• Mekong Chula

เรื่องเล่าบนทางเท้าในเมืองจีน: จากยุวชนแดง (เรดการ์ด) สู่ฮ่องเต้ตัวน้อยๆ

Updated: Jan 17, 2019

ศิริภัสสร์ พึ่งความสุข:



กลางเดือนธันวาคม 2018 ที่ผ่านมา ประเทศจีนเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสครบรอบ 40 ปีของ “การปฏิรูปและเปิดประเทศ” ตามนโยบายของอดีตผู้นำ เติ้ง เสี่ยวผิง ที่ทำให้เศรษฐกิจของจีนเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว สามารถผ่านพ้นช่วงเวลาอันยากลำบากนับตั้งแต่ถูกคุกคามจากลัทธิจักรวรรดินิยมตะวันตกและญี่ปุ่น และช่วยฟื้นฟูอาณาจักรที่เคยยิ่งใหญ่ให้กลับมามีปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอกอย่างมีสีสันอีกครั้งหนึ่ง ในขณะเดียวกัน โครงสร้างทางสังคมจีนมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก อีกทั้งยังเกิดวัฒนธรรมรูปแบบใหม่ๆ


หนึ่งในนโยบายที่เกิดตามมาจากยุทธศาสตร์การปฏิรูปเศรษฐกิจและสังคมจีนคือ นโยบายลูกคนเดียว (one-child policy) นโยบายนี้เป็นนโยบายด้านการวางแผนครอบครัวที่มีอายุถึง 37 ปี (1979-2016) มีจุดมุ่งหมายเพื่อลดและควบคุมจำนวนประชากร เนื่องจากรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์มีความกังวลว่าอาจจะเกิดวิกฤตการณ์ความอดอยากล้มตายจากการแย่งชิงทรัพยากรอีกครั้ง รวมถึงยังจะเป็นอุปสรรคต่อยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอีกด้วย หากมีจำนวนประชากรล้นเกิน (overpopulation) โดยพิจารณาจากสถานการณ์ในช่วงทศวรรษ 1970s ประเทศจีนมีประชากรรวมเกือบแตะ 1,000 ล้านคน ซึ่งใช้เวลาเพียงแค่ 27 ปีนับจากการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน (1949) จำนวนประชากรเพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 400 ล้านคน นโยบายการควบคุมจำนวนประชากรดังกล่าวนี้มีส่วนสำคัญที่ทำให้การปฏิรูปและพัฒนาเศรษฐกิจของจีนสามารถก้าวกระโดดอย่างมั่นคงมาได้ดังเช่นปัจจุบัน


กระนั้น นโยบายนี้มีลักษณะของความพยายามที่จะจำกัดอิสรภาพในการวางแผนครอบครัวอย่าง‘สุดโต่ง’ กล่าวคือ รัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์ออกกฎหมายควบคุมให้ทุกครอบครัวมีทายาทได้เพียงแค่ 1 คน และมีการระวางโทษปรับเงินอัตราสูงมาก บังคับทำแท้ง หรือการตัดสิทธิทางสังคม-ตัดสวัสดิการบางประการ อาทิ การประกอบอาชีพในหน่วยงานราชการ หากไม่ปฏิบัติตามข้อกฎหมาย ซึ่งแตกต่างจากนโยบายการวางแผนครอบครัวในประเทศอื่นๆที่มักจะใช้วิธีการให้ความรู้แก่ประชากรด้านการคุมกำเนิดด้วยวิธีต่างๆ เพื่อเป็นทางเลือกในการวางแผนครอบครัวด้วยตนเองมากกว่าการจำกัดจำนวนทายาทที่แต่ละครอบครัวสามารถมีได้


โปสเตอร์โฆษณาชวนเชื่อนโยบายลูกคนเดียว (Carry out family planning, implement the basic national policy) ที่มา https://chineseposters.net/posters/e13-415.php

