• Mekong Chula

เจ้าสาวกัมพูชาสู่แดนมังกร

ธัญชนก จันทา



ที่มาภาพ: https://www.afp.com/en/sold-my-brother-mekong-women-pressed-marriage-china-0

ในปัจจุบันปัญหาการแต่งงานข้ามพรมแดนมีอยู่มากทั่วทุกมุมโลก ด้วยวิธีการที่ถูกกฎหมาย และผิดกฎหมาย มีการถูกบังคับข่มขู่ให้ร่วมพิธีการแต่งงาน หรือเป็นการแต่งงานในเชิงธุรกิจอย่างหนึ่ง เช่น ปัญหาการแต่งงานของชายจีนกับหญิงสาวจากประเทศในลุ่มแม่น้ำโขง ได้แก่ ประเทศเมียนมา ลาว และกัมพูชาเนื่องจากประชากรชายในจีนมีมากกว่าหญิงสาว ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่อยู่ติดกับประเทศจีนทางตอนใต้ สามารถที่จะเคลื่อนย้ายได้ง่ายกว่ากลุ่มประเทศที่ต้องอาศัยการเดินทางจากเรือภาคพื้นสมุทรและการบินทางอากาศ ประกอบกับค่าสินสอดของหญิงสาวในกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขงถูกกว่าการแต่งงานกับหญิงสาวชาวจีน ทำให้มีการจัดหาหญิงสาวเพื่อไปแต่งงานกับชายจีน


กรณีของประเทศกัมพูชาจะเห็นได้ชัด ภายในครึ่งปีแรกของปี 2556 ทางฝั่งตะวันออกของจีนมณฑลเจ้อเจียง (Zhejiang) ได้มีการต้อนรับหญิงสาวกัมพูชาเข้ามายังพื้นที่มากกว่า 360 คน (Chen Ronghui, 2016) ในปี 2559 มีหญิงสาวกัมพูชาเข้าไปอยู่ในพื้นที่ของประเทศจีนประมาณ 7,000 คน ซึ่งทางสำนักทะเบียนที่ทำงานเกี่ยวกับการจดทะเบียนสมรสให้ข้อมูลของคู่สมรสที่แต่งงานกับหญิงสาวกัมพูชาอย่างเป็นทางการมีเพียง 2,000 ราย (Ming Ye, 2019 และผู้จัดการออนไลน์, 2019) และมีรายงานของสำนักข่าว AFP ในเดือนธันวาคมปี 2561 ว่า “ธุรกิจใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับการขายหญิงสาวกัมพูชา เพื่อไปแต่งงานกับชายจีนมีจำนวน 10,000 คนเท่านั้นที่จดทะเบียนในจังหวัดทางตอนใต้ของจีนมณฑลกวางตุ้ง (Guangdong) กุ้ยโจว (Guizhou) และยูนนาน (Yunnan)่” (Suy Se and Aidan Jones, 2018)

กระบวนการล่อลวงเจ้าสาวกัมพูชา


ที่มาภาพ: https://www.afp.com/en/sold-my-brother-mekong-women-pressed-marriage-china-0

บทความนี้ต้องการสะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการและปัจจัยการแต่งงานของหญิงสาวกัมพูชากับชายจีน โดยกระบวนการลักลอบเข้าไปแต่งงานในประเทศจีนนั้นมีอยู่หลากหลายวิธีด้วยกัน เช่น การล่อลวงจากคนในครอบครัว การชักจูงจากเพื่อน ญาติพี่น้อง หรือคนสนิท แม้กระทั่งการถูกลักพาตัวของเด็กสาวที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะยังคงเป็นปัญหาของประเทศกัมพูชา รวมถึงกลุ่มประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ส่วนใหญ่แล้วเหยื่อที่มักจะถูกบังคับให้ไปแต่งงานกับชายจีนมีอายุประมาณ 15 ปีขึ้นไป โดยนายหน้าเป็นผู้พาเดินทางไปยังประเทศจีนทั้งการเดินทางทางบกโดยรถกระบะหรือรถบรรทุกจากกรุงพนมเปญลัดเลาะเส้นทางผ่านเวียดนาม และข้ามชายแดนทางตอนเหนือไปยังจีนตอนใต้ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายกว่าวิธีอื่น และทางสายการบินเที่ยวบินจากพนมเปญถึงเซียงไฮ้ เมื่อมาถึงจีนหญิงสาวเหล่านี้จะถูกนำไปเก็บที่คลังสินค้า หรือโกดังสำหรับการเก็บตัว ต่อมาจะมีการถ่ายรูปเพื่อนำไปลง WeChat หรือเว็บไซต์หาคู่ ให้สามีคนจีนได้เลือกตามความชอบ เมื่อหญิงสาวกัมพูชาคนใดที่ถูกเลือกจะได้ออกจากคลังสินค้า และมีการนัดรับส่งตัวกับคนจีน เพื่อดำเนินการทำพิธีแต่งงานกับเจ้าสาวในขั้นต่อไx

