• Mekong Chula

หัวใจคนฮ่องกง

อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์:


ภาพจาก news.skynews.com

ขณะที่เขียนบทความเรื่องนี้ ผมไม่ทราบว่าเหตุการณ์การประท้วงที่ฮ่องกงจะบานปลายไปแค่ไหน เพราะมีการใช้กระสุนปืนจริง ฝ่ายประท้วงตามรายงานข่าวสื่อมวลชนรายงานว่า ในวันที่อาทิตย์ 1 กันยายนพยายามบุกยึดสนามบินเป็นครั้งที่สอง บางข่าวรายงานว่า ท่านผู้ว่าฮ่องกงหญิงเหล็กอยากทำตามข้อเสนอบางข้อของผู้ประท้วง


ผมไม่แน่ใจว่า วันที่บทความนี้ออกเผยแพร่ อาจมีความรุนแรงเกิดขึ้น มีการยกกองกำลังทหารจีนจากเมืองเซิ้นเจิ้นใกล้ๆนั้น ซึ่งประกาศออกมาเป็นระยะๆว่าจะยอมอยู่นิ่งเฉยใดๆหากเกิดความรุนแรงขึ้นในฮ่องกง บทความที่ไร้ความหมายชิ้นนี้ลองถามกับตัวเองว่าในช่วงผ่านมากว่า 4 เดือนแล้วเป็นอย่างไร ผมอ่านภาษาจีนไม่ได้ เคยไปฮ่องกงบ้างแบบนักท่องเที่ยวทั่วไปคือ ไปกับทัวร์ ไปทานอาหารอันแสนจะอร่อย ซึ่งดูเหมือนว่า อร่อยทุกร้าน แม้แต่ร้านขายบะหมี่ที่แวะร้านไหนก็อร่อยทุกร้าน ไปช๊อปปิ้ง ไปไหว้พระขอพร ระหว่างทางผมก็ได้เห็นความเจริญเอาเจริญเอาของฮ่องกง


ในช่วงก่อนหน้า ด้วยความบังเอิญผมได้ติดตามคณาจารย์ผู้รู้เรื่องจีนศึกษาที่ได้รับเชิญจากมหาวิทยาลัยที่เมืองซัวเถา มณฑลกวางโจวของจีน ให้ไปแลกเปลี่ยนทางวิชาการ อีกทั้งยังพาพวกเราไปเมืองเซินเจิ้นเมื่อปีคศ. 1986 อีกทั้งยังได้ไปเมืองต่างๆเช่น เตี้ยอัน ซีอาน อีกหลายครั้ง ในช่วงนั้นคณะของผมเดินทางไปจีนที่กวางตุ้ง พวกเราได้ไปทั้งทางสายการบินและโดยการโดยสารเรือซึ่งเป็นอีกประสบการณ์หนึ่ง สมัยนั้นเมื่อเรือเทียบท่า แม้เรามีเหล่าอาจารย์จีนซึ่งมีเส้นสายดี แต่ก็ต้องรอนาน พวกเรารอกระเป๋าที่ทางการขนโดยใช้ตาข่ายหอบขึ้นมา สนุกดี


ที่น่าสนใจ เมืองเซินเจิ้นสมัยนั้นเพิ่งประกาศเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special economic zone) ไม่นานนัก ถนนของเมืองกว้างมากๆ แต่มีแค่รถจักรยานวิ่งเป็นส่วนใหญ่ แทบไม่เห็นและไม่ได้ยินเสียงแตรจากรถยนต์เลย มาภายหลังนี้ ผมได้ไปเมืองจีนอีกหลายเมือง เวลาเพียงสิบปีทุกอย่างเปลี่ยนไปหมด กวางโจว เซี่ยงไฮ้ หนิงโป นานหนิง กวางสี คุนหมิงรถติดอย่างหนัก แม้ว่าจะมีรถไฟฟ้า รถใต้ดิน รถไฟความเร็วสูง สนามบิน รถเมล์ก็ยังแน่นแสนแน่น ไม่ต้องพูดถึงเซินเจิ้นๆเป็นช่องทางการค้าขายและแหล่งท่องเที่ยวที่แน่นแสนแน่นติดกับฮ่องกง ทุกคนรู้ดีว่าที่ด่านศุลกากรเซินเจิ้นแน่นขนาดไหน