ในช่วงแรก นโยบายดังกล่าวนี้ถูกบังคับใช้กับชาวจีนฮั่นทั่วประเทศอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะในพื้นที่เขตเมืองซึ่งมักมีประชากรอาศัยหนาแน่นอยู่แล้ว แล้วจึงเริ่มมีการผ่อนปรนความเข้มงวดลงบ้างในเวลาต่อมา โดยมีการออกข้อยกเว้นให้สามารถขออนุญาต (จากรัฐ) มีลูกคนที่สองได้ อาทิ ผู้ที่อาศัยในเขตชนบท ทำการเกษตร ในกรณีทั้งพ่อและแม่เป็นทายาทคนเดียว มีทายาทคนแรกของครอบครัวเป็นลูกสาว เด็กทารกพิการไม่ว่าทางสมองหรือทางร่างกาย เป็นต้น เหตุผลส่วนหนึ่งคือเพื่อควบคุมการก่ออาชญากรรม (ฆ่า/ขโมยเด็กทารก/ทำให้พิการ) ที่สืบเนื่องมาจากการไม่พอใจที่มีทายาทสืบสกุลเป็นเด็กผู้หญิงหรือไม่สมประกอบ รวมถึง เพื่อผ่อนคลายความโกรธ ไม่พอใจ ความอัดอั้นของประชาชนไม่ให้สั่งสมจนกระทั่งเกิดการระดมมวลชนขนานใหญ่ (mass protest) ต่อต้านรัฐบาล


จีนในช่วงทศวรรษที่ 20 กับช่วงต้นทศวรรษที่ 21 นั้นมีความแตกต่างอย่างมีนัยที่สำคัญหลายประการ ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 นั้นเป็นช่วงเวลาแห่งความยากลำบากจากการถูกคุกคามโดยลัทธิจักรวรรดินิยมตะวันตกและญี่ปุ่น จนกระทั่งสามารถทำสงครามขับไล่ญี่ปุ่นออกไปได้ ก็ต้องเผชิญกับสงครามกลางเมืองระหว่างพรรคก๊กมินตั๋งและพรรคคอมมิวนิสต์ในเวลาต่อมา อีกทั้ง ความแร้นแค้นที่เกิดขึ้นเรื่อยมาจนกระทั่งเกิดการปฏิรูปฯ


ประชากรคือสินทรัพย์ของชาติ (?)


ก่อนหน้าที่จีนจะดำเนินนโยบายปฏิรูปและเปิดประเทศในยุคของเติ้ง เสี่ยวผิง และออกกฎหมายลดจำนวนประชากรอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อให้สามารถกระจายทรัพยากรอาหาร การแพทย์ และการศึกษาให้ทั่วถึงมากขึ้นนั้น รัฐบาลในยุคอดีตผู้นำ เหมา เจ๋อตุงเคยสนับสนุนการเพิ่มจำนวนประชากรในยุคนโยบายก้าวกระโดดไกล (the Great Leap Forward) ในปี 1958 เพื่อเร่งรัดกระบวนการปฏิวัติจีนสู่ยุคอุตสาหกรรมทันสมัยที่เน้นใช้กำลังแรงงานคนแทนทุนและเครื่องจักร ซึ่งการที่แต่ละครอบครัวมีลูกมากๆจะทำให้มีพลเมืองเป็นกำลังแรงงานในการผลิตและการทำเกษตรกรรมไปพร้อมๆกันอย่างเข้มข้นและช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้ประเทศชาติได้ อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์กลับออกมาตรงกันข้าม เมื่อกำลังการผลิตไม่สามารถเอาชนะปริมาณความต้องการทรัพยากร อีกทั้ง ผลิตภัณฑ์ยังไม่มีคุณภาพจนไม่สามารถสร้างผลิตผลส่วนเกินได้ ยิ่งซ้ำร้ายด้วยภัยพิบัติทางธรรมชาติ


ชาวจีนถูกย้ายมาอาศัยในคอมมูนในยุคก้าวกระโดดไกล ที่มา https://hwcpeltier.weebly.com/great-leap-forward.html

เมื่อนโยบายที่แลกมาด้วยการบีบบังคับแรงงานกลับประสบความล้มเหลวในทางปฏิบัติ อีกทั้ง ยังขาดแคลนอาหารทำให้ผู้คนอดอยากรุนแรงจนล้มตายไปกว่า 10 ล้านคนทำให้เกิดความไม่พอใจ ไม่เชื่อใจอดีตผู้นำเหมาไปทั่วหัวระแหง ประธานเหมาลดความสำคัญของการปฏิวัติอุตสาหกรรมลงและใช้โอกาสจากการมีประชากรวัยเยาว์เกิดขึ้นจำนวนมากในการปลุกระดมและก่อตั้งเป็นยุวชนแดง (เรดการ์ด) มีการขัดเกลาความคิดให้ยึดมั่นในอุดมการณ์แบบเหมาอย่างเคร่งครัดเพื่อใช้เป็นกองทัพเดินหน้าปฏิวัติวัฒนธรรม ซึ่งแท้จริงแล้วคือเพื่อคุกคามศัตรูทางการเมือง (ผู้ต่อต้าน) และล้มล้างผู้ที่เห็นต่าง แม้ว่าคนเหล่านั้นจะเป็นพ่อแม่ ญาติพี่น้อง ครูอาจารย์ของยุวชนแดงนั้นๆเองก็ตาม อีกทั้งยังทำลายขนบธรรมเนียมประเพณีและศิลปะดั้งเดิมของจีนและทดแทนด้วยวัฒนธรรมแบบกรรมาชีพ เป็นช่วงเวลาของความทุกข์ยากและสับสนวุ่นวาย


