• Mekong Chula

เจ้าสาวจากต่างแดน: ปัญหาค้าหญิงพม่าในแดนมังกร

จุฬาลักษณ์ ปลื้มปัญญา:

ภาพจาก www.mmtimes.com

เมื่อปี 2007 นายหยิ่นว่านเฉียว (尹万桥) ชาวเมืองต้าลี่ “ดีล” กับ เหลียง (亮) หญิงสาวชาติพันธุ์ไทจากพม่าผู้ทำหน้าที่เสมือนแม่สื่อช่วยติดต่อหาเจ้าสาวพม่าให้ อีกหนึ่งเดือนต่อมาเขาก็ได้พบกับ เย่รุ่ย (也瑞) ว่าที่เจ้าสาวใหม่ ตอนนั้นครอบครัวของเขาต้องจ่ายเงินไปประมาณ 16,500 หยวน ซึ่งรวมถึงค่าสัญญาแต่งงานและทะเบียนสมรส แล้วยังจ่ายค่าเสื้อผ้าและเครื่องประดับให้แก่เจ้าสาวใหม่อีกกว่า 3,000 หยวน แต่เมื่อวันที่ 4 เดือนมกราคม 2008 เย่รุ่ยโกหกว่าจะไปเข้าห้องน้ำและหนีกลับประเทศก่อนเริ่มพิธีแต่งงานเพียงหนึ่งวัน เรื่องของหยิ่นไม่ใช่กรณีเดียวที่สะท้อนความพยายามหาเจ้าสาวจากต่างแดนของชาวจีน


ในปี 2019 จำนวนชาวจีนเพศชายต่อเพศหญิงอยู่ในอัตราส่วน 116.9:100 คน ชี้ถึงปัญหาขาดความสมดุลในจำนวนชายและหญิงอันเนื่องมาจากนโยบายลูกคนเดียว (one-child policy) เริ่มในปี 1979 ถึง 2015 เป็นที่ประมาณการกันว่า ในระหว่างช่วงเวลาของนโยบายอันยาวนานนั้นมีผู้หญิงจีน “หายไป” ประมาณ 30-40 ล้านคน ผลกระทบที่เกิดจากปัญหานี้ทำให้ชายชาวจีนจำนวนมากไม่สามารถแต่งงานมีครอบครัวได้ โดยเฉพะชายจีนในชนบทหรือชนกลุ่มน้อยซึ่งมีระดับการศึกษาไม่สูงและยังคงเป็นสังคมอนุรักษ์นิยมอันมีแรงกดดันที่จะต้องสร้างครอบครัวตามธรรมเนียมสืบสกุลแซ่ แรงกดดันจากสังคมทำให้ชายชาวจีนมองหาหญิงสาวจากต่างแดนมาเป็นเจ้าสาว และหนึ่งในเชื้อชาติที่ถูก “พา” มาเป็นเจ้าสาวแก่คนเหล่านี้ มาจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างพม่านั่นเอง


พื้นที่ที่มีการซื้อขายเจ้าสาวพม่าสูงสุด คือ มณฑลหยุนหนานซึ่งมีพื้นที่ติดกับรัฐคะชิ่นและรัฐฉาน ในบางรายงานปรากฏว่าชายชาวหยุนหนานมีการแต่งงานกับหญิงชาวพม่ามากกว่าสามสิบปีแล้ว ในเมืองรุ่ยลี่ (瑞丽) มีครอบครัวที่แต่งงานกับหญิงชาวพม่าประมาณ 1 ใน 3


เหลียง แม่สื่อของหยิ่นปฏิเสธว่าไม่ได้เข้าร่วมขบวนการซื้อขายเจ้าสาว แต่ในหมู่บ้านที่เธออยู่ซึ่งห่างจากพม่าเพียง 5 กิโลเมตรอันมี 89 ครัวเรือน มีครอบครัวที่รับเจ้าสาวพม่าถึง 30 ครอบครัว ถึงแม้ว่าหญิงพม่าเหล่านี้จะไม่มีทะเบียนสมรส ไม่มีทะเบียนบ้าน ไม่มีสิทธิพลเมือง แต่เหลียงกล่าวว่าเธอไม่เคยได้ยินว่ามีหญิงพม่าพยายามหนีกลับประเทศ


คำพูดของเหลียงเชื่อถือได้หรือไม่?


