• Mekong Chula

Book Review: The ASEAN Miracle เมื่ออาเซียนคือสิ่งมหัศจรรย์ของภูมิภาค

มุกดา ประทีปวัฒนะวงศ์ และ ปภังกร เสลาคุณ:



“อาเซียนคือสิ่งมหัศจรรย์สมัยใหม่ที่ยังคงมีชีวิตและลมหายใจ ทำไมจึงกล่าวเช่นนี้?

ก็เพราะไม่มีองค์กรระดับภูมิภาคองค์กรใด ที่ยกระดับสภาพความเป็นอยู่ของมนุษยชาติในภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งมากเท่ากับสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) ”


อาเซียน สิ่งมหัศจรรย์ผู้สร้างสรรค์สันติภาพ (The ASEAN Miracle: A Catalyst for Peace) เป็นหนังสือที่เขียนโดย Kishore Mahbubani และ Jeffery Sgn อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์และอดีตนักการทูตชาวสิงคโปร์ผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับอาเซียนเป็นอย่างดี และได้รับการแปลเป็นภาษาไทยโดย ผศ.ดร.ธีระ และ ดร.ประพิน นุชเปี่ยม สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


ด้วยเหตุที่ผู้เขียนเห็นว่า อาเซียนได้สร้างวาทกรรมที่มองโลกในแง่ดี (optimistic) ขึ้นมา หนังสือเล่มนี้จึงมุ่งเน้นไปที่การมองอาเซียนในฐานะองค์กรที่มีคุณประโยชน์ต่อภูมิภาคและประชาคมโลกมากกว่าการบอกเล่าถึงผลเสียหรือความล้มเหลว ผู้อ่านจะได้เข้าใจถึง ‘ความมหัศจรรย์’ ของอาเซียนผ่านเนื้อหาทั้ง 6 บทที่จะแสดงให้เห็นปัจจัยที่มีส่วนหล่อหลอมให้อาเซียนกลายเป็นองค์กรที่ประสบความสำเร็จ การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทั้งในประเทศและระหว่างประเทศสมาชิก รวมไปถึงการสร้างความร่วมมือท่ามกลางการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และสังคม

สี่กระแสหลักทางวัฒนธรรม


ในบทแรก ผู้เขียนได้เปิดประเด็นถึงสาเหตุที่ทำให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นภูมิภาคที่มีความหลากหลายสูง การเข้ามาของอารยธรรมทั้ง 4 อันได้แก่ อินเดีย จีน อิสลาม และตะวันตก ก่อให้เกิดความหลากหลายทั้งในเชิงวัฒนธรรม ศาสนา ภาษา และชาติพันธุ์ เรารับวัฒนธรรมการเมืองและเศรษฐกิจหลายอย่างมาจากจีน ในขณะเดียวกัน เราก็สามารถพบวัฒนธรรมอินเดียได้ทั้งบนภาคพื้นทวีปและภาคพื้นสมุทร การผสมผสานกันอย่างกลมกลืนระหว่างวัฒนธรรมนี้เองที่ทำให้รพินทรนาถ ฐากูร (Rabindranath Tagore) มหากวีผู้ยิ่งใหญ่ชาวอินเดีย กล่าวระหว่างที่เดินทางมาเยือนภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่า “เขาเห็นอินเดียอยู่ทุกหนทุกแห่ง แต่ไม่อาจระบุได้ว่าอะไรเป็นอะไร” ไม่ต่างกันกับอารยธรรมอิสลามที่แผ่ขยายไปทั่วภาคพื้นสมุทรของภูมิภาค และวัฒนธรรมตะวันตกที่เปลี่ยนแปลงระบบการเมืองและเศรษฐกิจของภูมิภาคไปโดยสิ้นเชิงในยุคอาณานิคม โดยเฉพาะกรณีของฟิลิปปินส์ที่ศาสนาคริสต์กลายเป็นศาสนาที่คนส่วนใหญ่ของประเทศนับถือ

ระบบนิเวศแห่งสันติภาพของอาเซียน


แม้ว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเป็นภูมิภาคที่เต็มไปด้วยความหลากหลาย แต่ประเทศในภูมิภาคนี้ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ จริงอยู่ที่ในอดีตประเทศต่างๆ อาจเคยประสบปัญหาไม่ลงรอยกันบ้าง เช่น กรณีการแยกประเทศสิงคโปร์ออกจากประเทศมาเลเซีย ในปี 1965 แต่เราจะเห็นได้ว่า หลังจากการก่อตั้งอาเซียนขึ้นในปี 1967 ความขัดแย้งระหว่างประเทศได้ลดลงอย่างต่อเนื่องและในหลายครั้งอาเซียนยังได้ทำหน้าที่เป็นผู้ที่ทำหน้าที่สร้างสันติภาพและสำนึกของการเป็นภูมิภาคเดียวกันอีกด้วย

