• Mekong Chula

สวัสดียามเช้าบรูไน (1)

วัชรินทร์ ยงศิริ:


ที่มา: Kirklandphoto.com

ก่อนวันที่ 1 มกราคม 2562 ที่ประเทศไทยจะขึ้นดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนที่เวียนมาครบรอบอีกวาระหนึ่ง เมื่อปลายเดือนธันวาคม 2561 ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้เลือกเดินทางไปท่องเที่ยวบรูไนเพื่อให้รู้จักประเทศเพื่อนบ้านสมาชิกอาเซียนให้ครบทั้งหมด 10 ประเทศ นับว่าเป็นประเทศสมาชิกอาเซียนสุดท้ายที่ผู้เขียนไปรู้จัก แม้จะใช้เวลาเพียงน้อยนิด 3 วันสำหรับการท่องเที่ยวก็ตาม สำหรับในความคิดของผู้เขียนแล้วประทับใจบรูไนมีเสน่ห์ให้น่าไปเยือนและไปรู้จัก


บรูไนที่ไปรู้จัก


บรูไนมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า บรูไนดารุสซาลาม (Brunei Darussalam) คำว่า “บรูไน” มาจากภาษาสันสกฤต “varuna” มีความหมายว่า “น้ำ” หรือภาษาฮินดู หมายความว่า “god of rain” โดยมีกรุงบันดาร์เสรีเบกาวัน (Bandar Seri Begawan) เป็นเมืองหลวง เป็นประเทศขนาดเล็กมีพื้นที่ 5,765 ตารางกิโลเมตร แบ่งเป็นผืนแผ่นดิน 5,270 ตารางกิโลเมตร (พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าไม้เขตร้อน 70%) และเป็นผืนน้ำ 500 ตารางกิโลเมตร


สภาพภูมิศาสตร์ตั้งอยู่บนเกาะบอร์เนียวทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ในทะเลจีนใต้ มีพรมแดนทั้งหมดยาว 381 กิโลเมตร ติดต่อกับประเทศมาเลเซีย ส่วนทางด้านเหนือและด้านตะวันตกเป็นแนวชายฝั่งริมทะเลจีนใต้มีระยะทางยาว 161 กิโลเมตร ประเทศบรูไนแบ่งออกเป็น 4 เขต ได้แก่ เขต Brunei-Muara เขต Belait เขต Temburong และเขต Tutong โดยเขต Temburong แยกออกมาตั้งอยู่ทางทิศตะวันออก มีพื้นที่ของประเทศมาเลเซียคั่นกลาง ส่วนอีก 3 เขตรวมกันตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกและตะวันตกเฉียงเหนือ ดังนี้

- เขต Brunei-Muara เป็นที่ตั้งเมืองหลวงกรุงบันดาร์เสรีเบกาวัน จึงมีประชากรอาศัยอยู่มากที่สุด และมีท่าเรือและการขนส่ง

- เขต Tutong เป็นพื้นที่เกษตรกรรม

- เขต Belait เป็นแหล่งขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ

- เขต Temburong เป็นพื้นที่ป่าไม้และแหล่งน้ำ และเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของบรูไน


บรูไนมีจำนวนประชากรทั้งประเทศ 443,593 คน (ข้อมูลประมาณการโดยรัฐบาลบรูไน) ประกอบด้วยเชื้อชาติมาเลย์ 67% จีน 15% และอื่น ๆ 18% ศาสนาประจำชาติ คือ ศาสนาอิสลาม ประชากรนับถือศาสนาอิสลามคิดเป็น 78.80% ส่วนที่เหลือเป็นศาสนาอื่น ได้แก่ ศาสนาคริสต์ 8.69% ศาสนาพุทธ 7.83% และอื่น ๆ 4.68% (ข้อมูลปี 2554) ภาษาที่ใช้ออกเป็นกฎหมายให้ใช้ภาษามลายูและอักษรยาวี (Malay หรือ Bahasa Melayu) เป็นภาษาราชการ รองลงมาเป็นภาษาอังกฤษ และจีน


ทรัพยากรธรรมชาติ เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าบรูไนอุดมไปด้วย ปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติ ตลอดจนป่าไม้ที่ยังคงสภาพสมบูรณ์ ดังนั้น รายได้หลักของบรูไนจึงมาจากการส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ


ระบอบการปกครองของบรูไน เป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (Absolute Monarchy) ตามหลักปรัชญา “ราชาธิปไตยอิสลามมลายู” (Melayu Islam Beraja – MIB หรือ Malay, Islamic, Monarchy) ที่เรียกว่า หลักการไตรลักษณ์ ประกอบด้วย ชาวมลายู ศาสนาอิสลาม และสถาบันกษัตริย์ หมายถึง การเป็นรัฐของชาวมาเลย์ที่นับถือศาสนาอิสลาม ภายใต้การปกครองของสุลต่าน บรูไนใช้เป็นหลักในการบริหารประเทศ เพื่อคงไว้ซึ่งความเป็นชาตินิยมและธำรงรักษาวัฒนธรรมอิสลามมลายูของชาติ


ประมุขประเทศของบรูไน คือ สมเด็จพระราชาธิบดีฮัจญี ฮัสซานัล โบลเกียห์ มูอิซ ซัดดิน วัดเดาละห์ (His Majesty Paduka Seri Baginda Sultan Haji Hassanal Bolkiah Mu’izzaddin Waddaulah) เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2510 เป็นสมเด็จพระราชาธิบดี องค์ที่ 29 ของราชวงศ์ Bolkiah ในวันที่ 5 ตุลาคม 2560 ทรงครองราชย์ครบ 50 ปี รัฐบาลบรูไนและประชาชนชาวบรูไนได้จัดงานเฉลิมฉลองพระราชพิธีกาญจนาภิเษก ด้วยระบอบราชาธิปไตยพระองค์ยังทรงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หัวหน้าคณะรัฐบาลฝ่ายบริหาร และทรงดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ทรงควบตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งกองทัพบรูไนด้วย นอกจากนี้ยังทรงดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและรัฐมนตรีว่าการกระทรงการต่างประเทศและการค้า สำหรับคณะรัฐมนตรีมีทั้งสิ้นจำนวน 22 คน แต่งตั้งโดยสมเด็จพระราชาธิบดี


ระบบกฎหมาย บรูไนใช้หลักกฎหมายอังกฤษเป็นต้นแบบการออกกฎหมาย สำหรับชาวมุสลิมใช้ Islamic Shari’a law แทนกฎหมายแพ่งในหลายสาขา เมื่อปี 2557 บรูไนได้เปลี่ยนไปสู่การเป็นประเทศอิสลามสายกลางที่มีความเข้มงวด ดังนั้นในวันที่ 1 พฤษภาคม 2557 รัฐบาลบรูไนจึงประกาศใช้กฎหมายอาญาอิสลาม (Syariah Penal Code) อย่างเป็นทางการ ซึ่งกฎหมายนี้มีบทลงโทษรุนแรง จุดประสงค์การปกครองโดยใช้แนวทางศาสนาอิสลามที่เคร่งครัดเป็นกฎเกณฑ์ เพื่อสร้างความสงบและความเป็นระเบียบให้เกิดขึ้นในสังคม


ประวัติศาสตร์ บรูไนตกเป็นรัฐในอารักขาของอังกฤษเมื่อ พ.ศ. 2431 มานานถึง 95 ปี ได้รับเอกราชเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2527 แต่ให้เอาวันที่ 23 กุมภาพันธ์เป็นวันชาติบรูไน จากประวัติศาสตร์บรูไน ในคริสต์ศตวรรษที่ 15 และ 16 เคยรุ่งเรืองและมีอำนาจปกครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของเกาะบอร์เนียวและแผ่ขยายไปถึงหมู่เกาะซูลู (Sulu) (ของฟิลิปปินส์ในปัจจุบัน) ซึ่งหมู่เกาะเหล่านี้มีชื่อเสียงทางการค้าพวกเครื่องเทศ ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 15 และ 16 นั้นประเทศตะวันตก เช่น สเปน แผ่อำนาจแสวงหาดินแดนเข้ามาในฟิลิปปินส์ทางตอนเหนือ ขณะที่ฮอลันดา (ดัชท์) แสวงหาอาณานิคมทางตอนใต้เกาะบอร์เนียว คือ หมู่เกาะชวา และหมู่เกาะโมลุกกะ ส่งผลให้บรูไนต้องเสียดินแดนและเสื่อมอำนาจลง จนกระทั่งคริสต์ศตวรรษที่ 18 ใน พ.ศ. 2431 บรูไนยินยอมอยู่ภายใต้อารักขาของอังกฤษ เพราะกลัวว่าจะเสียดินแดนเพิ่มขึ้นอีกจนไม่เหลือ ดังนั้นใน พ.ศ. 2449 บรูไนได้ลงนามในสนธิสัญญากับอังกฤษ ยินยอมอยู่ภายใต้อารักขาของอังกฤษอย่างเต็มรูปแบบ