ที่เมืองรุ่ยลี่ หมู่บ้านน้งเต่า (弄岛) มีการพบปะระหว่างชาวจีนและหญิงพม่าเป็นประจำ โดยที่คนในหมู่บ้านทำหน้าที่เป็นแม่สื่อพ่อสื่อ และบ้านหลังธรรมดาก็กลายเป็นสถานที่ “นัดบอด” (相亲) บางครั้งมีหญิงสาวเดินทางมาให้เลือกราวกับเวทีประกวดความงามเลยทีเดียว จากหมู่บ้านน้งเต่าไล่ไปตามหมู่บ้านริมตะเข็บชายแดนกว่าสามสิบหมู่บ้าน ทุกหมู่บ้านต่างก็เคยเข้าร่วมธุรกิจเช่นนี้ หญิงสาวชาวพม่ามาจากหลากหลายพื้นที่ ซึ่งพวกเธอจะใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์เพื่อพบชายจีน หลังจากนั้นชายจีนอาจจะไปพม่าเพื่อพบปะพ่อแม่ของเจ้าสาวใหม่และถ่ายรูปแต่งงาน หลังจากนั้นจึงเดินทางกลับจีน เนื่องจากพวกเขาไม่มีทะเบียนสมรส การถ่ายรูปแต่งงานทั้งจากฝั่งพม่าหรือฝั่งจีนจึงถือว่าเป็นสัญญาการแต่งงานอย่างหนึ่ง


ในฝั่งของเจ้าสาว บางคนมาจากชนกลุ่มน้อยที่มีความขัดแย้งกับรัฐบาลพม่าและเต็มใจที่จะแต่งงานกับชายจีนเพื่อหนีความรุนแรง แฮมเบิน (Hamben) หญิงสาวจากรัฐฉานแต่งงานกับชายชาวจีนและอาศัยอยู่ในเมืองจีนแล้วยี่สิบกว่าปี เพราะความขัดแย้งที่ต่อเนื่องไม่สิ้นสุดแฮมเบินจึงถือว่าหยุนหนานเป็นดั่งสวรรค์ นอกจากห่างจากพม่าไม่ไกลแล้ว คนที่นี่ยังพูดภาษาที่คล้ายกับภาษาถิ่นของเธออีกด้วย ถึงแม้ในหลายปีมานี้ จะมีผู้หญิงพม่าแต่งงานกับชาวจีนเหมือนเธอ แต่ก็ใช่ว่าชีวิตของเธอจะสงบสุข เพราะแม้ว่าการแต่งงานของพวกเขาจะเป็นที่รับรู้ แต่หญิงพม่าก็ไม่ได้รับสถานะพลเมืองของประเทศจีน ทำให้เธอมีสิทธิไม่เท่าเทียมกับสามีและลูกของเธอ ส่วน ฮั่นเซวีย ( 喊雪) หญิงพม่าผู้แต่งงานกับสามีชาวจีน เฉินเซี่ยวอู่ (陈孝武) จากมณฑลฟูเจี้ยนกล่าวว่า ถึงแม้ตอนแรกจะร้องไห้คิดถึงบ้าน แต่ที่จีนมีทั้งน้ำ ทั้งไฟ มีทีวี มีโทรศัพท์ ซึ่งเป็นสิ่งที่หมู่บ้านของเธอไม่มีเธอก็ดีใจแล้ว และถึงแม้ว่าเธอจะไม่มีสิทธิพลเมืองเท่าสามีและลูกสาวสองคนของเธอ แต่เธอก็มีความสุขเพราะสามีขยันทำงานและรักลูกมาก