การดำรงชีวิตของเจ้าสาวกัมพูชาในเมืองที่ไม่คุ้นเคย


การอยู่กินกับสามีคนจีนไม่ได้โชคดีเหมือนดั่งที่หญิงสาวคาดการณ์ไว้ เพราะโดยส่วนใหญ่ชายจีนที่หญิงสาวกัมพูชาจะได้แต่งงานด้วยคือ สามีที่อยู่ในวัยผู้สูงอายุ มีสภาพร่างกายเจ็บป่วยได้ง่าย หรือพิการ รวมถึงมีฐานะปานกลางไปถึงยากจนในพื้นที่ชนบท ในระยะแรกอาจจะมีการต้อนรับหญิงสาวเป็นอย่างดี เมื่อเธอสามารถให้กำเนิดบุตรจนถึงคลอดบุตรได้แล้วนั้น สิ่งที่เจ้าสาวกัมพูชาต้องเผชิญคือ ปัญหาการถูกแม่ทางฝ่ายชายกดขี่ ไม่เลี้ยงดูเธอเหมือนเดิม หรือร้ายแรงกระทั่งไล่ออกจากบ้านฝ่ายชาย ต้องออกไปใช้ชีวิตลับ ๆ ล่อ ๆ เนื่องจากไม่มีเงินต่อวีซ่า หรือบัตรอนุญาตชั่วคราวของบุคคลต่างด้าว อีกทั้งหญิงสาวที่ลักลอบเข้ามาตั้งแต่แรกอย่างผิดกฎหมายต้องซ่อนตัวจากตำรวจ เพื่อไม่ให้ถูกจับไปสถานกักกัน และโดนค่าปรับ หญิงสาวต้องจากลูกชาย เพื่อหางานทำตามโรงงานทอผ้าที่นายจ้างสามารถรับสถานะภาพตนได้ พร้อมกับการอดออมเงินเพื่อกลับบ้านเกิด โดยที่ไม่มีโอกาสเห็นหน้าลูกอีก (Suy Se and Aidan Jones, 2018 และนรินรัตน์ พรหมพิทักษ์, 2018)


