• Mekong Chula

เรื่องเล่าจากภาคสนาม: พุทธ-มุสลิมในพม่า ความกลัวที่ถูกซุกซ่อนใต้พรม

Updated: Dec 25, 2018

อรรคณัฐ วันทนะสมบัติ:


ภาพปัจจุบันของร้านทองซึ่่งเป็นชนวนเหตุให้เกิดการจราจลในมิถิลาในปี 2013

ผมเดินอยู่ในชุมชน Chan Aye Thar Yar ชุมชนแห่งนี้ตั้งอยู่ในเมืองมิถิลาเป็นเมืองที่อยู่ใจกลางประเทศพม่า ชุมชน Chan Aye Thar Yar แห่งนี้ถูกขึ้นมาใหม่จากเถ้าธุลีแห่งความขัดแย้งของชาวพุทธและมุสลิมในปี 2013 ความขัดแย้งในครั้งนั้นนำไปสู่ความเสียหายและสูญเสีย เมื่อชุมชนทั้งชุมชนถูกเผาราบพนาสูรและประชาชนทั้งสองศาสนาที่อาศัยอยู่ในชุมชนแห่งนี้กว่าหมื่นคน ต้องอพยพไปอยู่ในค่ายย้ายถิ่นภายใน (Internally Displaced People Camp –IDP Camp)


เป็นเวลาหลายปีกว่าที่คนในชุมชนจะได้รับอนุญาตจากทางการพม่าให้ย้ายกลับมายังชุมชนที่สร้างขึ้นมาใหม่แห่งนี้ แม้ผู้คนที่ผมได้พบดูยิ้มแย้มแจ่มใส แต่ผมยังคงสัมผัสได้ถึงความทุกข์และความกังวลผ่านเรื่องเล่าในบทสนทนาของเราระหว่างที่ผมอยู่ในพื้นที่


เหตุการณ์ที่เมืองมิถิลาในปี 2013 เริ่มจากเหตุทะเลาะกันในร้านทองซึ่งมีเจ้าของเป็นชาวมุสลิม เมื่อมีลูกค้าชาวพุทธนำต่างหูทองมาขายให้ทางร้าน เจ้าของร้านตรวจสอบต่างหูทองและเกิดความเสียหายขึ้น แต่ตกลงเรื่องความรับผิดชอบกันไม่ได้ เจ้าของร้านบันดาลโทสะเอาไม้กวาดไล่ตีลูกค้าออกมาจากร้าน ลูกค้าชาวพุทธไม่พอใจจึงไปพาคนมาทำลายร้านทองและบานปลายเป็นเหตุจลาจล ต่อมาในตอนเย็นวันเดียวกันนั้นชาวมุสลิมดึงเอาตัวพระสงฆ์ที่ซ้อนมอเตอร์ไซค์ผ่านหน้ามัสยิดแห่งหนึ่ง ลงไปทำร้ายจนเสียชีวิต ชาวพุทธจึงตอบโต้ด้วยการบุกไปเผามัสยิดทุกแห่งในเมือง และทำร้ายเด็กนักเรียนมุสลิมที่กำลังเรียนศาสนาในมัสยิดแห่งหนึ่งจนเสียชีวิตไปอีก 22 ศพ ท้ายที่สุดจึงเกิดการจลาจลไปทั้งเมือง ชาวพุทธสุดโต่งจากเมืองใกล้เคียงทราบข่าวจึงเดินทางเข้ามาผสมโรงก่อเหตุ ทำให้มีผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 44 ศพ บ้านเรือน ตลาดและศาสนสถานถูกเผา ประชาชนทั้งชาวพุทธและมุสลิมหลายหมื่นคนต้องไร้ที่อยู่อาศัย (ใครอยากทราบว่าเหตุการณ์เลวร้ายขนาดไหนลองกูเกิ้ล Meiktila riot ดูนะครับ) 