ในกรณีของแฮมเบินและฮั่นเซี่ยวถือเป็นเรื่องที่โชคดี แต่ความต้องการเจ้าสาวพม่าของชายจีนบ่อยครั้งนำไปสู่ปัญหาการค้ามนุษย์


หากค้นหาคำว่า “เจ้าสาวพม่าราคาเท่าไร?” (缅甸新娘多少钱?) ในไป๋ตู้ (百度) เว็บไซต์เซิร์ชเอนจิ้นที่ใหญ่ที่สุดของจีนจะพบหัวข้อสนทนาของชาวจีนเกี่ยวกับการหาเจ้าสาวพม่ารวมถึงชาวสาวจากลาว เวียดนาม และประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ว่าจะเป็นการถามถึง ราคา สถานที่ หรือนายหน้า และยังมีบทความแนะนำการอยู่ร่วมกันกับชาวพม่าซึ่งมีความต่างวัฒนธรรมอีกด้วย นายอี้ (衣) หนึ่งในชายจีนซึ่งมีภรรยาเป็นชาวพม่ากล่าวว่า “ผู้หญิงจีนราคาแพงไป พวกเรา (ชายหยุนหนานหรือพื้นที่หุบเขาอื่นๆ) ไปซื้อที่พม่าถูกกว่าเยอะ” จากสถิติปี 2017 หากชายชนบทวางแผนแต่งงาน จะต้องเตรียมสินสอดอย่างต่ำประมาณ 10,000 หยวน แต่สำหรับเจ้าสาวพม่าพวกเขาต้องเตรียมเงินเพียง 5,000 หยวน หรืออาจมากกว่านั้นเพียงเล็กน้อย ชายชาวจีนบางคนถึงกับลงทุนเดินทางไปพม่าเพื่อมองหาเจ้าสาวด้วยตัวเอง การขาดความเข้าใจในประเทศพม่า เช่น ความเชื่อที่ว่าหญิงพม่าเป็นฝ่ายทำงาน ส่วนผู้ชายเก็บเงิน เหล่านี้ทำให้เกิดกรณีความขัดแย้งระหว่างชายจีนและครอบครัวของหญิงพม่า ครั้งหนึ่ง หนุ่มจากมณฑลเจียงซูถูกตำรวจพม่าจับในปี 2018 เพราะครอบครัวของหญิงสาวไม่พอใจราคาสินสอดที่ได้ และยังมีชายจีนถูกข้อหาหลอกลวงผู้เยาว์เพราะครอบครัวหญิงพม่าหลอกว่าหญิงสาวอายุ 18 แล้ว ทั้งที่จริงอายุเพียง 16 ปี เป็นต้น ข้อหาเหล่านี้อาจทำให้ชายชาวจีนถูกจับคุกในพม่ามากกว่า 10 ปี