ข้อสังเกตจากการไปเที่ยวบรูไน


ดังเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าบรูไนมีรายได้หลักเข้าประเทศจากการส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ โดยรายได้มาจากน้ำมันประมาณ 48% และก๊าซธรรมชาติ ประมาณ 43% (หรือคิดเป็น 90% ของการส่งออกทั้งหมด) (ข้อมูลจากกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ) ทั้งนี้ รัฐบาลบรูไนตระหนักดีแล้วว่าคงไม่สามารถพึ่งพารายได้หลักจากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติได้ตลอดไป เนื่องจากมีการคาดการณ์ว่า ปริมาณน้ำมันสำรองที่ยืนยันแล้ว (proven reserve) ของบรูไนจะหมดลงในอีกประมาณ 25 ปีข้างหน้า และปริมาณก๊าซธรรมชาติสำรองที่ยืนยันแล้วจะหมดลงในอีก 40 ปีข้างหน้า (ข้อมูลจากกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ) ด้วยเหตุนี้ถ้าหากบรูไนไม่ปรับตัวไปหาอุตสาหกรรมและบริการอื่นที่ไม่ใช้พลังงานเป็นพื้นฐานอย่างทันท่วงที อาจจะทำให้สภาพเศรษฐกิจในอนาคตของบรูไนต้องเผชิญกับความยากลำบาก ดังนั้นรัฐบาลบรูไนจึงได้เร่งปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ และใช้มาตรการต่าง ๆ สร้างความหลากหลายทางเศรษฐกิจ


ในเดือนมกราคม 2551 รัฐบาลบรูไนได้ประกาศแผนพัฒนาในระยะยาวออกมาเป็นฉบับแรก ชื่อ “วิสัยทัศน์บรูไน ปี 2578” (Wawasan Brunei 2035 หรือ Vision Brunei 2035) เป็นวิสัยทัศน์แห่งชาติหรือแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ โดยจะใช้ควบคู่ไปกับแผนพัฒนาระยะกลาง 5 ปี แผนนี้ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจอื่นเพื่อเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ จากการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติไปเป็นเศรษฐกิจตัวอื่นที่ไม่ใช่พลังงาน (Non-energy-based-industries and services)


ธุรกิจการท่องเที่ยว เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลบรูไนเลือกขึ้นมาพัฒนา เนื่องจากเป็นคลัสเตอร์ (cluster) หนึ่งที่รัฐบาลบรูไนเล็งเห็นว่ามีศักยภาพในการสร้างและรักษาความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ นอกจากนี้จากข้อมูลของ World Data Atlas ปี 2560 ยังระบุว่า ในปี 2559 รายได้จากการท่องเที่ยวของบรูไนมีส่วนแบ่ง GDP ของประเทศถึง 7.2% และมีผลชี้วัดจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 10% ช่วงสิ้นปี 2560 หรือประมาณ 240,689 คน เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงสิ้นปี 2559 ซึ่งมีจำนวนนักท่องเที่ยวประมาณ 218,809 คน หรือคิดเป็น 0.3% เพิ่มขึ้นจากปีก่อน


หลังจากประกาศแผนวิสัยทัศน์บรูไน ปี 2578 แล้ว รัฐบาลบรูไนได้เร่งส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เข้ามาท่องเที่ยวในบรูไนเพิ่มขึ้น โดยตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาทางอากาศจากจำนวน 218,000 คนในปี 2558 เพิ่มขึ้นเป็น 451,000 คนในปี 2573 เพื่อเพิ่มส่วนแบ่งรายได้จากการท่องเที่ยวเป็น 178.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็น 1.1% ของ GDP ของประเทศ

พระราชวัง Istana Nurul Iman (วัชรินทร์ ยงศิริ, ธันวาคม 2561)