หัวใจคนฮ่องกง


แม้จะได้สัมผัสด้วยการเดินทางไปเยือน ทำงาน ร่วมประชุมกับจีนและฮ่องกงอย่างสม่ำเสมอต้องยอมรับว่า ผมไม่มีทางเข้าใจ หัวใจและความรู้สึกนึกคิดของคนฮ่องกงได้หรอกครับเพราะ ผมใช้ภาษาจีนไม่ได้ อีกทั้งจีนเป็นมหาอาณาจักรที่มีชาติพันธ์ต่างๆมากมาย แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมคิดถึงฮ่องกงในเวลานี้คือ เหตุการณ์เทียน อันเหมินที่เกิดขึ้นเมื่อ 4 มิถุนายน 1989 หรือ 30 ปีก่อน ความจริงขณะนั้น คณะของเรายังประชุมกับคณาจารณ์ชาวจีนอยู่ที่เมืองซัวเถาอยู่ในเวลาเดียวกัน แต่เราแทบไม่รู้ว่าอะไรเกิดขึ้นในจีนเลย จนกระทั่งเราเดินทางกลับมาที่เซินเจิ้นและฮ่องกง ที่ฮ่องกงเราจึงรู้เหตุการณ์ประท้วงและความรุนแรงในจีนแบบที่ทั่วโลกเห็นและเข้าใจ เพราะคนฮ่องกงในหลายกลุ่ม หลายวัยเดินขบวนประท้วงเหตุการณ์เทียน อัน เหมินอย่างหนัก เพื่อนอาจารย์ไทยจึงนำกล้องถ่ายวีดีโอซึ่งตั้งใจเอาไปบันทึกทางวิชาการในจีน มาบันทึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์นั้นเอาไว้


วิธีการทำความเข้าใจความรู้สึกคนฮ่องกงครั้งนี้ นอกจากผมติดตามรายงานจากสื่อต่างๆ ผมสนใจอีก 2 อย่างได้แก่ จดหมายของอภิมหาเศรษฐีชาวฮ่องกง ลี กา ชิง ผมชอบที่ท่านนำคำกลอนสมัยบู เช็ค เทียน มาเผยแพร่ซึ่งผมฟังจากคนอื่นอีกที ช่างลึกซื้ง เหลือเกิน


“...เปรียบเปรยฮ่องกงเป็นลูกแตงโม ไฉน (จีน) จะบีบลูกแตงโมให้แตก เรามีรากฐานและเป็นพวกเดียวกัน พูดคุยกันได้ในภาษาเรา...”

ลี กา ชิง ซึ่งร่ำรวยมากๆท่านจึงซื้อหนังสือพิมพ์ที่คนจีนอ่านมากที่สุด เข้าใจว่า 3 ฉบับเพื่อให้คนอ่านและระลึกถึงตรงนี้


อีกท่านหนึ่ง เป็นอภิมหาเศรษฐกิจคนไทย ทำคล้ายกันโดยลงข้อความในหนังสือพิมพ์จีนที่มีคนจีนอ่านมากๆ โดยสื่อให้นึกถึงความปรองดอง อยากให้ฮ่องกงกลับมาสงบอีกครั้งหนึ่ง ผมคิดว่านี่น่าจะเป็นสิ่งสะท้อนความรู้สึกคนคนฮ่องกงได้ในแง่ที่ทุกคนต้องการการเจรจาและความสงบกลับคืนมา


ซึ่งแน่นอนว่าคนทำธุรกิจย่อมห่วงธุรกิจของตนเอง


ฮ่องกงในวันนี้


อย่างไรก็ตาม มีผู้ที่เข้าใจ จีน ดีมากอีกท่านได้แก่ Martin Jacques ผู้เขียนหนังสือชื่อ When China rules the World : the end of the Western world and the birth of a new global order อันเป็นหนังสือขายดียอดฮิตคือ มียอดจำหน่ายมากถึง 250,000 เล่ม อีกทั้งบังเอิญผมก็มีหนังสือเล่มนี้ ผมจึงกลับไปอ่านอีก รวมทั้งได้อ่านบทสัมภาษณ์ของท่านในหนังสือพิมพ์ทำนองว่า

“...ทำไมคนฮ่องกงต้องประท้วงทางการจีนมากมายขนาดนี้ พวกเขาไม่ได้มองขึ้นไปทางเหนือ (จีน-อ้างโดยผู้เขียน) ซึ่งมีแต่ความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ อีกทั้งนับวันจะเป็นอันดับหนึ่งของโลก แต่กลับไปมองที่ตะวันตก ภูมิภาคที่มีแต่จะตกต่ำลงเรื่อยๆ...”