ชุมชน Chan Aye Thar Yar ในเมืองมิถิลา ที่ทางการสร้างขึ้นมาใหม่จากเดิมที่ถูกเผาจนไม่เหลือ

ผมสนใจว่าเมื่อผ่านไป 5 ปี ทางการพม่าได้สร้างชุมชนที่ถูกเผาขึ้นมาใหม่ในพื้นที่เดิม และย้ายประชาชนจาก IDP Camp กลับมาอยู่ร่วมกันอีกครั้ง พวกเขาเหล่านั้นจะมีวิธีจัดการกับความทรงจำที่โหดร้ายที่เคยมีร่วมกันอย่างไร


คลื่นระลอกใหม่ของความรุนแรงระหว่าง พุทธ-มุสลิม


ในอดีตความรุนแรงเกิดขึ้นหลายครั้งแม้จะไม่ชัดเจนว่าเป็นเรื่องความแตกต่างทางศาสนา เช่น เหตุจลาจลระหว่างคนงานท่าเรือชาวพม่าและคนงานอินเดียซึ่งส่วนมากเป็นมุสลิมซึ่งเกิดขึ้นในวันที่ 26 พฤษภาคม ปี 1930 รู้จักกันในนาม the first Indo-Burmese riot ตลอดสี่วันของการจลาจลส่งผลให้มีคนงานอินเดียเสียชีวิต 250 คน คนงานพม่าจำนวนหนึ่ง และมีผู้บาดเจ็บราว 2500 คน เหตุการณ์สงบเมื่อพระสงฆ์ที่เป็นที่เคารพหลายรูปจากหลายวัดเสนอตัวเป็นผู้ไกล่เกลี่ย เหตุการณ์นี้ยังเป็นส่วนหนึ่งในจุดเริ่มต้นของขบวนการชาตินิยมและการเมืองในพม่าที่รู้จักในนาม “ตะขิ่น” (Thakins Movement) [1] หลังจากนั้นก็ยังมีเหตุจลาจลอีกหลายครั้ง เหตุการณ์ที่มักถูกกล่าวถึง อาทิ การจลาจลระหว่างคนพม่าและคนจีนในย่างกุ้ง หรือ Sino-Burmese riot ในเดือนพฤศจิกายน 1930


หลังจากนั้นมีการจลาจลที่ดูเหมือนจะมีสาเหตุจากศาสนาเกิดขึ้น คือการจลาจลในปี 1938 สาเหตุจากความไม่พอใจของชาวพุทธที่มีต่อข้อความในหนังสือที่เขียนพาดพิงพระพุทธเจ้าโดยมุสลิมเชื้อสายพม่าทำให้เกิดการประท้วงขยายวงกว้าง จนกลายเป็นการปะทะกันระหว่างผู้ประท้วงและเจ้าหน้าที่ตำรวจอาณานิคม มีผู้เสียชีวิต 60 คน บาดเจ็บนับร้อย


หลังพม่าได้รับเอกราชจากอังกฤษ ในรัฐยะไข่มีขบวนการมูจาฮิดโดยมุสลิมในรัฐยะไข่ที่ต้องการแยกตัวออกจากพม่าเป็นรัฐอิสลามตามแบบปากีสถานตะวันออกและปากีสถานตะวันตกที่แยกออกจากอินเดีย แต่รัฐบาลไม่ยินยอมและส่งกองกำลังเข้ามาปราบปราม