ยุวชนแดงยุคปฏิวัติวัฒนธรรม ที่มา https://edition.cnn.com/2016/05/15/asia/china-cultural-revolution-red-guard-confession/index.html

เมื่อสภาพสังคมที่เป็นสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป วิถีชีวิตและวัฒนธรรมมนุษย์เองก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย ในช่วงของการปฏิรูปฯ จีนได้มุ่งสู่ความเป็นสังคม (นิยม) ทันสมัย 4 ด้าน มีการพัฒนาเศรษฐกิจในรูปแบบระบบเศรษฐกิจแบบตลาดทำให้เศรษฐกิจจีนเติบโตมั่งคั่งอย่างมั่นคงอย่างที่เห็นทุกวันนี้ และการเปิดประเทศเชื่อมต่อกับวัฒนธรรมต่างชาติช่วยหล่อหลอมให้วัยรุ่นที่เติบโตในช่วงนี้มีค่านิยมแบบสมัยใหม่ มีความฝันและความปรารถนาเช่นเดียวกับวัยรุ่นในประเทศทุนนิยมอื่นๆ ผสมผสานกันไปกับค่านิยมของคนรุ่นเก่า


ที่น่าสนใจคือ การเป็นทายาทคนเดียวของครอบครัวส่งผลต่อปัจเจกบุคคลอย่างไร?


ในยุคที่เศรษฐกิจจีนโตมากๆ ครอบครัวที่มีฐานะร่ำรวยมากๆอาจลอยตัวอยู่เหนือการจำกัดอิสรภาพในการมีทายาทได้มากกว่าชนชั้นอื่นๆ เพราะสามารถแสวงหาทางออกอื่นได้ อาทิ เสียค่าปรับแพงมากๆสำหรับลูกคนต่อๆไป หรือ คลอดและเลี้ยงดูลูกที่ต่างประเทศ เป็นต้น แต่ในครอบครัวที่มีฐานะปานกลางลงไป การมีทายาทสืบสกุลเพียงคนเดียว (เป็นโครงสร้างครอบครัวแบบ 4-2-1: ปู่ย่าตายาย-พ่อแม่-ลูก) ส่งผลสำคัญต่อวิธีคิดในการเลี้ยงดูคือ บุตรหลานเพียงคนเดียวเหล่านี้จึงเป็นแก้วตาดวงใจของพ่อแม่และมีแนวโน้มจะได้รับการเลี้ยงดูประคบประหงมอย่างดี (ดีกว่าในยุคของตนเอง) ทรัพยากรที่มีจะถูกระดมมาเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการพัฒนาการศึกษาให้ดีที่สุดและซื้อของเล่น/ของใช้พัฒนาทักษะทางสมอง เป็นฮ่องเต้ตัวน้อยๆที่จะเติบโตเป็นคนที่เก่งสามารถแข่งขันกับคนอื่นได้และมีการงานดีๆทำ ถูกเติมเต็มความต้องการทางวัตถุและจิตใจ (ด้านแฟชั่นและอื่นๆ) เหมือนกับพ่อแม่ในหลายๆประเทศทั่วโลก แต่ที่ต่างออกไปคือ พวกเขาเหล่านี้เป็นลูกโทนที่ไม่ต้อง (ไม่สามารถ) แบ่งปันสิ่งเหล่านี้กับใคร และเป็นผู้รับสืบทอดมรดกเพียงคนเดียว ในขณะเดียวกัน พวกเขานั่นเองที่แบกรับความคาดหวัง ความปรารถนา ความฝันของครอบครัวแต่เพียงคนเดียว ผลของการเป็นลูกคนเดียวจึงอาจตัดสินให้เป็นได้ทั้งข้อดีและข้อเสีย เพราะในแง่หนึ่งสถาบันพี่น้องก็เป็นความใกล้ชิดที่ช่วยขัดเกลาทักษะในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้ด้วย แต่ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้นเสมอไป อีกประการหนึ่งคือ ยามเมื่อสมาชิกครอบครัวรุ่นเก่าแก่ตัวไป เขาจึงต้องรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียวซึ่งอาจลำบากกว่าการมีพี่น้องหลายคนช่วยกันดูแล โดยเฉพาะในยามเจ็บไข้ได้ป่วย