จริงครับ ผมอ่านอีกครั้งหนึ่ง เข้าใจทั้งตรรก ตัวเลขและแนวโน้มของจีนตามนักเขียนท่านนี้ บทสุดท้ายท่านได้ย้ำว่าไปเพียงแต่ด้านเศรษฐกิจเท่านั้น ในด้านการเมืองจีนยิ่งผงาดขึ้นและจะมีความสำคัญต่อไปในระดับโลก


ประเด็นของผมคือ คนฮ่องกงรู้สึกถึงตรงนี้ แต่ไม่อยากได้ การพัฒนาแบบจีน อันทันสมัยและสูงส่ง พวกเขาต้องการเป็น คนฮ่องกง ทำมาหากิน มีสิทธิทางการเมืองบ้าง คนรุ่นนี้หากประสบกับเหตุการณ์เทียน อัน เหมินเมื่อ 30 ปีที่แล้ว เขาจะอยากอยู่แบบรวยนิดหน่อย ที่ดินแพงมาก อยู่ในแฟลต์แคบๆหรือ แต่ไม่มีเสรีภาพอะไรเลยหรือครับ ผมว่า เขายอมเป็นเทียน อัน เหมินเสียตอนนี้ดีกว่าไม่มีฮ่องกงอีกเลย


บางคนมองว่า ฮ่องกงและจีนพัฒนาไปมาก กล่าวโดยย่อคือ เซินเจิ้นของจีนพัฒนาไปมากกว่าฮ่องกงมาก เขามองว่า


“...ช่วงปีก่อน ทศวรรษ 1980 เศรษฐกิจฮ่องกงเป็น 1 ใน 4 การค้าของจีน เพราะฮ่องกงเป็นท่าเรือและจีนปิดประเทศ ผ่านฮ่องกงร้อยละ 100 แต่ปัจจุบันตัวเลขนี้ ลดลงเหลือ 3 เปอร์เซนต์ เศรษฐกิจฮ่องกงเหลือแค่ 3 เปอร์เซนต์ของเศรษฐกิจจีน การส่งออกของจีนผ่านฮ่องกงเหลือแค่ 15 เปอร์เซนต์

ลองมาดูมิติอื่นๆ อีก เช่น เศรษฐกิจพิเศษของจีน ตรงข้ามฮ่องกงคือเซินเจิ้น ตั้งแต่ปี 2017 จีดีพีของเซินเจิ้นเมืองเดียว แซงฮ่องกงไปแล้ว 1 ใน 3 จีดีพีของเซินเจิ้นมาจากบริษัทไฮเทค ทั้งบริษัทโดรน บริษัท DJI บริษัท เทนเซ็นต์ (Tencent) บริษัทยักษ์ใหญ่อย่างหัวเว่ย อยู่เซินเจิ้น ทั้งสิ้น 14 เปอร์เซนต์จีดีพีของเซินเจิ้นมาจากภาคการเงิน อย่างซิตี้แบงก์ สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ มีตลาดหลักทรัพย์ใหญ่เป็นอันดับ 8 ของโลก เมืองท่าของเซินเจิ้นอันดับ 3 ของโลก...”


หากมองในแง่เศรษฐกิจใช่ครับ ฮ่องกงด้อยมูลค่า แล้วจีนแผ่นดินใหญ่ต้องการ ฮ่องกง ไปทำไมครับ?


หากมองในแง่สิทธิเสรีภาพทางการเมือง ไม่เพียงแต่เซินเจิ้น แต่สิทธิเสรีภาพในจีนแตกต่างจากฮ่องกงลิบลับ คนหนุ่มสาวฮ่องกงจึงไม่ต้องการแบบจีนในอนาคต


หากคิดว่า เศรษฐกิจเป็นปัจจัยหลัก หากคิดว่า ตัวแบบการพัฒนาแบบจีนดีและเหมาะสม ทำไมคนที่รู้จักและเข้าใจคนฮ่องกงด้วยกันจึงไม่อยู่อาศัยถาวรในจีนแผ่นดินใหญ่ละครับ


ขอถามหน่อย ?



© 2019 by Mekong Studies Center