• Mekong Chula

สวัสดียามเช้าบรูไน (2)

วัชรินทร์ ยงศิริ:


ร้านอาหารในตลาด Gadong Night Market (วัชรินทร์ ยงศิริ, ธันวาคม 2561)

อาหารการกินในบรูไน


ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่าปัจจุบันไม่ใช่เรื่องยากสำหรับการหาอาหารรับประทานในการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศมุสลิมอีกต่อไป เพราะมีร้านอาหารสากลเข้ามาเปิดบริการมากมายหลายยี่ห้อ ได้แก่ ร้านอาหารประเภทจานด่วน (fast food) และอาหารเอเชียประเภท Hot pot หรือ Shabu Shabu ให้เลือกรับประทาน นอกจากนี้ยังมีร้านอาหารจีน


คณะทัวร์ของผู้เขียนจัดให้รับประทานอาหารเย็นมื้อแรกเป็นอาหาร Shabu Shabu ซึ่งมีให้เลือกเนื้อไก่และเนื้อวัว ซึ่งสังเกตจากถาดอาหารที่จัดมาเสริฟมีเนื้อหลักที่เลือกแล้วจะมีอาหารทะเลเป็นกุ้งและหอยแถมมาอย่างละ 2 ตัว และมีผักเพียงไม่กี่ชิด ได้แก่ ผักกวางตุ้ง กะหล่ำปลี ข้าวโพด เห็ดหอม 1 ดอกผ่าซีก และเห็ดเข็มเงินหนึ่งหยิบมือประมาณ 10 ต้น และมาเสริฟแถมเป็นผักต้นเล็ก ๆ ประเภทผักกาดเขียว ผู้เขียนขณะกินอาหารไปก็นึกถึงผักสดเมืองหนาวของไทย จึงมีข้อเสนอแนะว่า ประเทศไทยมีโอกาสในการส่งออกผักและผลไม้ไปยังบรูไนอีกมาก (ผู้เขียนไม่มีความรู้ว่าผักและผลไม้จะต้องเกี่ยวกับอาหารฮาลาลหรือไม่) เนื่องจากบรูไนมีพื้นที่เพาะปลูกน้อยและแรงงานเกษตรกรรมก็มีน้อย ขณะที่เปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นและหวังให้เพิ่มขึ้นในอนาคต จึงทำให้ผลผลิตพวกพืชผักไม่เพียงพอที่จะรองรับกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาบริโภค ตามปกติผลผลิตการเกษตรภายในประเทศเพียงพอกับจำนวนประชากรซึ่งมีจำนวนน้อยอยู่แล้ว ผู้เขียนคิดว่าน่าจะเป็นโอกาสของไทยให้ผู้ประกอบการส่งออกเข้ามาสำรวจหาตลาดผักสดผลไม้ที่บรูไน เพื่อมาช่วยเสริมในเวลาอันรวดเร็วให้พืชผักมีเพียงพอกับความต้องการของตลอดผู้บริโภคในบรูไน


สิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการไทยต้องไม่ลืม คือ รัฐบาลบรูไนเข้มงวดมากในการตรวจอาหารที่จะนำเข้าประเทศ เพราะฉะนั้นต้องเป็นผักปลอดสารพิษ ทำให้นึกถึงพืชผักเมืองหนาวนานาชาติที่ผลิตภายใต้โครงการหลวงในภาคเหนือของไทย ซึ่งมีมาตรฐานการผลิตที่น่าเชื่อถือได้ และต้องคัดสินค้าคุณภาพดีระดับเกรด A ส่งออกไปบรูไน เนื่องด้วยประชาชนส่วนใหญ่ของบรูไนมีฐานะเศรษฐกิจการเงินระดับดีจึงนิยมสินค้าที่มีคุณภาพ


