดวงของธงชาติจีน ซึ่งหมายถึง เขตปกครองพิเศษฮ่องกงของสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อต่อต้านพฤติกรรมที่กลุ่มประชาธิปไตยกล่าวหาว่า ปักกิ่งควบคุมและข่มขู่เสรีภาพทางการเมืองอย่างเข้มงวด

  2. ฉีกสำเนากฎหมายรัฐธรรมนูญ ในห้องประชุมสภานิติบัญญัติ ผู้ประท้วง 2-3 คนฉีกสำเนากฎหมายพื้นฐานรัฐธรรมนูญที่ทำหน้าที่เป็นรากฐานทางกฎหมายฮ่องกง กฎหมายรัฐธรรมนูญระบุว่า ผู้อยู่อาศัยในฮ่องกง ย่อมมีเสรีภาพในการพูดและการชุมนุม นอกจากนี้ยังกล่าวว่า ในที่สุดผู้นำจะได้รับการคัดเลือกด้วยคะแนนเสียงสากล กลุ่มผู้สนับสนุนประชาธิปไตยกล่าวว่า กฎหมายล้มเหลวในการปกป้องเสรีภาพของฮ่องกงจากการแทรกแซงของปักกิ่ง พวกเขาเรียกกฎหมายพื้นฐานว่า เศษกระดาษ

  3. ธงในยุคอาณานิคม กลุ่มผู้ประท้วงได้ปักธงฮ่องกงยุคอาณานิคมสหราชอาณาจักรวางที่โต๊ะของสภานิติบัญญัติ โดยกลุ่มผู้ประท้วงแสดงความต้องการกลับไปเป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักรอีกครั้งและยังเป็นการแสดงเอกลักษณ์ของฮ่องกงที่ไม่พอใจการปกครองของสาธารณรัฐประชาชนจีนหลังปีคศ. 1997

  4. ทำลายรูปภาพเหล่าประธานสภานิติบัญญัติ ภาพของประธานสภานิติบัญญัติในปัจจุบันและในอดีต ถูกทำลายโดยผู้ชุมนุมประท้วง ขณะที่รูปถ่ายของผู้ร่างกฎหมายสองคน ที่รับใช้ในยุคอาณานิคมสหราชอาณาจักรทิ้งให้อยู่ในสภาพเดิม สิ่งนี้มีนัยยะซึ่งผู้ประท้วงเชื่อว่า สภานิติบัญญัติถูกควบคุมโดยฝ่ายนิติบัญญัติปักกิ่ง ไม่ได้สะท้อนเสียงของประชาชนฮ่องกง

  5. ชื่อนักกิจกรรมที่ถูกจำคุก ‘ปล่อยเอ็ดเวิร์ด เหลียง’ เป็นหนึ่งในคำขวัญที่เขียนบนผนังสภานิติบัญญัติ นายเหลียงผู้นี้เป็นผู้นำทางการเมืองวัย 28 ปีที่ถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 6 ปีในเดือนมิถุนายน 2018 เนื่องจากก่อความวุ่นวายและทำร้ายตำรวจ

การเคลื่อนไหวอย่างอิสระในฮ่องกงครั้งนี้และครั้งก่อนๆ มีผู้สนับสนุนส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ (new generation) เป็นคนหนุ่มสาว เป็นกลุ่มคนที่ไม่อยากให้อนาคตของพวกเขาอยู่ภายใต้ระบบการปกครองจากปักกิ่ง ทว่าในครั้งนี้ องค์กร ร้านค้า ห้างสรรพสินค้า สำนักงานต่างสนับสนุนการประท้วงโดยปล่อยให้บุคลากรของหน่วยงานออกไปประท้วง ตัวผู้บริหารและเจ้าของกิจการซึ่งล้วนแต่เป็นผู้สูงวัยก็สนับสนุนการประท้วงอย่างเปิดเผย


การประท้วงในฮ่องกงครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก ก่อนหน้านี้ในปีคศ. 2014 หรือเมื่อ 5 ปีที่แล้ว เคยเกิด “การปฏิวัติร่ม” อันสะท้อนว่า คนในฮ่องกงจำนวนมากไม่ไว้วางใจรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนและกลัวว่าจะถูกครอบงำ และสิ่งที่น่าสนใจจนไม่อาจละเลยวิเคราะห์คือ คนฮ่องกงใช้ โซเชียลมีเดีย ทุกชนิดไม่ว่า ไลน์ เฟสบุ๊ค อินตราแกรม ทวิตเตอร์ snapchat , we chat, linkedin, signal, telegram เท่าที่ผมทราบ คนหนุ่มสาวและสูงวัยทั้งหลายในฮ่องกงเขาใช้แพลตฟอร์มทุกอย่างที่มี เป็นเครื่องมือในการสื่อข่าวสารเพื่อประท้วงครั้งนี้


โปรดติดตามต่อไป


อ้างอิง

[1] The Economist 29 June 2019 : 28.

263 views

© 2019 by Mekong Studies Center