ปัจจัยของทั้งสองประเทศที่ทำให้เกิดการแต่งงานครั้งนี้ขึ้น


การเกิดขึ้นของการแต่งงานเจ้าสาวกัมพูชาสู่แดนมังกรนั้นมีสาเหตุจากหลายปัจจัย ทั้งปัจจัยทางฝั่งจีนและทางฝั่งกัมพูชา สำหรับปัจจัยทางฝั่งประเทศจีน ด้วยสาเหตุจากนโยบายลูกคนเดียว (one-child policy) เป็นนโยบายด้านการวางแผนครอบครัว ช่วง พ.ศ. 2522-2559 ซึ่งรัฐบาลจีนคาดการณ์การบังคับใช้นโยบายที่จะเกิดขึ้นนี้ในช่วงปี พ.ศ. 2521-2523 ก่อให้เกิดความไม่สมดุลของจำนวนเพศชายและเพศหญิงตามสัดส่วนประชากร มีเพศชายที่อยู่ในวัยแต่งงานมากถึง 40 ล้านคน จึงทำให้เกิดปัญหาของการหาคู่ครองในช่วงวัยแต่งงานได้ยากขึ้นของเพศชาย (วรากรณ์ สามโกเศศ, 2016) หรือเหตุจากค่านิยมของคนจีนตามลัทธิขงจื๊อ ถือเป็นการปลูกฝังคนจีนในลัทธิขงจื๊อ ที่เน้นความกตัญญู เป็นการวางรากฐานความเชื่อของคนจีน ที่มักจะให้ความสำคัญกับเพศชายเป็นหลัก ด้วยบทบาทของผู้ชายที่มีความสำคัญในเรื่องของการสืบทอดตระกูล การเป็นผู้นำในพิธีกรรมทางศาสนา รวมถึงการเลี้ยงบุพการีตามอิทธิพลทางความคิด จึงทำให้เกิดปัญหาความต้องการบุตรชายมากกว่าบุตรสาว ส่งผลต่อการแต่งงานของคนจีนจึงต้องให้กำเนิดบุตรชายเป็นสำคัญ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายที่ผู้หญิงจะให้กำเนิดบุตรชายได้ตามต้องการ ไปจนถึงสาเหตุของการสร้างแรงกดดันให้กับชายจีนที่มีสถานะโสด ในช่วงวัยผู้ใหญ่ตอนปลาย ด้วยสาเหตุจากการหย่าร้าง สถานะภาพครอบครัวอยู่ในระดับปานกลาง หรือยากจน ร่วมกับรูปลักษณะหน้าตา ทำให้เกิดภาวะกดดัน การบีบบังคับ การพูดดูหมิ่นในเชิงเหยียดหยามแก่ชายจีนเหล่านี้ จึงส่งผลกระทบต่อหญิงสาวในกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขงที่ต้องรับภาระหน้าที่ในการให้กำเนิดบุตรชายแก่ครอบครัวคนจีน (กาญจนา ตั้งชลทิพย์, 2008 และนรินรัตน์ พรหมพิทักษ์, 2018)

ส่วนปัจจัยทางฝั่งกัมพูชา หญิงสาวกัมพูชาที่ถูกบังคับให้แต่งงานกับชายจีนส่วนใหญ่อายุประมาณ 15 ปีขึ้นไป ด้วยปัจจัยส่วนบุคคลในด้านความเป็นอยู่ของตนเอง และภายในครอบครัวที่จำเป็นต้องใช้เงินในการดำรงชีวิต การสร้างบ้าน การใช้หนี้ และหาเงินเลี้ยงดูครอบครัว จึงทำให้หญิงสาวกัมพูชาต้องคาดหวังกับการแต่งงาน เพื่อความสุขสบาย พร้อมกับหางานทำในโรงงานต่าง ๆ เพื่อส่งเงินให้ทางบ้าน อีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญในการตัดสินใจของหญิงสาวคือ จำนวนเงินที่จะต้องจ่ายให้กับหญิงสาวเป็นค่าสินสอดอยู่ที่ 10,000 – 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ[1] จ่ายค่านายหน้า 2,000 – 3,000 ดอลลาร์สหรัฐ[2] ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับการแต่งงานของหญิงสาวชาวจีนกับชายจีนด้วยกันแล้ว การจ่ายค่าสินสอดจะมากกว่าถึง 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ[3] เมื่อหญิงสาวกัมพูชาได้เข้าไปอยู่กับครอบครัวชายจีน จะต้องมีการปฏิบัติหน้าที่สำคัญตามจุดมุ่งหมายที่ฝ่ายชายต้องการคือ การมีบุตรชายให้ได้ ซึ่งครอบครัวฝ่ายจีนจะดูแลเป็นอย่างดี โดยจะให้สิ่งของจำเป็นต่อการบำรุงครรภ์ ตลอดระยะเวลาเตรียมคลอดบุตร โดยการซื้ออาหารที่ดีมีประโยชน์ และสมุนไพรยาจีนเพื่อบำรุงครรภ์ และด้วยสถานะภาพของหญิงสาวกัมพูชาจึงทำให้มีทางเลือกน้อยในการหาเงินเลี้ยงชีพตนเอง รวมไปถึงปัญหาครอบครัวจึงตัดสินใจยอมรับการซื้อขายเจ้าสาว โดยไม่สามารถรู้ได้เลยว่าในการเดินทางภายภาคหน้านั้นจะเกิดสิ่งเลวร้ายอะไรขึ้นบ้าง เช่น การถูกตัดขาดความช่วยเหลือจากนายหน้าที่เป็นผู้ส่งตัว หรือทางฝั่งครอบครัวฝ่ายชายเอง จนกระทั่งการถูกนำตัวไปค้าประเวณีต่อซ้ำ ๆ หลังจากไม่ได้อยู่อาศัยกับครอบครัวฝ่ายชายแล้ว (กองบรรณาธิการ TCIJ, 2018 และSuy Se and Aidan Jones, 2018)