สำหรับพม่าในยุคหลัง แม้จะเกิดเหตุจลาจลเกิดขึ้นหลายครั้งในห้วงหลายสิบปีที่ผ่านมา แต่โดยมากก็จะเป็นความรุนแรงที่มีสาเหตุจากการลุกฮือของประชาชนต่อสู้กับรัฐบาล อาทิ การต่อต้านรัฐประหารของประชาชนและนักศึกษาหลังรัฐประหารปี 1962 กรณีประท้วงการจัดงานศพของ อู ถั่น อดีตเลขาธิการสหประชาชาติในปี 1974 การลุกฮือของนักศึกษาและประชาชนต่อต้านรัฐบาลทหารในปี 1988 หรือที่รู้จักกันในนาม เหตุการณ์ “8888” และการประท้วงของพระสงฆ์ “Saffron Revolution” ในปี 2007 แต่ไม่ปรากฎว่ามีความเหตุจลาจลระหว่างประชาชนอันมีเหตุมาจากเรื่องศาสนาอย่างชัดเจน


อย่างไรก็ตามหลังปี 2012 กลับมีเหตุจลาจลระหว่างประชาชนชาวพุทธและมุสลิมเกิดขึ้นหลายครั้ง รวมทั้งความรุนแรงในเมืองมิถิลาที่ค่อนข้างชัดเจนว่าเป็นผลสืบเนื่องจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกี่ยวเนื่องกับกรณี “โรฮิงยา” ในรัฐยะไข่ เมื่อปี 2012 และความเคลื่อนไหวต่อต้านมุสลิมในนาม “969” ที่นำไปสู่การก่อตัวขององค์กรพุทธสุดโต่ง MaBaTha ที่ออกมาเคลื่อนไหวประเด็นทางการเมืองไปในแนวทางที่สอดคล้องกับพรรค USDP ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนของกองทัพ


การจลาจลในรัฐยะไข่ ปี 2012


28 พฤษภาคม 2012 ผู้หญิงชาวยะไข่ในเมืองแรมรี (Ramri) ซึ่งเป็นชาวพุทธ ถูกผู้ชาย 3 คนรุมข่มขืนและทำร้ายจนเสียชีวิต สื่อของรัฐรายงานข่าวโดยพาดพิงถึงผู้กระทำความผิดว่าเป็น “กุลา” ซึ่งเป็นคำในเชิงดูถูกที่คนพม่าใช้เมื่อต้องการหมายถึงคนที่มีเชื้อสายอินเดีย ต่อมาสื่อมวลชนทั้งของรัฐและเอกชนรวมทั้งโซเชียลมีเดียได้กระพือข่าวว่าผู้ต้องหาที่ก่อเหตุเป็น “มุสลิมเบงกาลี” ซึ่งเป็นคำที่คนพม่าทั่วไปใช้อ้างถึง “โรฮิงยา” เนื่องจากคนพม่าทั่วไปปฏิเสธการมีอยู่ของโรฮิงยาและปฏิเสธการใช้คำว่า “โรฮิงยา” สื่อต่าง ๆ ยังได้ลงภาพเหยื่ออย่างโจ่งแจ้ง ทำให้ผู้ที่ได้เห็นเกิดความโกรธแค้นผู้ที่กระทำความผิดและเลยเถิดไปจนถึงความโกรธแค้น “มุสลิมเบงกาลี” ด้วย


ไม่กี่วันต่อมา ในวันที่ 3 มิถุนายน 2012 ในเมือง ตองโก๊ก (Taungop) ซึ่งอยู่ห่างออกไปราว 140 กิโลเมตร ชาวพุทธยะไข่ได้ทำการแก้แค้นด้วยการหยุดรถบัสที่มีชาวมุสลิมที่เดินทางแสวงบุญและทำร้ายชาวมุสลิมจนมีผู้เสียชีวิต 9 คน เป็นอีกครั้งที่โซเชียลมีเดียมีบทบาทต่อการขยายตัวของความขัดแย้งเมื่อมีผู้ส่งต่อรูปของเหยื่อผู้เสียชีวิต ทำให้ชาวมุสลิมและชาวพุทธจำนวนมากโกรธแค้นซึ่งกันและกัน