สำหรับอาหารประเภทเนื้อสัตว์ ข้อมูลที่ผู้เขียนค้นคว้ามาพบว่า บรูไนมีกฎข้อบังคับในการนำเข้าสินค้าเนื้อสัตว์ ได้แก่ เนื้อโค กระบือ แพะ แกะ และไก่ ที่เคร่งครัดมาก ต้องเป็นสินค้าฮาลาลเท่านั้น หากผู้ประกอบการไทยจะส่งออกอาหารเนื้อสัตว์ไปบรูไน ต้องให้มีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่รับผิดชอบของบรูไน คือ กระทรวงศาสนา (Ministry of Religious Affairs) และกรมเกษตร กระทรวงอุตสาหกรรม (Ministry of Industry and Primary Resources) ไปตรวจโรงงานเพื่อตรวจสอบกรรมวิธีการผลิต การเก็บรักษาอาหาร เมื่อผ่านการตรวจสอบและได้รับการรับรองแล้ว จึงสามารถส่งสินค้าไปยังบรูไนได้ ขั้นตอนเหล่านี้แม้ดูยุ่งยากทำให้เกิดความล่าช้าและไม่คล่องตัวในการส่งสินค้าอาหารไปยังบรูไนก็ตาม แต่ผู้เขียนกลับคิดว่าหากผู้ประกอบการไทยคิดจะส่งออกสินค้าอาหารประเภทเนื้อสัตว์ไปบรูไนแล้ว จึงควรจะเริ่มต้นให้ถูกต้องตามหลักศาสนาอิสลามเป็นสินค้าฮาลาลเสียก่อน เพื่อต่อไปจะสามารถส่งออกสินค้าได้อีกยาวนาน และผู้เขียนยังคิดต่อไปอีกว่าโรงฆ่าสัตว์ควรตั้งอยู่ในจังหวัดภาคใต้ของไทย เพราะมีคนไทยมุสลิมอาศัยอยู่มากซึ่งมีความเข้าใจหลักศาสนาและสามารถจ้างแรงงานเหล่านี้มาทำสินค้าฮาลาลได้อย่างเข้าใจและถูกต้อง

การส่งออกพวกอาหารสดประเภทผักและผลไม้จากไทยไปยังบรูไนไม่ใช่เรื่องยากเพราะมีเที่ยวบินบินตรงทุกวัน ใช้เวลาจากสนามบินสุวรรณภูมิถึงสนามบิน Brunei International Airport ประมาณ 2 ชั่วโมง 45 นาที นับว่าสะดวกสบายมาก


แม้ดูว่าประชากรบรูไนมีน้อยทั้งประเทศมี 400,000 กว่าคน กลัวจะไม่คุ้มทุนในการติดต่อค้าขายด้วย อย่าลืมว่าปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวต่างชาติจากเอเชีย (โดยเฉพาะคนจีน) ยุโรป ออสเตรเลีย เข้าไปท่องเที่ยวในบรูไนมากขึ้นและจะเพิ่มขึ้นในอนาคต ซึ่งมีความต้องการบริโภคอาหารเพิ่มขึ้นตาม ซึ่งอาหารเหล่านี้จะถูกส่งไปยังห้องอาหารโรงแรม ภัตตาคาร ร้านอาหารทั่วไป ดังตัวอย่างที่ผู้เขียนเข้าไปรับประทานอาหารกลางวันประเภทบุฟเฟท์ที่โรงแรมแห่งหนึ่งได้พบกรุ๊ปทัวร์จากออสเตรเลียเดินทางมาด้วยเรือสำราญแวะพักค้างคืนและท่องเที่ยวที่บรูไน นอกจากนี้ยังมีกรุ๊ปทัวร์จากจีนจำนวนมากที่โรงแรมซึ่งผู้เขียนพัก และที่โรงแรม Empire ซึ่งเป็นโรงแรมหรูระดับ 5 ดาวตั้งอยู่ริมทะเล สิ่งเหล่านี้เป็นตัวชี้วัดได้ว่าในอนาคตจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวที่บรูไนเพิ่มขึ้น และความต้องการบริโภคจะเพิ่มปริมาณมากตาม


ผู้เขียนได้ข้อมูลจากไกด์ว่ามีร้านอาหารไทยเข้ามาบริการที่บรูไนแต่ยังมีราคาค่อนข้างสูง ต่อไปหากจะมีผู้สนใจเข้าไปลงทุนเปิดร้านอาหารไทยในบรูไน ผู้เขียนคิดว่าโอกาสในการแข่งขันมีอยู่ค่อนข้างสูง เพราะอาหารไทยมุสลิมเป็นที่รู้จักทั่วโลก เช่น แกงมัสมั่น (เนื้อ, ไก่) แกงเขียวหวาน (เนื้อ, ไก่) ข้าวหมก (แพะ, แกะ, ไก่) ต้มซุบหางวัว (รสจัดจ้านแบบไทย ๆ) โรตีและมะตะบะ (เนื้อ, ไก่) และแถมท้ายขนมจีนน้ำยาปู (ที่ขึ้นชื่อของทางภาคใต้)