จากข้อมูลข้างต้นทำให้การแต่งงานของหญิงสาวกัมพูชากับชายจีนเป็นไปด้วยความไม่ปกติ หรือเกิดปัญหาในเรื่องของการค้ามนุษย์ โดยความหมายของการค้ามนุษย์ในระดับสากล ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันทุกประเทศ ทั้งหน่วยงานภาครัฐ องค์กรเอกชน หน่วยงานสากลต่าง ๆ ได้ให้คำจำกัดความของการค้ามนุษย์ไว้ชัดเจน ซึ่งปรากฏในมาตรา 3 (a) พิธีสารเพื่อป้องกัน ปราบปราม และลงโทษการค้ามนุษย์ โดยเฉพาะสตรีและเด็ก (Protocol to Prevent, Suppress and Punish Trafficking in Persons Especially Women and Children) เป็นบทบัญญัติเพิ่มเติมอนุสัญญาสหประชาชาติต่อต้านองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ค.ศ. 2000 ได้กล่าวไว้ว่า


“การค้ามนุษย์ หมายถึง การจัดหา การขนส่ง การส่งต่อ การจัดให้อยู่อาศัย หรือการรับไว้ซึ่งบุคคลด้วยวิธีการขู่เข็ญ หรือด้วยการใช้กำลัง หรือด้วยการบีบบังคับในรูปแบบอื่นใด ด้วยการลักพาตัว ด้วยการฉ้อโกง ด้วยการหลอกลวง ด้วยการใช้อำนาจโดยมิชอบ หรือด้วยการใช้สถานะความเสี่ยงภัยจากการค้ามนุษย์โดยมิชอบ หรือมีการให้ หรือรับเงิน หรือผลประโยชน์เพื่อให้ได้มาซึ่งความยินยอมของบุคคลผู้มีอำนาจ ควบคุมบุคคลอื่น เพื่อความมุ่งประสงค์ในการแสวงประโยชน์ การแสวงประโยชน์อย่างน้อยที่สุด ให้รวมถึงการแสวงประโยชน์จากการค้าประเวณีของบุคคลอื่นหรือการแสวงประโยชน์ ทางเพศในรูปแบบอื่น การบังคับใช้ แรงงานหรือบริการ การเอาคนลงเป็นทาสหรือการกระทำอื่นเสมือนการเอาคนลงเป็นทาส การทำให้ตกอยู่ใต้บังคับ หรือการตัดอวัยวะออกจากร่างกาย”