วันที่ 8 มิถุนายน 2012 ที่เมือง เมืองดอว์ (Maungdaw) ซึ่งเป็นหนึ่งในสามเมืองที่มีชาวโรฮิงยาอาศัยอยู่มากที่สุด ภายหลังการละหมาดใหญ่ช่วงบ่ายวันศุกร์ชาวโรฮิงยารวมตัวกันก่อจลาจลเนื่องจากไม่พอใจชาวพุทธที่ก่อเหตุสังหารผู้แสวงบุญที่ตองโก๊กจนทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก


เหตุการณ์ได้ขยายไปสู่การจลาจลในวันต่อมาที่เมือง ซิตเตว่ (Sittwe) ซึ่งเป็นเมืองหลวงของยะไข่ ตามรายงานของทางการชาวพุทธและมุสลิมเสียชีวิตจากเหตุจลาจลดังกล่าว 192 คน บ้าน 8,600 หลังคาเรือนถูกเผา มัสยิด 32 แห่ง และ วัด 22 แห่ง ถูกทำลาย สถานที่ราชการ ตลาด ถูกเผา จนทำให้ประชาชนกว่าแสนคนไม่มีที่อยู่อาศัย รัฐบาลต้องตั้ง IDP Camp และย้ายประชาชนไปอยู่ในนั้น รัฐบาลพม่าประกาศกฎอัยการศึกส่งกองทัพเข้าควบคุมสถานการณ์


ลำดับเหตุการณ์ความรุนแรงในรัฐยะไข่เมื่อปี 2012 โดย Human Right Watch

ความเคลื่อนไหว “969”


ในห้วงเวลานี้เอง พระวิระธู ซึ่งเพิ่งได้รับการอภัยโทษเมื่อปี 2012 จากข้อหาสร้างความเกลียดชังต่อชาวมุสลิมในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ต่อเนื่องต้นทศวรรษ 2000 ได้เริ่มต้นความเคลื่อนไหวอีกครั้งภายใต้วาทะกรรมการ “ปกป้อง” พระพุทธศาสนา จนเกิดความเคลื่อนไหวต่อต้านมุสลิมไปทั่วทั้งประเทศ มีการคว่ำบาตรชาวมุสลิมและธุรกิจของชาวมุสลิม โดยการติดเครื่องหมาย 969 โดยร้านค้าที่มีชาวพุทธเป็นเจ้าของ และผู้ที่เข้าร่วมการเคลื่อนไหวดังกล่าวจะไม่ซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าที่ไม่มีเครื่องหมายดังกล่าว เครื่องหมาย 969 หมายถึงพุทธคุณ 9 ประการ ธรรมคุณ 6 ประการ สังฆคุณ 9 ประการ ซึ่งชาวพุทธเถรวาทยึดถือ (เราอาจจะคุ้นกับบทสวดบูชาพุทธคุณที่เริ่มต้นด้วย อิปิติโส ภควา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะ… บทสวดบูชาพระธรรมคุณที่เริ่มต้นด้วย สะวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สัณทิฏฐิโก... และบทสวดบูชาพระสังฆคุณที่ขึ้นต้นด้วย สุปะฎิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อุชุป... ซึ่งถ้าเข้าใจภาษาบาลีในบทสวดจะนับพุทธคุณ ธรรมคุณ และสังฆคุณ ได้ 9 6 9 ตามลำดับ)


มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า 969 น่าจะถูกใช้เป็นเครื่องหมายที่ต่อต้านตัวเลข “786” ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่ชาวมุสลิมจากเอเชียใต้ ที่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องหมายแสดงถึงศาสนาอิสลาม มีที่มาจากประโยค "บิสมิลลาฮิรฺ เราะฮฺมานิรฺ รอฮีม" (ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตาเสมอ) ซึ่งเป็นประโยคสรรเสริญพระเจ้าในภาษาอารบิค เมื่อแปลงประโยคดังกล่าวในระบบตัวเลขอับญัดซึ่งเป็นระบบตัวเลขที่มีมาก่อนตัวเลขอารบิกแล้วนำตัวเลขมารวมกันจะได้พลรวมเป็นตัวเลข “786” ประโยค "บิสมิลลาฮิรฺ เราะฮฺมานิรฺ รอฮีม" เป็นประโยคสำคัญสำหรับมุสลิม เป็นประโยคที่ใช้สรรเสริญพระเจ้าจะเห็นได้จากในคัมภีร์อัลกุรอ่าน ก่อนที่จะเริ่มเนื้อหาในทุกบทก็มีการกล่าวประโยคนี้ ตัวเลข 786 จึงเปรียบได้กับตัวเลขศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิมซึ่งจะพบเห็นได้ทั่วไปในเอเชียใต้รวมทั้งในพม่า ร้านค้าที่มีชาวมุสลิมเป็นเจ้าของมักจะประดับด้วยสัญลักษณ์ตัวเลขดังกล่าว


ชาวพุทธสุดโต่งที่ตื่นกลัวมุสลิมในพม่ายังเชื่อว่า ผลบวกของตัวเลข 786 คือ 21 ( 7+8+6 = 21) มีความหมายว่าอิสลามต้องการจะครองโลกให้ได้ภายในศตวรรษที่ 21 [2] หนึ่งในวิธีการครองโลกก็คือการแต่งงานกับผู้หญิงต่างศาสนาเพื่อเปลี่ยนให้มาเป็นมุสลิม ด้วยเหตุนี้การเคลื่อนไหวของกลุ่มต่อต้านดังกล่าว จึงนำตัวเลขศักดิ์สิทธิ์ในทางพุทธศาสนาออกมาต่อกรกับตัวเลขศักดิ์สิทธิ์ของอิสลาม รณรงค์ไม่สนับสนุนธุรกิจของมุสลิม สนับสนุนเฉพาะธุรกิจของชาวพุทธที่ติดเครื่องหมาย 969 เท่านั้นและมีความพยายามพลักดันกฎหมายห้ามไม่ให้ผู้หญิงพุทธแต่งงานกับผู้ชายมุสลิม


สติ๊กเกอร์ 969 ยังคงพบเห็นได้ทั่วไปในพม่า

องค์กร MaBaTha


MaBaTha เป็นคำย่อของ aMyo-Batha-Thathana saungshaukye apwe ซึ่งแปลตรงตัวว่า องค์กรเพื่อการปกป้องเชื้อชาติและศาสนา น่าสนใจว่า ชื่อของ MaBaTha อย่างเป็นทางการในภาษาอังกฤษ คือ The Patriotic Association of Myanmar ซึ่งแปลว่า สมาคมผู้รักชาติแห่งเมียนมา จึงมีความเป็นไปได้ 2 กรณี คือ องค์กรเชื่อว่าการปกป้องชาติและศาสนาคือการแสดงออกของการรักชาติ หรือองค์กรต้องการสร้างภาพลักษณ์ที่ปรากฏสู่ภายนอกที่ปราศจากคำว่าศาสนาและเชื้อชาติ ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกจับตามอง


ในปี 2013 มีการหารือของพระสงฆ์ที่เป็นแกนนำ และ MaBaTha ถูกก่อตั้งขึ้นในปี 2014 เป็นผลต่อเนื่องจากความเคลื่อนไหว 969 ซึ่งแน่นอนว่าพระวิระธูเป็นหนึ่งในแกนนำขององค์กรร่วมกับพระสงฆ์ที่มีชื่อเสียงในพม่าหลายรูป สำหรับวัตถุประสงค์ในการก่อตั้ง MaBaTha อ้างว่าเป็นองค์กรที่ปกป้องและส่งเสริมพระพุทธศาสนาจากภัยคุกคามทั้งในและนอกประเทศ ทว่ากิจกรรมหลักขององค์กรแทบไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับหลักการหรือคำสอนทางพุทธศาสนา แต่เป็นกิจกรรมทางการเมืองแถบทั้งสิ้น จุดยืนทางการเมืองของ MaBaTha มีแนวโน้มที่จะสนับสนุนพรรค USDP ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าเป็นตัวแทนของกองทัพ ดังจะเห็นได้จากช่วงก่อนการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2015 พระสงฆ์ระดับแกนนำของ MaBaTha หลายรูปได้ทำการเทศนา เผยแพร่เนื้อหาผ่านโซเชียลมีเดียและ YouTube ในทางสนับสนุนพรรค USDP และแสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับ นาง ออง ซาน ซู จี และพรรค NLD ของเธออย่างชัดเจนหลายครั้ง รวมทั้งกล่าวหาว่าเธอไม่มีประสบการณ์ และจะทำให้ประเทศพม่าถูกมุสลิมกลืนกิน [3]