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การเข้าเป็นสมาชิกอาเซียนของเวียดนาม ลาว เมียนมา และกัมพูชา แม้ว่าประเทศเหล่านี้จะเคยเป็นปรปักษ์ต่ออาเซียนในยุคสงครามเย็นและผู้ก่อตั้งอาเซียนทั้ง 5 ประเทศเองต่างก็มีเหตุผลในการรวมตัวกันเพราะหวาดกลัวต่อภัยคอมมิวนิสต์ก็ตาม แต่ท้ายที่สุดแล้ว อาเซียนก็เปิดใจยอมรับความแตกต่างและเห็นชอบให้ประเทศที่เหลือเข้าเป็นสมาชิกและอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ


สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ความหลากหลายไม่ใช่ข้ออ้างสำหรับการกีดกันหรือการสร้างความแตกแยก ในทางตรงกันข้าม การเคารพในความหลากหลายกลับกลายเป็นจุดเด่นของอาเซียนที่ทำให้นานาชาติให้ความสนใจและหันมาร่วมมือกับอาเซียน เห็นได้จากการขยายตัวของความร่วมมือระหว่างอาเซียนและประเทศต่างๆ อาทิ อาเซียน+3 (จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้) และอาเซียน+6 (อาเซียน+3 + ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอินเดีย) เป็นต้น

อาเซียนกับมหาอำนาจ


มหาอำนาจถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่มีส่วนทำให้อาเซียนเข้มแข็งหรืออ่อนแอ ในหนังสือเล่มนี้ ผู้เขียนหยิบยกความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนกับประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ จีน สหภาพยุโรป อินเดีย และญี่ปุ่น ขึ้นมาอธิบาย พร้อมทั้งวิเคราะห์ว่า การดำเนินนโยบายต่างๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมืองของมหาอำนาจเหล่านี้ส่งผลต่ออาเซียนอย่างไร และถึงแม้ว่าอาเซียนจะเผชิญกับความท้าทายจากการผูกสัมพันธ์กับมหาอำนาจในหลายๆ ครั้ง แต่ผู้เขียนยังคงใช้แนวคิดการมองโลกในแง่ดีในการอธิบายว่า

“นับเป็นเรื่องไม่ปกติแน่ที่จะให้กิจการระหว่างประเทศดำเนินไปอย่างราบรื่นตลอดเวลา การมีเส้นทางที่ขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อต่างหากที่นับเป็นเรื่องปกติ โดยที่จริงๆ แล้วอาเซียนก็ได้ผ่านการกระแทกกระทั้นแบบนั้นในเส้นทางความสัมพันธ์กับมหาอำนาจ ข่าวดีก็คือว่า ไม่เคยมีการแตกหักโดยสิ้นเชิงในความสัมพันธ์ของอาเซียนไม่ว่ากับมหาอำนาจใด”

เรื่องราวโดยย่อของประเทศอาเซียน


นอกจากการรับรู้ถึงที่มาและความเป็นไปของอาเซียนแล้ว เรื่องราวของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็เป็นเรื่องที่พวกเราชาวอาเซียนควรรับรู้เช่นเดียวกัน แม้ว่าจะมีที่ตั้งอยู่ใกล้เคียงกันและรวมตัวกันมากว่า 51 ปี แต่ดูเหมือนว่าประชาชนจำนวนมากยังรู้จักอาเซียนและประเทศสมาชิกน้อยกว่าที่ควร ตัวผู้เขียนเองยังระบุว่า


“การเติบโตขึ้นมาในสิงคโปร์ทำให้เราได้เรียนรู้มากมายเกี่ยวกับประวัติศาสตร์อังกฤษ แต่เราแทบจะไม่เคยได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์เพื่อนบ้านของเรา เช่นอินโดนีเซียหรือประเทศไทย ฟิลิปปินส์หรือเวียดนาม”


ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนจึงอุทิศเนื้อหาบทที่ 4 ทั้งหมดให้กับเรื่องราวโดยย่อของประเทศอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ โดยผู้เขียนแสดงถึงความหวังว่า เรื่องราวเหล่านี้จะกระตุ้นความปรารถนาของผู้อ่านให้อยากเรียนรู้เรื่องราวของแต่ละประเทศอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น