การท่องเที่ยวครั้งนี้ผู้เขียนได้เยี่ยมชมมัสยิดที่สำคัญ 2 แห่ง คือ มัสยิด Omar Ali Saiffuddien เป็นมัสยิดประจำพระองค์ของสมเด็จพระราชาธิบดี องค์ที่ 28 สร้างขึ้นโดยสมเด็จพระราชาธิบดีโอมาร์ อาลี ไซฟุดดิน พระราชบิดาของสมเด็จพระราชาธิบดีองค์ปัจจุบัน รูปแบบเป็นสถาปัตยกรรมผสมผสานแบบอิสลามกับแบบอิตาลี ภายในมัสยิดประดับและตกแต่งด้วยหินอ่อนและกระเบื้องสีสวยงาม ได้รับการขนานนามว่า มินิ ทัชมาฮาล อีกมัสยิดหนึ่งคือ มัสยิด Jame Asr Hassanal Bolkiah เป็นมัสยิดประจำพระองค์ของสมเด็จพระราชาธิบดี องค์ที่ 29 องค์ปัจจุบัน สร้างขึ้นในโอกาสฉลองพระราชพิธีรัชดาภิเษก ครองราชย์ครบ 25 ปี มีสถาปัตยกรรมสวยงามที่สุดในบรูไน วัสดุที่ใช้ก่อสร้างและตกแต่งมาจากทั่วโลก เช่น หินอ่อนจากอิตาลี แชนเดอเลียร์ทองคำแท้มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกมาจากออสเตรีย เป็นต้น ใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 7 ปี เริ่มก่อสร้างปี 2530-2537 มัสยิดทองคำแห่งนี้ถือว่าเป็นมัสยิดแห่งชาติของบรูไนและได้ผ่านชมพระราชวัง Istana Nurul Iman พระราชวังที่ประทับของสมเด็จพระราชาธิบดีองค์ปัจจุบันและพระราชวงศ์ นับเป็นพระราชวังใหญ่ที่สุดในโลก


ที่มา: วัชรินทร์ ยงศิริ, ธันวาคม 2561

นอกจากนี้ ยังเที่ยวชมมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของบรูไนในพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ ได้แก่ พิพิธภัณฑ์ Royal Regalia ซึ่งจัดแสดงเครื่องประกอบพิธีราชาภิเษกของสมเด็จพระราชาธิบดีฮัสซานัล โบลเกียห์ เครื่องราชกกุธภัณฑ์ และเครื่องบรรณาการจากสุลต่านรัฐต่าง ๆ รวมทั้งของขวัญจากผู้นำประเทศต่าง ๆ ที่ถวายแด่สมเด็จพระราชาธิบดี พิพิธภัณฑ์ Malay Technology ซึ่งแสดงรูปแบบการใช้ชีวิตและแสดงข้าวของเครื่องใช้ในอดีตของชาวบรูไน และเที่ยวชม Brunei’s Arts and Handicraft และเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ Brunei Maritime ซึ่งแสดงเส้นทางเดินเรือ การขนส่งสินค้าสมัยโบราณ ที่น่าชม คือ การจัดแสดงวัตถุโบราณ เช่น ภาชนะกระเบื้องเคลือบ ถ้วย ชาม กาน้ำชา หม้อ ไห จากจีน เวียดนาม และไทย ที่ใส่เรือสำเภามาค้าขายแลกเปลี่ยนกับสินค้าท้องถิ่นของบรูไน เช่น เครื่องเทศ เครื่องหวาย แป้งสาคู เป็นต้น และเกิดเรืออับปางลงในบริเวณน่านน้ำบรูไน ทางการจึงมีการกู้วัตถุโบราณเหล่านี้ขึ้นมาจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้



พิพิธภัณฑ์ Royal Regalia (1) (วัชรินทร์ ยงศิริ, ธันวาคม 2561)

พิพิธภัณฑ์ Royal Regalia (2) (วัชรินทร์ ยงศิริ, ธันวาคม 2561)

จุดท่องเที่ยวสำคัญที่เป็นจุดขายของบรูไน คือ การเยี่ยมชมชุมชน ดูวิถีการดำเนินชีวิตของชาวบรูไน และวัฒนธรรมอิสลามที่หมู่บ้านกลางน้ำกำปงไอเยอร์ (Kampong Ayer) ตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำบรูไน ในเมืองหลวงบันดาร์เสรีเบกาวัน ซึ่งนับว่าเป็นหมู่บ้านกลางน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก และมีผู้คนอาศัยอยู่ต่อเนื่องกันมานานกว่า 1,300 ปี การสร้างบ้านเรือนสร้างอยู่บนเสาค้ำยันและเชื่อมต่อกันด้วยสะพาน ปัจจุบันมีการซ่อมสร้างบ้านด้วยวัสดุที่คงทนยิ่งขึ้น เช่น ใช้เสาคอนเกรีต ฝาบ้านก่อด้วยอิฐฉาบปูนทดแทนไม้ และมุงหลังคาด้วยกระเบื้องแทนมุงด้วยใบจาก