ข้อสังเกตอีกประการหนึ่ง ผู้เขียนมีโอกาสแวะชมตลาดถึง 2 แห่งคือ ตลาด Gadong Night Market และตลาดเช้า Tamu Market พบอาหารหลายอย่างคล้ายกับอาหารไทย เช่น กล้วยแขก (กล้วยทอด) เปาะเปี๊ยะทอด ข้าวเหนียวปิ้ง หมี่ผัด ไส้กรอกย่าง ไก่ย่าง เนื้อย่าง และขนมคล้ายปาท่องโก๋ แต่ผู้เขียนกลับหาโรตีไม่พบแม้จะเป็นตลาดของคนมุสลิมก็ตาม

ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบรูไน



ที่พักอาศัยแบบใหม่ซึ่งรัฐบาลสร้างขายให้แก่ประชาชน

ผู้เขียนไปเที่ยวหมู่บ้านกลางน้ำกำปงไอเยอร์ ซึ่งมีประชาชนอาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ประมาณ 30,000 กว่าคน จากข้อมูลของไกด์ท้องถิ่นและบอกว่าลดลงจากเดิมมากที่มีถึง 60,000 กว่าคน เป็นเพราะคนบรูไนรุ่นใหม่ได้รับการศึกษาสูงขึ้นและทำงานดีมีเงินเดือนสูงจึงอพยพออกจากหมู่บ้านไปซื้ออพาร์ตเมนท์หรือคอนโดมิเนียมอยู่บนฝั่ง มีทั้งของรัฐบาลและเอกชนสร้างขาย จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงชีวิตความเป็นอยู่ให้สะดวกสบายขึ้น อย่างไรก็ตามหมู่บ้านกำปงไอเยอร์ยังคงมีประชาชนอาศัยอยู่จำนวนค่อนข้างมากดังกล่าว ทั้งนี้รัฐบาลให้สวัสดิการทุกอย่างมีโรงเรียน สถานีอนามัย มัสยิดประจำหมู่บ้าน และสถานีตำรวจประจำหมู่บ้านไว้ดูแลความสงบ

ปัจจุบันการดำเนินชีวิตของประชาชนในกรุงบันดาร์เสรีเบกาวันเปลี่ยนไปมากตามกระแสโลกา ภิวัตน์ที่ไหลบ่าเข้ามา ก่อนไปเที่ยวผู้เขียนจินตนาการว่าการไปเที่ยวประเทศมุสลิมเล็ก ๆ คงจะเหมาะกับตัวที่เป็นผู้สูงอายุไปเที่ยวแบบ Slow life แต่ไปพบเห็นแล้วจึงเข้าใจด้วยกระแสวัฒนธรรมตะวันตกที่ถาโถมเข้ามา และประชาชนคนรุ่นใหม่เปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิตไปจากคนรุ่นบรรพบุรุษ และมีฐานะทางเศรษฐกิจดีขึ้นมีกำลังซื้อ (purchase) ที่สูงขึ้น ในยามค่ำประชาชนต่างพากันออกมาหาซื้ออาหารรับประทานกันตั้งแต่ตลาดระดับล่างที่ตลาดกาดง ไนท์มาร์เก็ต ตามร้านอาหารทั่วไป ไปจนถึงภัตตาคารใหญ่ ๆ ห้องอาหารในโรงแรม และร้านอาหารในห้างสรรพสินค้า


ประชาชนชาวบรูไนหาซื้ออาหารมื้อค่ำที่ตลาด Gadong Night Market (วัชรินทร์ ยงศิริ, ธันวาคม 2561)