ในกรณีที่เจ้าสาวมาจากการค้ามนุษย์ ราคา “สินสอด” ที่ต้องจ่ายสูงกว่าปกติมาก จากรายงานของ Human Right Watch ปี 2019 ชี้ว่าหญิงที่ถูกลักพาตัวไปขายเป็น “เจ้าสาว” ในจีนจะถูกกักขังโดยครอบครัวของชายชาวจีนและถูกข่มขืนครั้งแล้วครั้งเล่า ผู้หนีรอดมาได้ส่วนใหญ่แล้วจะถูกบังคับให้ทิ้งลูกที่เกิดกับชายจีนไว้กับพ่อชาวจีน ในปี 2017 มีรายงานว่ามีหญิงพม่าถูกขายเป็นภรรยาชาวจีนทั้งหมด 226 คน แต่ตัวเลขน่าจะสูงกว่านั้นเพราะเหยื่อส่วนใหญ่กลัวที่จะร้องขอความช่วยเหลือและรู้สึกอับอายเกินกว่าจะเปิดเผยตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ทางการทั้งฝั่งจีนและพม่าไม่มีกฏหมายอย่างจริงจังในเรื่องนี้ ยิ่งทำให้เหยื่อไม่กล้าดำเนินการใดๆ จากการสัมภาษณ์เหยื่อ 37 คน พบว่าราคาของ “เจ้าสาว” เริ่มตั้งแต่ 3,000 ดอลลาร์ (20,800 หยวน) จนถึง 13,000 ดอลลาร์ (90,100 หยวน) ต่อคน มี 14 คนที่ถูกลักพาตัวตั้งแต่อายุก่อน 20 ปี อายุน้อยที่สุดคือ 14 ปี มีจำนวน 22 คนถูกกักขังมากกว่า 1 ปี ในการลักพาตัว หญิงสาวจะถูกวางยาและถูกกักขังภายในบ้านของชาวจีนที่เธอไม่สามารถจะสื่อสารได้


“พวกเธอจะถูกกักขังและถูกข่มขืนอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะท้อง” ฮีทเทอร์ บารร์ (Heather Barr) ผู้ดูแลสิทธิสตรีของฮิวแมนไรท์วอทช์ (Human Right Watch) กล่าว


หลายครั้งที่เหยื่อจะถูกหลอกว่าจะได้ทำงานดีๆ ในประเทศจีน อย่างน้อยก็ดีกว่าอยู่ในค่ายผู้อพยพ เนื่องจากในรัฐฉานมีชาวคะฉิ่นอพยพจำนวน 100,000 คน จากความขัดแย้งระหว่างกองทัพเอกราชคะฉิ่น (Kachin Independence Army) กับรัฐบาลพม่า เหมือนกับแฮมเบินและฮั่นเซวี่ย ผู้หญิงและเด็กจำนวนนับหมื่นต้องหนีออกจากพื้นที่ความขัดแย้งเข้าสู่รัฐข้างเคียงเช่นรัฐฉานและประเทศเพื่อนบ้าน เมื่อผู้ชายต้องเข้าสู่สนามรบ หญิงชาวคะฉิ่นจึงจำเป็นต้องเป็นเสาหลักแก่ครอบครัว การถูกหลอกไปค้าแรงงาน เป็นเจ้าสาว หรือเป็นโสเภณีในจีนจึงเกิดขึ้น ปกติแล้วนายหน้าจะเป็นคนใกล้ชิดหรือเครือญาติ ซึ่งความคุ้นเคยใกล้ชิดทำให้หญิงสาวเชื่อใจ ดั่งกรณีของ แซงมูน (Seng Moon) เหยื่อของการค้าเจ้าสาว ให้ข้อมูลว่าเมื่ออายุ 16 เธอหนีสงครามมาอาศัยในค่ายอพยพ ก่อนจะถูกพี่สะใภ้หลอกว่าจะพาไปเป็นแม่ครัวที่จีน ระหว่างที่อยู่ในรถ พี่สะใภ้ให้ยาแก่เธอโดยอ้างเป็นว่าเป็นยาแก้อาการเมารถ เมื่อเธอกินเข้าไปแล้วก็หลับไปทันที ก่อนที่จะตื่นขึ้นและพบว่าตัวเองถูกมัดมือมัดเท้า และถูกทิ้งให้อยู่กับครอบครัวชาวจีน


“ฉันถูกขังอยู่ในห้องนานเดือนสองเดือน ทุกครั้งที่ผู้ชายคนนั้นเอาอาหารมาให้ เขาจะข่มขืนฉันด้วย”


หลังจากเวลาผ่านไป เธอถูกบอกว่าเธอต้องแต่งงานกับชายจีนคนนั้นทั้งที่เขายังทารุณเธอเสมอ และเมื่อเธอให้กำเนิดลูกชาย ชายคนนั้นกล่าวกับเธอว่า