จากความหมายที่ได้กล่าวมาสะท้อนให้เห็นว่า การแต่งงานของหญิงสาวกัมพูชากับชายจีนนั้นไม่ใช่การแต่งงานจากความรักของชายหญิง แต่เป็นการแต่งงานบังหน้าเพื่อต้องการผลประโยชน์แอบแฝง มีการซื้อขายเจ้าสาวโดยใช้สินสอดเป็นตัวล่อในการให้หญิงสาวยอมแต่งงาน มีการขนส่งข้ามแดน และจัดส่งตัวหญิงสาวเป็นกระบวนการในเชิงธุรกิจทางเพศ เนื่องจากจุดประสงค์หลักไม่ใช่เพียงแค่การแต่งงานเพื่อการมีลูกชายเท่านั้น แต่ในคนบางกลุ่มยังมีการกักขังหญิงสาวไว้เพื่อความต้องการทางเพศโดยส่วนตัว หรือแม้กระทั่งตอนที่เจ้าสาวกัมพูชาได้หลุดพ้นจากครอบครัวฝ่ายชายแล้วก็ยังต้องไปทำอาชีพค้าประเวณีซ้ำอีกจากนายหน้า ทำให้เกิดเป็นขบวนการที่เรียกว่า “การค้ามนุษย์” สอดคล้องกับบทบัญญัติเพิ่มเติมอนุสัญญาสหประชาชาติต่อต้านองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติในเรื่อง การซื้อ ขาย หญิงสาวกัมพูชา ซึ่งในบางส่วนเป็นเด็กสาวที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะโดยสมบูรณ์ แต่ด้วยสภาวะแวดล้อมเป็นตัวผลักดันให้เด็กสาวเหล่านี้ต้องยอมรับสภาพชีวิตของถูกหลอกลวงจากคนใกล้ชิด ส่วนทางฝั่งชายจีนที่เลือกเธอมาเป็นเจ้าสาว (โดยมักจะเลือกแต่เด็กสาวบริสุทธิ์) ชายจีนบางคนก็นำเธอมาเป็นทาสทางเพศอยู่ตลอด จากคำบอกเล่าของตำรวจกัมพูชาที่ได้ปฏิบัติงานปราบปรามการค้ามนุษย์ได้กล่าวว่า “สาว ๆ กัมพูชาเหล่านั้นหลังจากถูกพาตัวเข้าจีน บ้างจะถูกบังคับแต่งงาน บ้างถูกบังคับทำงานหนัก หลายรายถูกล่วงละเมิดทางเพศ และต้องจำทนรับสภาพความบอบช้ำทั้งร่างกาย ไปจนถึงจิตใจ เพราะต้องแลกรายได้จุนเจือครอบครัวในประเทศบ้านเกิด” หลังจากที่ได้ให้กำเนิดบุตรชาย หญิงสาวต้องถูกละทิ้งให้ไปใช้ชีวิตเองในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย จนทำให้เสี่ยงต่อการถูกหลอกลวงอีกครั้ง แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์เจ้าสาวกัมพูชาที่แต่งงานในแดนมังกรนั้นเข้าข่ายการค้ามนุษย์อย่างแท้จริง (อนุภาพ เงินกระแซง, 2019)


บทบาทของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง


ทางด้านหน่วยงานสิทธิมนุษยชนกัมพูชา หรือ AdHoc ก็ได้รับการร้องเรียนอยู่บ่อยครั้งในปี 2557 จากเหยื่อที่ถูกค้ามนุษย์ หนึ่งในนั้นมีกรณีของหญิงสาวกัมพูชาที่ถูกค้าในจีนอยู่ 29 ราย และในปี 2558 เพิ่มขึ้นอีก 35 ราย ซึ่งทำให้ทั้ง 2 ประเทศเริ่มตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว โดยทางกัมพูชามีการส่งจดหมายให้กับสถานทูตจีนให้จำกัดการออกวีซ่าแก่สตรีชาวกัมพูชา (Thida Win, 2014 และ Alice Cuddy and Neil Loughlin, 2016) รวมถึงกลุ่มสิทธิมนุษยชนกัมพูชาก็ได้มีการร้องเรียนรัฐบาลฮุนเซน เพื่อขอเพิ่มงบช่วยเหลือเหยื่อค้ามนุษย์ที่ถูกล่อลวงแต่งงานกับคนจีน มีการประกาศข้อตกลงชุดใหม่ เพื่อต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติ ไปจนถึงการค้ามนุษย์ และการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหา พร้อมกับให้ความช่วยเหลือ รวมถึงการตรวจตราคัดกรองอย่างเข้มข้นกับหญิงสาวกัมพูชาที่ยื่นขอวีซ่าท่องเที่ยว


นอกจากนี้ยังมีองค์กรการกุศลกัมพูชา 5 แห่งที่ได้รับโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือจากหญิงสาวกัมพูชาที่ตกเป็นเหยื่อของการแต่งงาน องค์กรการกุศลเหล่านี้จึงพยายามค้นหาสถานที่ที่หญิงสาวอาศัยอยู่ แต่กลับเป็นเรื่องยากในการค้นหาตัว เพราะไม่สามารถเข้าใจภาษาจีน ส่วนการเข้าถึงเครื่องมือสื่อสารของเหยื่อเป็นไปได้อย่างยากลำบาก แม้กระทั่งหนังสือเดินทางก็ถูกชายจีนยึดไว้ องค์กรได้คิดหาวิธีการเข้าถึงเหยื่อ วิธีการส่งกลับ ตลอดจนหาพื้นที่เพื่อฟื้นฟูผู้หญิงที่ถูกบังคับแต่งงาน แต่ต้องอาศัยเงินทุนในการช่วยเหลือ นางเมียส สา อิมรองหัวหน้าฝ่ายกิจการสตรีและเด็กของกลุ่มสิทธิมนุษยชน ADHOC ได้กล่าวว่า “องค์กรของเธอมักเสียการติดต่อกับเหยื่อ ขณะพยายามที่จะระดมเพื่อทุนในการพาหญิงสาวกลับ และเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยจัดสรรทุนเพิ่มขึ้นสำหรับการส่งตัวเหยื่อกลับประเทศ ส่วนเจ้าหน้าที่รัฐและตำรวจในพื้นที่ได้รับข้อมูลและเข้าใจปัญหา แต่กลับไม่มีงบประมาณสนับสนุน” ทำให้ในแต่ละปีมีหญิงสาวกัมพูชาตกเป็นเหยื่อมากขึ้นเรื่อย ๆ และยิ่งจะเพิ่มสูงขึ้นทุกปี (ผู้จัดการออนไลน์, 2019)