การจับจ่ายใช้สอยของประชาชนในเมืองหลวงปัจจุบันมีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ และซูเปอร์มาร์เก็ตตลอดจนร้านสะดวกซื้อให้ซื้อสินค้า จึงทำให้ตลาดสดดั้งเดิมถูกลืมไป ผู้เขียนไปเดินเล่นอยู่ 2 ห้าง คือ ยาย่าซัน คอมเพล็กซ์ และ The Mall Gadong Abdul Razak Complex มีข้อสังเกตสินค้าอุปโภคบริโภคที่วางจำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ตตามห้างสรรพสินค้า ส่วนใหญ่มาจากกลุ่มประเทศอาเซียน เช่น ขนมขบเคี้ยวผลิตจากมาเลเซีย อินโดนีเซีย เครื่องปรุงอาหารผลิตจากไทย มาเลเซีย เวียดนาม อาหารกึ่งสำเร็จรูป ได้แก่ บะหมี่ ผลิตจากมาเลเซีย เพราต้องเป็นอาหารฮาลาล นอกจากนี้มีกาแฟผลิตจากเวียดนาม ส่วนเครื่องอุปโภคที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ครีมอาบน้ำ สบู่ ยาสีฟัน แปรงสีฟัน ครีมทาผิว แป้งทาตัว แชมพู ครีมนวดผม ฯลฯ สินค้าผลิตจากสิงคโปร์ มาเลเซีย และไทยเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งผลิตโดยบริษัทผลิตสินค้าอุปโภคเดียวกัน และมีโรงงานหลายสาขาอยู่ตามประเทศอาเซียนดังกล่าว มีสินค้าบริโภคที่มาจากนอกกลุ่มอาเซียน เช่น สินค้าชา กาแฟ และผลไม้สดจากจีน

สำหรับสินค้าที่ต้องผลิตโดยใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ตัวอย่าง โทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งจำหน่ายตามร้านในห้างสรรพสินค้ามีหลายยี่ห้อผลิตจากจีน ทั้งนี้จะครองตลาดอันดับ 1 ในบรูไน รองลงมาเป็นสินค้าผลิตจากเกาหลีใต้ เพราะมีราคาไม่แพง และมีสินค้าที่ผลิตจากประเทศตะวันตกบ้างเล็กน้อยเนื่องจากมีราคาแพง ซึ่งซื้อหาใช้กันในหมู่ผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจดี


บรูไนมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสิงคโปร์


บรูไนเป็นประเทศขนาดเล็กตั้งอยู่ท่ามกลางประเทศมุสลิมขนาดใหญ่อย่างอินโดนีเซียและมาเลเซีย จึงมีสถานะที่คล้ายคลึงกับสิงคโปร์ ที่แม้ว่าเป็นประเทศเล็กไม่มีทรัพยากรธรรมชาติ แต่สิงคโปร์มีศักยภาพของทรัพยากรมนุษย์ จึงสามารถพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้เจริญเติบโตเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ประชากรมีรายได้ต่อหัวสูง ส่วนบรูไนแม้มีทรัพยากรธรรมชาติน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ แต่ยังมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีความสามารถในการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าโดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ดังนั้นบรูไนจึงต้องเรียนรู้ตามแบบอย่างสิงคโปร์ จึงเป็นเหตุผลทำให้บรูไนกับสิงคโปร์มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกัน ทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจ


ด้านเศรษฐกิจ ก่อนเดินทางไปบรูไนผู้เขียนได้รับคำแนะนำจากไกด์คนไทยว่าสามารถแลกเปลี่ยนเงินบาทเป็นเงินสิงคโปร์ดอลลาร์นำเข้าไปใช้ที่บรูไนได้ ซึ่งทำให้ผู้เขียนแปลกใจจนกระทั่งได้รับคำอธิบายข้อมูลว่า บรูไนมีความตกลงแลกเปลี่ยนเงินตรากับสิงคโปร์จึงทำให้เงินดอลลาร์บรูไนมีมูลค่าเท่ากับเงินดอลลาร์สิงคโปร์และสามารถใช้แทนกันได้ (1 ดอลลาร์บรูไน อัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 23.98 บาท แต่อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สิงคโปร์ อัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 23.95 บาท)