“ไม่มีใครจะหยุดเธอแล้ว เธออยากไปก็ไป แต่ต้องทิ้งลูกชายของฉันไว้ที่นี่”


หลังจากนั้นสองปี เธอถึงสามารถหนีออกมาได้พร้อมกับลูกชายของเธอ


เหยื่อจำนวนมากถูกบังคับให้ใช้แรงงานพร้อมๆ กับต้องให้กำเนิดทายาท จาแซงนู (Ja Seng Nu) ถูกบังคับให้ใช้แรงงานในไร่แตงโมไม่ห่างจากเซี่ยงไฮมากนัก นอกเหนือจากการกักขังและการข่มขืนอย่างต่อเนื่องจากลูกชายเจ้าของไร่เนื่องจากครอบครัวนี้ต้องการทายาทให้เร็วที่สุด เธอยังต้องตื่นแต่เช้าเพื่อเตรียมกับข้าวให้กับคนทั้งครอบครัวและทำงานในไร่ทั้งวันอีกด้วย


สำหรับผู้ที่คิดหลบหนี อาจต้องเผชิญกับชะตากรรมที่ร้ายกว่าการทารุณปกติ ไม ไม ตซวาม (Mai Mai Tsawm) ซึ่งถูกลักพาตัวตั้งแต่อายุ 21 ปี ให้ข้อมูลว่าเธอเคยเห็นผู้หญิงคนหนึ่งพยายามหนี แต่ “สามี” ชาวจีนจับได้ เขาจัดการมัดคอและแขนของผู้หญิงคนนั้นกับมอเตอร์ไซค์แล้วลากเธอไปกับพื้นตลอดทาง ตซวามไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนั้นรอดชีวิตหรือไม่


บางกรณี ถึงแม้จะขอความช่วยเหลือจากตำรวจ แต่ตำรวจท้องถิ่นก็เลือกที่จะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นและรับสินบนแทน


นัง แซง จา (Nang Seng Ja) ถูกญาติของเธอหลอกไปขายให้แก่ครอบครัวคนจีน และเมื่อเธอหนีออกมาและแจ้งตำรวจ ตำรวจเรียกสินบน 5,000 หยวนจากครอบครัวนั้นและส่งเธอกลับคืน หลังจากถูกขังอยู่ 14 เดือน ลูกพี่ลูกน้องคนหนึ่งของเธอโกรธที่ได้ส่วนแบ่งจากการขายตัวเธอน้อยเกินไปจึงบอกพ่อแม่ของนังว่าเธออยู่ไหน ครอบครัวของนังต้องขายทรัพย์สินเกือบทั้งหมดเพื่อจ้างให้เหยื่อผู้รอดชีวิตอีกคนพาเธอออกมา


ถ้าเหยื่อสามารถกลับมาพม่าได้ พวกเธอก็จะเผชิญกับอาการบาดเจ็บทางจิตใจและเผชิญกับการประณามทางสังคม


“เหยื่อส่วนใหญ่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เลวร้าย เมื่อพวกเขากลับมา พวกเขาจะทำตัวแตกแยกกับพวกเรา พวกเขาแค่มองดูหรือเหลือบมองแตไม่พูดคุยกับใคร พวกเขาไม่กล้าที่จะออกจากบ้านเพราะรู้สึกผิดที่ถูกขาย”


ตัวแทนจากกลุ่มช่วยเหลือเพื่อหญิงชาวคะฉิ่น (Kachin Women’s Association) กล่าว บางครอบครัวมีความสุขมากที่เหยื่อสามารถกลับบ้าน แต่คนในชุมชนรวมถึงบางคนในครอบครัวเองมีการกล่าวโทษและตัดสินผู้หญิงเหล่านี้ ในสังคมคะฉิ่น ผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์กับชายที่ไม่ใช่สามีจะถูกประณาม สามีของเหยื่อผู้หนึ่งกล่าวกับเหยื่อว่า “เธอต้องไม่บอกใครว่าเธอถูกลักพาตัว คนอื่นจะดูถูกเหยียดหยามเธอ” ด้วยเหตุนี้ หญิงบางคนจำเป็นต้องออกจากชุมชนและบางคนก็เลือกที่อยู่ในจีนต่อไป


การแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ถูกละเลยทั้งจากฝั่งจีนและฝั่งพม่า รัฐบาลพม่าให้ที่พักเบื้องต้นเพียงไม่กี่วัน มีการตรวจร่างกาย และออกบัตรประชาชนใหม่พร้อมกับเงินช่วยเหลือที่น้อยนิด แน่นอนว่ามีองค์กรอิสระที่คอยช่วยเหลือเหยื่อนี้ แต่องค์กรเหล่านี้ก็แทบไม่มีเงินทุน แม้ว่าการค้ามนุษย์จะผิดกฏหมายทั้งในจีนและพม่า แต่ตำรวจก็มักไม่ให้ความสนใจมากนัก และบางครั้งก็เข้าร่วมขบวนการด้วย มีหลายครอบครัวที่ไปแจ้งความครั้งแล้วครั้งเล่าแต่ก็ถูกเมินเฉย ส่วนตำรวจจีนก็ถือว่าเหยื่อชาวพม่าเป็นผู้กระทำผิดกฏหมายอพยพ บารร์กล่าวว่า เคยได้ยินว่าตำรวจจีนเรียกเงิน 800 ดอลลาร์ (5,500 หยวน) จากครอบครัวของเหยื่อก่อนจะส่งเหยื่อคืนให้ หามีการจับกุมเกิดขึ้น ผู้ถูกจับก็มักเป็นแค่นายหน้าในพม่า ส่วนเครื่อข่ายการค้ามนุษย์เช่นนี้ก็ยังคงมีต่อไปในจีน ตำรวจพม่า ตำรวจจีน และ องค์กรเพื่ออิสรภาพชาวคะฉิ่น ( Kachin Independence Organization ) แทบไม่มีความร่วมมือใดๆในการทลายเครือข่ายค้ามนุษย์เหล่านี้


สงครามและความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลพม่าและชนกลุ่มน้อย รวมถึงความต้องการผู้หญิงในประเทศจีนก่อให้เกิดปัญหาที่ไม่สิ้นสุด และไม่มีใครรู้ได้ว่าปัญหานี้จะถูกแก้ไขเมื่อไร



เรียบเรียงจาก

http://m.mfqqx.com/news/2016/0727/286726_2.html

http://share.iclient.ifeng.com/shareNews?aid=37148762&fromType=vampire

http://baijiahao.baidu.com/s?id=1555789550811999&wfr=spider&for=pc&isFailFlag=1

http://baijiahao.baidu.com/s?id=1612042780501201875&wfr=spider&for=pc&isFailFlag=1

http://www.baidu.com/ala/c/www.360doc.cn/mip/806610853.html

http://m.baidu.com/sf_baijiahao/s?id=1635846278648658124&wfr=spider&for=pc

http://m.sohu.com/a/202590164_656148

http://mip.eastlady.cn/news/minsheng/n191039.html

https://nypost.com/2019/03/21/myanmar-women-are-being-sold-as-brides-into-sexual-slavery-in-china/

https://www.hrw.org/news/2019/03/21/myanmar-women-girls-trafficked-brides-china

https://www.hrw.org/report/2019/03/21/give-us-baby-and-well-let-you-go/trafficking-kachin-brides-myanmar-china

https://www.hrw.org/news/2019/03/21/interview-why-brides-myanmar-are-trafficked-china

https://www.hrw.org/news/2019/03/21/its-booming-business-trafficking-myanmar-brides-china

https://www.mmtimes.com/news/myanmar-and-chinas-bride-trafficking-problem.html


352 views

© 2019 by Mekong Studies Center