นโยบายดังกล่าวนี้ยังส่งผลกระทบต่อผู้เป็นแม่เช่นกัน ด้วยสังคมจีนมีค่านิยมชมชอบทายาทที่เป็นเด็กผู้ชายมากกว่าเด็กผู้หญิงเพื่อหวังให้สืบทอดวงตระกูล เมื่อสามารถมีลูกได้เพียงคนเดียว ผู้เป็นแม่จึงมีความกดดันที่จะต้องได้ลูกเป็นผู้ชาย ซึ่งครอบครัวที่ฐานะดีอาจใช้วิธีการทางการแพทย์ ไม่เพียงเท่านั้น 'บทบาทของความเป็นแม่ที่ดี' ในยุคนี้ยิ่งถูกคาดหวังจากสังคมมากขึ้น มีบททดสอบที่ยากขึ้น นอกจากทำงานนอกบ้านแล้วยังต้องทำอาหารที่มีโภชนาการได้ สอนการบ้านลูกได้ ถ่ายรูปเป็น เล่านิทานเก่ง เล่นกับลูกได้ ฯลฯ คือเป็นคุณแม่ที่ Perfect ที่สุดเพื่อลูกที่ Perfect ที่สุด



การสืบทายาทเป็นสิ่งที่รัฐสามารถบังคับควบคุมได้จริงหรือ?


ในปัจจุบัน รัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์ได้ประกาศยกเลิกนโยบายลูกคนเดียวไปแล้วตั้งแต่ปี 2016 เนื่องจากเริ่มเล็งเห็นแนวโน้มปัญหาความไม่สมดุลของประชากรเพศชายและหญิง รวมถึง ปัญหาเศรษฐกิจที่เริ่มเข้าสู่สังคมสูงวัยทำให้ขาดแคลนแรงงานวัยหนุ่มสาวที่เป็นทั้งกำลังในการผลิตและขับเคลื่อนการบริโภคในตลาดการค้าและการบริการภายในประเทศที่สำคัญมาก การเพิ่มจำนวนประชากรแบบควบคุมจะช่วยสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของจีนให้เดินหน้าเติบโตไปเช่นนี้ได้


สิ่งที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือ รัฐบาลไม่สามารถกระตุ้นการเพิ่มจำนวนประชากรได้ตามที่คาดหวังได้ เพียงเพราะแค่ยกเลิกนโยบายลูกคนเดียว


ภายใต้ 37 ปีที่ การตัดสินใจวางแผนครอบครัวว่า เราอยากจะมีลูกกี่คน? อยากมีน้องไหม? แทบไม่เป็นคำถามของคู่สมรสฐานะทั่วไป โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยในเขตเมืองเลย ปัจจุบัน การมีลูกเพียงคนเดียวกลายเป็นทั้งความเคยชินและเป็นรูปแบบครอบครัวในอุดมคติของชาวจีนที่เกิดขึ้นใหม่ พอๆกับความฝันของชาวอเมริกัน (American Dream) ที่จะต้องมีลูก 2 คน บ้าน 1 หลัง และสุนัข 1 ตัว ซึ่งแตกต่างจากความเข้าใจเกี่ยวกับครอบครัวขนาดใหญ่สมัยคนจีนโพ้นทะเล (ในไทย) ที่นิยมมีลูกมากๆเพื่อช่วยกันทำมาหากิน มีลูกหลานยืนเรียงรายยาวเหยียดเมื่อถ่ายรูปรวมครอบครัว ในจีนแผ่นดินใหญ่ในยุคสมัยใหม่นี้ ประชากรอาศัยอยู่กันในตึกสูงแบบอพาร์ทเม้น/คอมโดมิเนียมซึ่งมีราคาซื้อหรือค่าเช่าสูงจึงไม่เหมาะกับการอยู่อาศัยเป็นครอบครัวใหญ่ และการจะเลี้ยงลูกให้มีมาตรฐานที่ดีมีค่าใช้จ่ายสูงมาก การมีลูกมากๆจึงหมายถึงการต้องแลกมาด้วยเงินจากน้ำพักน้ำแรงที่สามารถนำไปยกระดับสถานะทางสังคม อิสระเสรีในการซื้อหาความหรูหราและความสุขสบายส่วนตัวได้ นอกจากนี้ ภายหลังการยกเลิกนโยบายลูกคนเดียว บริษัทเอกชนหลายแห่งหลีกเลี่ยงการจ้างงานผู้หญิงที่มีแผนจะมีลูกคนที่สองอีกด้วย ดังนั้น แม้รัฐบาลจะกระตุ้นให้ประชากรมีลูกคนที่สองได้เสมอหน้ากัน แต่สภาพเศรษฐกิจและสังคมกลับสวนทาง จากสถิติพบว่ามีประชากรเพียง 11 ล้านคู่ที่ขออนุญาตมีลูกคนที่ 2 และบางครอบครัวก็ไม่ประสงค์มีทายาทเลยด้วย จีนไม่อาจกลับไปสู่ยุค baby boom ได้อีก