ในปี 2559 ได้มีการประชุมของเจ้าหน้าที่กัมพูชาและเจ้าหน้าที่จากกระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีน จัดขึ้นที่จังหวัดเสียมราฐในกัมพูชาได้หารือกันในเรื่องการอนุมัติข้อตกลงร่วมกันในการป้องกัน ช่วยเหลือ และการสอบสวนกรณีที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ โดยรอการลงนามข้อตกลงจากผู้นำระดับสูงของแต่ละประเทศ และมีการหารืออีกครั้งเกี่ยวกับแผนปฏิบัติการเฉพาะในปี 2560 (Ben Sokhean, 2016) ในช่วงปี 2562 นาย Sar Kheng และคณะได้เดินทางไปยังปักกิ่ง เพื่อพบปะกับเจ้าหน้าที่อาวุโสของจีน โดยมีการหารือกันถึงการวางมาตรการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ มาตรการต่อต้านการค้ามนุษย์ มาตรการต่อต้านการก่อการร้าย และมาตรการต่อต้านยาเสพติด เพื่อเน้นให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรด้านการบังคับใช้กฎหมาย ทางฝั่งจีนได้มีการประกาศการบังคับใช้กฎหมาย โดยปราบปรามประชาชนชาวจีนผู้กระทำผิดอย่างเคร่งครัด (Ben Sokhean, 2019)


กล่าวโดยสรุปจากการศึกษา พบว่าปัญหาชายจีนที่ต้องการแต่งงานด้วยความต้องการที่จะมีบุตรชาย หรือความต้องการทางเพศ และอื่น ๆ แอบแฝงต่อการซื้อ ขาย หญิงสาวกัมพูชามาเพื่อแต่งงานนั้นเข้าข่ายการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเรื่องของการบังคับ ขู่เข็ญ การละเมิดทางเพศแก่หญิงสาวที่อายุยังต่ำกว่า 18 ปี จึงถือได้ว่าเป็นปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ไม่ว่าจะเป็นการวางนโยบายเพื่อช่วยเหลือ ผลักดันให้เกิดกฎหมายในการบังคับใช้ของทั้งสองฝั่งอย่างเข้มงวดต่อผู้ที่เป็นนายหน้า หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ เพื่อไม่ให้กลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ในการลักลอบพาหญิงสาวไปแต่งงาน และเกิดการค้าประเวณีในประเทศจีน ทางรัฐบาลกัมพูชาควรให้การสนับสนุนแก่หญิงสาวกัมพูชาในการช่วยเหลือเงินทุนและจัดฝึกอบรมอาชีพให้แก่เหยื่อที่ได้กลับประเทศ หรือแม้กระทั่งหญิงสาวที่เสี่ยงต่อการถูกล่อลวงในเรื่องการแต่งงานกับชายจีน เพื่อให้หญิงสาวกัมพูชาได้มีอาชีพ สามารถเลี้ยงตัวเอง และครอบครัวได้ นอกจากนี้รัฐบาลกัมพูชาควรเจราจาความร่วมมือกับทางฝั่งจีน เพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหาให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น เพื่อเป็นผลดีในระยะยาว ในส่วนของฝั่งประเทศจีนมุมมองของผู้เขียนเห็นว่า ทางฝั่งจีนก็ควรที่จะมีการแก้ไขปัญหาประชากรชายและหญิง ด้วยวิธีการวางนโยบายสมัยใหม่ในการมองให้กว้างขึ้นไปจนถึงการให้ความสำคัญกับความเป็นชาย และหญิงอย่างเท่าเทียมกัน การพึ่งพาในส่วนของวงศ์ตระกูลด้วยการเปิดกว้างในมุมมองของการสืบสกุลแก่หญิงสาวคนจีนที่ไม่จมปลักกับอุดมการณ์นิยมมากจนเกินไป และควรมีการประสานงาน เจรจา ป้องกันไม่ให้เกิดการค้ามนุษย์ที่เพิ่มสูงขึ้นมากกว่าเดิม