MaBaTha ผลักดันให้มีการลงชื่อ และเสนอใช้กฎหมายการแต่งงานของสตรีชาวพุทธ เช่น จะต้องมีการยื่นคำร้องต่อทางการ ห้ามการมีภรรยาหลายคน ซึ่งศาสนาอิสลามอนุญาตให้มีภรรยาได้ 4 คน ภรรยามีศิษย์ที่จะปฏิเสธการเปลี่ยนไปนับถือศาสนาของสามี สามารถประกอบศาสนกิจของชาวพุทธ และมีสิทธิในการมีพระพุทธรูปในบ้าน และอื่นๆ หากทำผิดกฎหมายมีทั้งโทษปรับและจำคุก (ร่างกฎหมายฉบับภาษาอังกฤษสามารถดาวโหลดได้ที่นี่) กฎหมายดังกล่าวผ่านสภาและมีผลบังคับใช้เมื่อปี 2015


วันนี้ที่มิถิลา – Negative Peace


ผ่านไป 5 ปี วันนี้ที่มิถิลาดูเหมือนสถานการณ์ทุกอย่างเข้าสู่ภาวะปกติ ทว่ามัสยิดที่เคยมีอยู่ 13 แห่ง ซึ่งถูกเผา และทางการสั่งปิดทั้งหมดเมื่อตอนเกิดเหตุความรุนแรงได้รับอนุญาตให้เปิดได้เพียง 4 แห่งเท่านั้น ร้านทองในตลาดที่เป็นสาเหตุแห่งการปะทะยังคงอยู่ในสภาพเดียวกับวันเกิดเหตุ


ผมมีโอกาสได้สัมภาษณ์ผู้คนจากหลายศาสนา หลังเหตุการณ์ดูเหมือนว่ามีความพยายามจากภาคประชาสังคมซึ่งโดยมากเป็นองค์กรทางศาสนาในการจัดกิจกรรมให้ผู้นำทางศาสนาและประชาชนได้มีโอกาสพบปะพูดคุย มีกิจกรรมสาธารณประโยชน์ร่วมกันมากขึ้นกว่าเดิม แต่ก็ยังทำได้ในวงจำกัดและกิจกรรมทุกประเภทต้องขออนุญาตจากทางการ


มัสยิดสิริมหามิงกลา ที่เกิดเหตุการณ์ทำร้ายพระสงฆ์ หลังจากนั้นชาวพุทธบุกเข้ามาเผาและยังคงถูกปิดจนทุกวันนี้

ผมมีโอกาสได้เดินพูดคุยกับประชาชนใน ชุมชน Chan Aye Thar Yar และพบว่าแม้ชาวพุทธและมุสลิมจะอยุ่ร่วมกันแต่ในความ “ร่วม” นั้นไม่ได้อยู่ปะปนกันตามธรรมชาติ แต่รัฐจัดให้แยกกันอยู่คนละโซน