ดูเหมือนสิงคโปร์จะมีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจของบรูไนดังกรณีศึกษา รายได้หลักของบรูไนมาจากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ โดยมีบริษัทปิโตรเลียมแห่งชาติ (Brunei National Petroleum Company Sedirian Berhad หรือ Petroleum Brunei) ซึ่งจัดตั้งขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2544 เป็นหน่วยงานกำหนดนโยบายน้ำมันและก๊าซ ด้วยมีจุดประสงค์สร้างความมั่งคั่งให้กับประเทศ โดยการนำรายได้จากการขายน้ำมันไปลงทุนในธุรกิจอื่น ๆ ในต่างประเทศ หรือร่วมทุนกับต่างประเทศ ดำเนินการผ่าน Brunei Investment Agency (BIA) ในรูปการถือหุ้นหรือซื้อพันธบัตรในยุโรป สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และเวียดนาม ทั้งนี้จะอาศัยผู้เชี่ยวชาญจากสิงคโปร์เป็นผู้ให้คำแนะนำปรึกษาโดยส่วนใหญ่ (ข้อมูลจากกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ)


อีกกรณีศึกษาหนึ่ง ในการค้าระหว่างประเทศบริษัทนำเข้าสินค้าขนาดใหญ่ของบรูไน ที่มีชาวสิงคโปร์ร่วมทุนด้วย อำนาจการตัดสินใจสั่งซื้อและนำเข้าสินค้ามักจะขึ้นอยู่กับผู้ร่วมทุนชาวสิงคโปร์เป็นผู้กำหนด สิ่งนี้จึงกลายเป็นปัญหาและอุปสรรคของไทยที่จะติดต่อค้าขายกับบรูไน (ข้อมูลจากกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ)


ด้านการเมือง การเป็นมิตรประเทศอย่างใกล้ชิดระหว่างบรูไนกับสิงคโปร์จึงมีการกระชับความร่วมมืออย่างสม่ำเสมอ ล่าสุดรัฐบาลของสองประเทศมีความตกลงร่วมกันแบ่งปันทรัพยากรและประสบการณ์ด้านการสืบสวนทางอากาศและทางทะเล ตามแผนการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างสองประเทศ โดยมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงคมนาคมของบรูไนกับกระทรวงคมนาคมของสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2560 ซึ่งตามข้อตกลงจะเน้นการทำงานร่วมกันเพื่อแบ่งปันสิ่งอำนวยความสะดวกการสืบสวน อุปกรณ์ ทรัพยากร ประสบการณ์และโอกาสในการฝึกอบรมที่เกี่ยวข้องกับเครื่องบิน และอุบัติเหตุทางทะเล ตลอดจนการสืบสวนที่ตามมา เพื่อเสริมสร้างความสามารถและความเป็นมืออาชีพของเจ้าหน้าที่ในด้านความปลอดภัยทางอากาศและทางทะเล(ข้อมูลจาก http://aseanwatch.org/2018/10/08/บรูไน-ต-ค-ธ-ค-2561/)


การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่บรูไนต้องการตามแบบอย่างสิงคโปร์ รัฐบาลบรูไนจึงให้สวัสดิการด้านการศึกษาแก่ประชาชนได้เรียนโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายตั้งแต่ระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษา จนถึงระดับอุดมศึกษา (ปริญญาตรี) ส่วนการศึกษาอุดมศึกษาระดับปริญญาโทขึ้นไป รัฐบาลจะจัดหาทุนการศึกษาให้นักศึกษาสอบแข่งขันชิงทุนเพื่อศึกษาต่อไป


ระบบการศึกษาของบรูไนใช้ระบบเดียวกับสหราชอาณาจักร (อังกฤษ) แต่ด้วยเป็นประเทศมุสลิมจึงเพิ่มการเรียนศาสนาอิสลามศึกษาเข้าไป นอกจากนี้มีนโยบาย SPN21 เพื่อปรับปรุงและพัฒนาการศึกษาให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์บรูไน จึงเน้นพัฒนาหลักสูตรอาชีวศึกษา และหลักสูตรสาขาต่าง ๆ ระดับมหาวิทยาลัย รวมทั้งโครงการวิจัยต่าง ๆ อาทิ ธุรกิจปิโตรเลียม การเกษตรและอาหารฮาลาล นอกจากนี้ยังร่วมกับกระทรวงแรงงานทำโครงการ i Ready เพื่อสนับสนุนการหางานของผู้สำเร็จการศึกษาแล้ว