เรือโดยสารไปหมู่บ้านกลางน้ำกำปงไอเยอร์ (วัชรินทร์ ยงศิริ, ธันวาคม 2561)

ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตได้ว่า เป็นการจัดฉากขายการท่องเที่ยวโดยให้นักท่องเที่ยวนั่งเรือข้ามฟากจากท่าเรือไปขึ้นบ้านเพื่อจิบน้ำชายามบ่ายพร้อมขนมท้องถิ่นที่บ้านของชาวบ้านซึ่งรับจัดขายทัวร์ นับว่าเป็นการสร้างรายได้ให้กับชาวบ้านบรูไนหลาย ๆ ครอบครัว มีนักท่องเที่ยวจากหลาย ๆ ประเทศหมุนเวียนกันขึ้นไปที่บ้านรับจัดขายทัวร์ เหล่านักท่องเที่ยวก็ตื่นเต้นพากันถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก อาจมีกลุ่มนักท่องเที่ยวบางกลุ่มเดินไปตามสะพานเชื่อมต่อของหมู่บ้านเพื่อเที่ยวชม แต่คณะทัวร์ของผู้เขียนโชคไม่ดีพบกับฝนที่ตกหนักจึงไม่มีโอกาสเดินชมหมู่บ้าน


แถมท้ายโปรแกรมมีการท่องเที่ยวเชิงนิเวศในทุกคณะทัวร์ โดยจัดล่องเรือขึ้นไปทางตอนเหนือของแม่น้ำบรูไน ไปดูลิงโพรบอสซีส (Proboscis monkey) หรือลิงจมูกยาวซึ่งอาศัยอยู่ในป่าริมแม่น้ำ ด้วยสภาพป่าของบรูไนยังคงความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศจึงยังมีลิงจมูกยาวอาศัยอยู่มาก และโชคก็เข้าข้างคณะทัวร์ของผู้เขียนได้เห็นฝูงลิงค่อนข้างใหญ่


ป่าโกงกางและต้นจากที่อุดมสมบูรณ์ริมฝั่งแม่น้ำบรูไน (วัชรินทร์ ยงศิริ, ธันวาคม 2561)

ผู้เขียนมีข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศของบรูไนว่าสามารถขยายตัวได้อีก เพราะบรูไนยังมีแหล่งธรรมชาติ เช่น ป่าไม้ ภูเขา น้ำตก อยู่อีกมากให้เที่ยวและทำกิจกรรม ในเขต Temburong ทางตะวันออก เพื่อเป็นทางเลือกให้กับนักท่องเที่ยวในหลายระดับอายุ อย่างไรก็ตาม แหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติ เช่น แม่น้ำ ลำคลอง ในบรูไนยังมีอันตรายแฝงอยู่จากจระเข้ซึ่งยังมีอยู่ชุกชม ดังนั้น จึงควรจัดในรูปแบบเดินป่า (Trekking) โดยสามารถลงทุนสร้างทางเดินสะพานสูงเชื่อมต่อระหว่างยอดไม้ในป่า หรือการจัดกิจกรรมโหนสลิงระหว่างต้นไม้


จากข้อมูลที่ผู้เขียนค้นคว้ามาเป็นที่น่ายินดี เมื่อรัฐบาลบรูไนส่งเสริมให้เกิดการบูรณาการสำคัญระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน โดยให้บริษัททัวร์และธุรกิจการท่องเที่ยวของท้องถิ่นเข้ามาเป็นหุ้นส่วนกับภาครัฐ (public-private partnerships) ร่วมกันพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ และกิจกรรมการท่องเที่ยวแบบใหม่ ๆ (emerging products) ด้วยหวังดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในบรูไนมากขึ้น โดยมีจุดขายนอกเหนือจากการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เช่น การดำน้ำชมปะการัง การล่องเรือชมแท่นขุดเจาะน้ำมัน เป็นต้น (ผู้เขียนขอหมายเหตุไว้ตรงนี้ว่า ยังไม่มีบริษัทท่องเที่ยวจากประเทศไทยจัดรายการท่องเที่ยวในลักษณะนี้)


ในตอนต่อไป ผู้เขียนจะได้เล่าให้ฟังถึงประเทศบรูไน ผ่านอาหารการกิน ชีวิตความเป็นอยู่ ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านในด้านต่างต่างๆ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน


โปรดติดตาม !!!

100 views

© 2019 by Mekong Studies Center