[1] ประมาณ 300,000 – 460,000 บาท

[2] ประมาณ 60,000 – 93,000 บาท

[3] ประมาณ 927,000 บาท

อ้างอิง

Alice Cuddy and Neil Loughlin. 2559. Weddings from hell: the Cambodian brides trafficked to China. สืบค้นจาก https://www.theguardian.com/global-development/2016/feb/01/weddings-fromhellcambo dian-brides-trafficked-china


Ben Sokhean. 2562. Sar Kheng to sign security deal with China. สืบค้นจาก

www.khmertimeskh.com/50591530/ sar-kheng-to-sign-security-deal-with-china/


Ben Sokhean. 2559. Government Says 6,900 Undocumented Cambodian Wives in China.

สืบค้นจาก https:// www.cambodiadaily.com/news/government-says-6900-undocumented-cambodian-wives-china-117310/


Chen Runghui. 2559. A Cambodian Bride in Small-Town China. สืบค้นจาก

https://www.sixthtone.com/news/992/ a-cambodian-bride-in-small-town-china


Ming Ye. 2562. Through Her Lens: Cong Yan Chronicles China’s Cambodian Brides. สืบค้นจาก

http://www. sixthtone.com/news/1003513/through-her-lens-cong-yan-chronicles-chinas-cambodian-brides


Suy Se and Aidan Jones. 2561. "Sold by my brother": The Mekong women pressed into marriage in China. สืบค้นจาก

https://www.afp.com/en/sold-my-brother-mekong-women-pressed-marriage-china


UN-ACT. 2559. Human Trafficking Vulnerabilities in Asia: A study on Forced Marriage between Cambodia and China. Bangkok: UNDP


Thida Win. 2555. กัมพูชาส่งจดหมายไปยังสถานทูตจีนให้จำกัดการออกวีซ่าให้กับสตรีชาวกัมพูชาที่เป็นโสด เพราะคนกลุ่มนี้ตกเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ภายหลังบ่อยครั้ง. สืบค้นจาก

https://www.voathai.com/a/cambodia-ro/1971691.html


กาญจนา ตั้งชลทิพย์. 2551. ความไม่สมดุลทางเพศในประเทศนิยมมีลูกชาย. สืบค้นจาก

http://www.ipsr.mahidol.ac.th /IPSR/AnnualConference/ConferenceIV/Articles/Article14_1.htm


กองบรรณาธิการ TCIJ. 2561. พบหญิงพม่ากว่าหมื่นรายตกเป็นเหยื่อค้ามนุษย์-ถูกบังคับแต่งงานในจีน. สืบค้นจาก https://www.tcijthai.com/news/2018/08/asean/8560


นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์. 2561. "เจ้าสาวแม่โขง" ธุรกิจบาปกู้หน้าหนุ่มจีน. สืบค้นจาก

https://www.posttoday. com/world/574138


ผู้จัดการออนไลน์. 2562. สิทธิมนุษยชนร้องรัฐบาลฮุนเซนเพิ่มงบช่วยเหยื่อค้ามนุษย์ถูกลวงแต่งคนจีน. สืบค้นจาก https://mgronline.com/indochina/detail/9620000032706


วรากรณ์ สามโกเศศ. 2559. ลูกคนเดียว “ทำร้ายจีน”. สืบค้นจากhttps://thaipublica.org/2016/02/varakorn-150/


สำนักงานคดีค้ามนุษย์. 2562. นิยามของการค้ามนุษย์. สืบค้นจากhttp://www.caht.ago.go.th/index.php/1


อานุภาพ เงินกระแซง. 2562. เจ้าสาวจากกัมพูชา. สืบค้นจาก

https://www.thairath.co.th/news/foreign/1522136

273 views

© 2019 by Mekong Studies Center