โครงการ i Ready คือ นักศึกษาที่จบการศึกษาแล้วจะเข้ารับการอบรมให้มีทักษะในอาชีพที่จะเข้าไปทำงานในภาคธุรกิจนั้น ๆ ซึ่งรัฐบาลจะจ่ายเงินเดือนจำนวน 800 บรูไนดอลลาร์สำหรับการเข้ารับอบรมเป็นเวลา 3 ปี ปัจจุบัน บรูไนมีมหาวิทยาลัยที่สำคัญ 3 แห่งที่จะผลิตบุคลากรออกมาทำงาน ได้แก่ University of Brunei Darussalam (UBD) เป็นมหาวิทยาลัยด้านวิชาการทั่วไป Sultan Sharif Ali Islamic University (UNISSA) เป็นมหาวิทยาลัยอิสลามศึกษา และ University of Technology Brunei (UTB) เป็นมหาวิทยาลัยที่เน้นการสอนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

การเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน


รัฐบาลบรูไนมีโครงการก่อสร้างและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ เพื่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจภายในประเทศและรองรับการเชื่อมโยงภายในอาเซียน ได้แก่ โครงการก่อสร้างสะพานเชื่อมระหว่างเขต Brunei-Muara และเขต Temburong เนื่องจากการเดินทางของคนบรูไนจากกรุงบันดาร์เสรีเบกาวันหรือเขต Brunei-Muara จะไปเขต Temburong จะต้องใช้หนังสือเดินทางข้ามแดนออกจากบรูไนผ่านเข้าไปในเขตแดนของมาเลเซียก่อนแล้วจึงจะออกไปเข้าสู่เขตแดนของบรูไนที่ Temburong ซึ่งไม่สะดวกและเสียเวลาเดินทาง ดังนั้น รัฐบาลบรูไนจึงลงทุนก่อสร้างสะพานข้ามทะเลที่ปลายแหลมเพื่อเชื่อมเขตทั้งสอง มีระยะความยาวของสะพาน 30 กิโลเมตร โดยจ้างบริษัทก่อสร้างจากจีนสร้างจากฝั่ง Brunei-Muara ออกไปบรรจบกับอีกฟากหนึ่งของสะพานที่จ้างบริษัทก่อสร้างจากเกาหลีใต้สร้างจากฝั่ง Temburong ออกมา โครงการก่อสร้างสะพานนี้คาดว่าจะแล้วเสร็จใน 2562 ซึ่งจะช่วยลดเวลาการเดินทางของประชาชนภายในประเทศลงให้สะดวกรวดเร็วขึ้น สิ่งที่รัฐบาลบรูไนคาดหวังผลพลอยได้จากสะพานจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางเข้ามาเที่ยวที่เขต Temburong เพิ่มขึ้น เพราะมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติให้ชมอีกมาก

เส้นทางคมนาคมในกรุงบันดาร์เสรีเบกาวัน (วัชรินทร์ ยงศิริ, ธันวาคม 2561)

นอกจากนี้มีโครงการก่อสร้างอุทยานเทคโนโลยีด้านการเกษตร การปรับปรุงสนามบินนานาชาติ และโครงการสร้างท่าเรือน้ำลึกใน Pula Muara Besar (เกาะขนาดใหญ่ที่สุดในบรูไน) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งยังเป็นการสร้างจุดเชื่อมต่อภายในอาเซียนด้วย เช่น เป็นจุดเชื่อมต่อสำหรับเดินทางและท่องเที่ยวระหว่างบรูไนกับประเทศเพื่อนบ้านมาเลเซียและประเทศใกล้เคียงอย่างอินโดนีเซีย


ความลงท้าย


ผู้เขียนพึงพอใจกับการไปเที่ยวบรูไนครั้งนี้ เพราะได้บรรลุการเดินทางในประเทศสมาชิกอาเซียนครบหมด 10 ประเทศ สิ่งที่พบเห็นจึงอยากถ่ายทอดให้ผู้อื่นได้รับรู้บ้าง แต่อดใจไม่ได้ที่จะฝากข้อสังเกตเอาไว้ และพยายามค้นคว้าหาข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ มาอ้างอิงเสริมเพื่อความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้อง จึงหวังว่าผู้ที่ได้อ่านงานเขียนชิ้นนี้คงจะเป็นแรงบันดาลใจให้ไปท่องเที่ยวที่บรูในสักครั้ง

119 views

© 2019 by Mekong Studies Center