ที่มา https://en.wikipedia.org/wiki/One-child_policy#/media/File:Birth_rate_in_China.svg

การไม่มีลูกหรือมีลูกคนเดียวกลายเป็นค่านิยมของครอบครัวสมัยใหม่ทั่วโลก


วัฒนธรรมจีนนี้ยุคสมัยใหม่นี้หาใช่ประดิษฐกรรมที่เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืนโดยชนชั้นนำ หากแต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการมีปฏิสัมพันธ์และได้รับอิทธิพลจากโลกภายนอกผสมผสานกับวิถีวัฒนธรรมและความคิดดั้งเดิมของจีนเอง


ค่านิยมการไม่มีทายาทหรือมีเพียงแค่คนเดียวกลายเป็นค่านิยมของครอบครัวในหลายประเทศโดยเฉพาะกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมใหม่ (newly industrialized countries) ในบริบทของโลกสมัยใหม่ที่ไม่ได้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการทำเกษตรกรรมดังเช่นสมัยก่อนแล้วจึงดูไม่มีเหตุผลความจำเป็นในการมีลูกหลายคนเพื่อช่วยกันทำงานอีกต่อไปแล้ว มนุษย์สมัยใหม่มีวิถีชีวิตที่เร่งรีบ อัตราค่าครองชีพสูง และความกังวลอื่นๆ ประกอบกับประชาชนมีความรู้ในการวางแผนครอบครัวมากขึ้น เป็นสาเหตุผลักดันให้คนไม่นิยมมีลูกมาก ทั้งนี้ ผู้เขียนเห็นว่า การสืบพันธุ์ (reproducing) ควรเป็นเรื่องที่ปัจเจกบุคคลมีเสรีภาพในการตัดสินใจเองมากกว่าการบีบบังคับทั้งทางตรงและอ้อม โดยทั่วไป นโยบายทางเศรษฐกิจและสังคมจะส่งผลโดยตรงต่อโครงสร้างครอบครัวและลักษณะประชากร ซึ่งภาครัฐไม่ควรให้น้ำหนักกับการมุ่งสร้างความเจริญเติบโตของตัวเลขทางเศรษฐกิจจนหลงลืมและผลักภาระในการแสวงหาชีวิตที่ดีที่มีคุณภาพเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล การมีนโยบายทางสังคมที่ช่วยสนับสนุนให้ประชากรมีคุณภาพสุขภาพดีทั้งทางร่างกายและจิตใจกลับจะช่วยทำให้รัฐแข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพ


กระแสนี้ก็เป็นกระแสที่เกิดขึ้นในประเทศไทยด้วยเช่นกัน


ที่มาและข้อมูลเพิ่มเติม

1. https://www.bloomberg.com/quicktake/china-s-two-child-policy

2. http://www.unicef.cn/en/uploadfile/2017/1009/20171009112814506.pdf

3. https://www.jstor.org/stable/3401363#metadata_info_tab_contents

4.https://www.researchgate.net/publication/228697017_The_One-Child_Policy_and_Its_Impact_on_Chinese_Families

5. http://web.mit.edu/lipoff/www/hapr/summer03_security/CHEN.pdf

6. https://www.posttoday.com/life/life/401005


422 views

© 2019 by Mekong Studies Center