อาเซียน: วิเคราะห์ความเข้มแข็งและความอ่อนแอ


ในบรรดาองค์การระดับภูมิภาคที่มีอยู่ อาเซียนนับว่าเป็นองค์การที่เข้มแข็งที่สุดรองจากสหภาพยุโรป ในขณะที่องค์การระดับภูมิภาคอื่นๆ ดูเหมือนจะมีสภาพผิดปกติ (dysfunctions) ซึ่งบั่นทอนพัฒนาการขององค์การนั้นๆ อยู่ เช่น สมาคมความร่วมมือแห่งภูมิภาคเอเชียใต้ (The South Asian Association for Regional Cooperation - SAARC) ที่มีการแข่งขันกันอย่างรุนแรงระหว่างอินเดียและปากีสถานจนไม่อาจเกิดความร่วมมือที่แท้จริงได้ หรือ คณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (Gulf Cooperation Council - GCC) ที่ความไว้วางใจกันและกันของประเทศสมาชิกอยู่ในระดับต่ำ แม้ว่าจะมีภาษาร่วมกันคือภาษาอาหรับ และนับถือศาสนาเดียวกันคือ ศาสนาอิสลาม เป็นต้น


ทั้งนี้ จุดแข็งประการหนึ่งที่ทำให้อาเซียนมีสภาพผิดปกติน้อยกว่าองค์การอื่น คือ รัฐบาลและผู้นำชาติสมาชิกอาเซียนต่างก็รู้สึกว่าเป็นความรับผิดชอบของตนเองที่จะธำรงรักษาประชาคมอาเซียน โดยผู้นำเหล่านี้พยายามอย่างยิ่งที่จะคงไว้ซึ่งความไว้เนื้อเชื่อใจและความมั่นใจต่อกัน นอกจากนี้ อาเซียนยังพยายามที่จะพัฒนาสถาบันต่างๆ เพื่อเสริมสร้างสำนึกของการเป็นประชาคมเดียวกัน เช่น การออกกฎบัตรอาเซียน ในปี 2007 เป็นต้น


อย่างไรก็ตาม อาเซียนยังคงมีจุดอ่อนอยู่มาก ซึ่งจุดอ่อนประการแรกคือ อาเซียนไม่มีผู้นำที่เข้มแข็งมากพอที่จะทำให้องค์การนี้พัฒนาและก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วดังเช่นกรณีเยอรมนีกับสหภาพยุโรป ประการที่สอง อาเซียนยังไม่มีสถาบันที่เข้มแข็งถึงขั้นที่จะโน้มน้าวให้ผู้นำชาติสมาชิกเห็นแก่ประโยชน์ของอาเซียนมากกว่าผลประโยชน์แห่งชาติ และประการสุดท้ายซึ่งถือเป็นจุดอ่อนที่มีความสำคัญอย่างมากคือ ตัวพลเมืองขาดสำนึกของการเป็นเจ้าของอาเซียน


ผู้เขียนได้หยิบยกเรื่องราวจากการสอบถามประชาชนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยคำถามที่ว่า คิดว่าอาเซียนเป็นอย่างไร มาประกอบแนวคิดของตน และคำตอบที่ได้นั้นก็ชวนให้รู้สึกขำขันและหดหู่ในเวลาเดียวกัน เนื่องจาก “เจ้าของแผง 2-3 รายที่ศูนย์การค้ารายย่อยในสิงคโปร์คิดว่าอาเซียนเป็นสโมสรฟุตบอลอังกฤษ เพราะสับสนกับชื่อสโมสรอาร์เซนอล (Arsenal) ส่วนคนอื่นๆ ก็คิดว่าเป็นสารพิษ คือสารเคมีที่เป็นพิษ”

รางวัลสันติภาพของอาเซียน


ในบทสุดท้าย ผู้เขียนได้เน้นย้ำถึงวัตถุประสงค์ของหนังสือเล่มนี้คือ การสะท้อนให้เห็นถึงคุณูปการที่อาเซียนมีต่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประชาคมโลกในฐานะองค์กรที่ได้นำสันติภาพอันน่า ‘มหัศจรรย์’ มาสู่ภูมิภาคที่มีประชากรที่แตกต่างหลากหลายถึง 625 ล้านคนนี้ ดังนั้น แม้อาเซียนจะมีจุดอ่อนตามที่กล่าวไปข้างต้น แต่ความสำเร็จที่มากกว่าทำให้ผู้เขียนมองว่า อาเซียนควรจะได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ


“หากมุมหนึ่งของโลกที่ไม่สมบูรณ์แบบเช่นนี้ยังสามารถให้ทั้งสันติสุขและความรุ่งเรืองมั่งคั่งแก่พลเมือง 625 ล้านคนของตนได้ โลกที่เหลือทั้งหมดก็สามารถจะลอกแบบผลงานที่ไม่สมบูรณ์แบบของอาเซียนได้เช่นกัน นี่เป็นสิ่งที่ดูขัดกันในตัวเองอย่างที่สุดของเรื่องราวของอาเซียน นั่นคือ ความเข้มแข็งของอาเซียนอยู่ที่ความไม่สมบูรณ์แบบของอาเซียนนั่นเอง”




158 views

© 2019 by Mekong Studies Center