ผมสนใจการจัดการความทรงจำมากเป็นพิเศษ เพราะมีความเชื่อมโยงกับการจัดการความขัดแย้ง จึงสอบถามประเด็นนี้กับทุกคนทุกกลุ่มที่มีโอกาสได้สนทนาแลกเปลี่ยน ผมพบว่าการจัดการความทรงจำของทุกคนที่นี่มีลักษณะคล้ายกันคือต้องการลืม คือการไม่พูดถึง ไม่มีการหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาพูดคุยกันว่าสาเหตุของความรุนแรงมีที่มาอย่างไร และหากเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้อีกจะมีวิธีการรับมืออย่างไร


เรื่องที่ทุกคนเชื่อตรงกันก็คือในวันที่เกิดเหตุการณ์นั้น มีผู้ไม่หวังดีจากต่างถิ่นเป็นชาวพุทธสุดโต่งต่างเมืองที่ได้ทราบข่าวจากสื่อโดยเฉพาะโซเชียลมีเดีย แล้วเดินทางเข้ามาเพื่อปลุกเร้าและเป็นผู้ก่อเหตุ ทุกคนเชื่อว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องการเมือง มีผู้อยู่เบื้องหลังต้องการให้เกิดความรุนแรงเพราะหวังผลทางการเมืองบางประการ


ผู้เขียนขณะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเยาวชน

ผมสนใจกลุ่มเยาวชนเป็นพิเศษและมีโอกาสได้แลกเปลี่ยนกับเยาวชน น่าสนใจว่าเยาวชนที่นับถือศาสนาพุทธจะเริ่มเรื่องด้วยการที่พระสงฆ์ถูกลากจากรถมอเตอร์ไซค์เข้าไปทำร้ายจนเสียชีวิตในมัสยิด และไม่กล่าวถึงเหตุการณ์หลังจากนั้นที่ชาวพุทธบุกเข้าไปในโรงเรียนสอนศาสนาในมัสยิดทำร้ายและเผาเด็กมุสลิมจนเสียชีวิตไป 22 ศพ


เยาวชนคนหนึ่งพูดถึงเหตุการณ์โดยแทนชาวพุทธว่า “คนพม่า” และแทนคนมุสลิมว่า “พวกเขา” ผมจึงถามเขาหลังจากนั้นว่าที่เรียกชาวพุทธว่า “คนพม่า” นั้น เขาคิดจริง ๆ ใช่ไหมว่า การเป็นคนพม่า คือการต้องนับถือศาสนาพุทธด้วย เขาตอบว่า “ใช่”


ผมไม่แน่ใจว่า การจัดการความขัดแย้งด้วยการเลือกที่จะลืม ไม่พูดถึงความทรงจำอันเจ็บปวด จะเป็นทางเลือกที่ดีในการแก้ไขปัญหาหรือไม่ ผมกลับคิดว่า การพูดถึงความทรงจำที่เลวร้ายอย่างตรงไปตรงมา เรียนรู้ร่วมกัน ยอมรับความผิดพลาดในอดีต และมองไปข้างหน้าโดยไม่ลืมอดีต เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ ในท้ายที่สุด ผมถามทุกคนอย่างตรงไปตรงมาว่า เขาคิดว่าเหตุการณ์แบบนี้มีโอกาสเกิดขึ้นอีกหรือไม่ หลายคนพยักหน้า


และเมื่อมองลึกเข้าไปในดวงตาพวกเขา ผมก็สัมผัสได้ถึงความกลัว



อ้างอิง


[1] Khin Yi. (1988). The Dobama Movement in Burma (1930-1938). Cornell Southeast Asia Program. New York.

[2] Bookbinde, A. (2013). 969: The Strange Numerological Basis for Burma's Religious Violence. The Atlantic. 9 April 2013. Retrieved 10 December 2018.

[3] Klinken, G.V. and Su Mon Thazin Aung. (2017). The Contentious Politics of Anti-Muslim Scapegoating in Myanmar. Journal of Contemporary Asia, Volume 47, issue 3. Routledge. London.

542 views

© 2019 by Mekong Studies Center