• Mekong Chula

เรื่องเล่าจากฟุตบาท: สังคมวิทยาบนทางเท้า

Updated: Apr 23, 2019

ศิริภัสสร์ พึ่งความสุข:



ย่าน “ปากคลองตลาด” เป็นทั้งย่านชุมชนที่อยู่อาศัยและเป็นทั้งเขตเศรษฐกิจของเขตกรุงเทพฯ มาตั้งแต่เริ่มตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ พื้นที่แห่งนี้ได้ผ่านช่วงของการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ที่ดินและเป็นเป้าของนโยบายการจัดระเบียบปรับภูมิทัศน์มาก็หลายครั้ง แต่ก็ยังยืนหยัดเป็นพื้นที่ให้ผู้ค้าดอกไม้และสินค้าเกษตร อาหารข้างทางและแรงงานรับจ้างรายวันได้ต่อสู้หาเลี้ยงชีพต่อไป และเป็นตลาดขายปลีก-ส่ง ดอกไม้อย่างครบเครื่องที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยมาหลายสิบปี


การจัดระเบียบทางเท้าครั้งใหญ่ในปี 2559 ดูเหมือนว่าจะเป็นขาลงที่แท้จริงของปากคลองตลาด เมื่อผู้ว่ากทม.คนปัจจุบันซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยคสช.ดำเนินนโยบาย “ปรับภูมิทัศน์” ย่านสำคัญทั่วกรุงเทพฯ รวมถึงปากคลองตลาด ให้มีความสวยงามเป็นระเบียบเรียบร้อย ในการดำเนินการดังกล่าวได้มีการการประกาศยกเลิกจุดผ่อนผันทั้งหมดหลายร้อยจุด ล้างบางการขายสินค้าบนทางเดินเท้าริมถนน ทำให้ร้านหาบเร่แผงลอยทั่วกรุงเทพฯ ต้องย้ายที่ขายหรือเลิกกิจการไป


บทความชิ้นนี้จะชี้ชวนให้ผู้อ่านเห็นถึงการปะทะกันทางชนชั้นและวิสัยทัศน์ทางการพัฒนาเมืองอันเป็นเหตุให้มีความพยายามที่จะจัดระเบียบตลาดให้เป็นระเบียบเรียบร้อย รวมถึงตั้งคำถามว่า เพราะเหตุใดและตั้งแต่เมื่อไหร่ที่การค้าหาบเร่แผงลอยกลายเป็นปัญหาสำหรับคนเมือง


กรณีศึกษาปากคลองตลาด


“ปากคลองตลาด” ปัจจุบันเป็นย่านค้าขายของ 3 ตลาดคือ ตลาดองค์การตลาด (ตลาดปากคลอง) สังกัดกระทรวงมหาดไทยแต่สัมปทานโดยเอกชน ตลาดยอดพิมาน และตลาดส่งเสริมเกษตรไทย เป็นตลาดกลางจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตร เป็นศูนย์รวมของพืช ผัก ผลไม้ ดอกไม้ ทุกประเภท ทุกชนิด รวมถึง อุปกรณ์การจัดดอกไม้ งานฝีมือจากดอกไม้ และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวของทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ


ปากคลองตลาดมีจุดเริ่มต้นจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกให้มีการขุดคลองหลายสาย ตั้งแต่เริ่มสถาปนากรุงเทพฯ เพื่อเป็นเส้นทางคมนาคมและการขนส่งสินค้า และเพื่อขยายพื้นที่เพาะปลูกออกไปยังบริเวณที่คลองขุดไปถึง หนึ่งในนั้นคือ คลองสายเล็กข้างวัดบุรณศิริมาตยารามที่ถูกขุดเพิ่มและไปบรรจบ กับ “คลองใน” หรือ “คลองคูเมืองเดิม” ที่ขุดตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี เกิดเป็น “ปากคลอง (ตลาด)” และเมื่อการคมนาคมเชื่อมโยงสะดวกทั่วถึงมากขึ้นส่งผลให้การตั้งเป็นชุมชนเมืองขยายตัวออกไปตามแหล่งน้ำ และเกิดเป็นตลาดน้ำชุมชนที่ซึ่งเรือสินค้าชาวบ้านจากทั้งฝั่งพระนคร และฝั่งธนบุรี แจวมาชุมนุมกันไปๆมาๆ เพื่อค้าขายแลกเปลี่ยนบริเวณปากคลองตลาดนี้ ด้วยเหตุนี้ ย่านปากคลองตลาดจึงเป็นทั้งชุมชนที่อยู่อาศัยและเป็นทั้งเขตเศรษฐกิจในเขตกรุงเทพฯชั้นในที่รวมเรือสินค้าจากในและนอกเมืองหลวงมากว่า 200 ปี


เดิมทีพื้นที่ปากคลองตลาดเป็นพื้นที่ค้าขายปลาเป็นหลักเรื่อยมา จนกระทั่งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเรียกสถานที่แห่งนี้ว่า “ตะพานปลา” แต่ต่อมาโปรดให้ยกเลิกตลาดนี้และย้ายตลาดค้าปลาไปยังตำบลวัวลำพอง (หัวลำโพง) แทน เนื่องจากตลาดปลาส่งกลิ่นคาว สร้างความสกปรกแก่เขตกรุงเทพชั้นใน ซึ่งขัดกับภาพความต้องการที่จะให้สยาม “มีความทันสมัย” จากนั้นมีการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินบริเวณปากคลองตลาดไปหลายครั้ง ตั้งแต่ใช้เป็นที่ตั้งโรงงานยา(ฝิ่น) บ้านเจ้าสัว วังที่ประทับฯของเจ้านาย สถานที่ราชการ และโรงเรียนสอนภาษาจีนกลาง ต่อมา เมื่อมีการรื้อโรงเรียนสอนภาษาจีนกลาง พื้นที่บริเวณนี้จึงกลับมาฟื้นฟูเป็นตลาดน้ำและตลาดบกอีกครั้ง โดยขณะนั้นเริ่มมีการขายสินค้าหาบเร่ตั้งแผงลอยเล็กๆบริเวณโดยรอบปากคลองตลาดและท่าเตียนซึ่งเป็นตลาดสดรับสินค้าขนาดใหญ่และเป็นชุมชนที่อยู่อาศัยของคนในขณะนั้น จนกระทั่งเมื่อตลาดท่าเตียนเริ่มแออัด เพราะเศรษฐกิจขยายตัว มีผู้ขายมากราย ประกอบกับการสัญจรทางน้ำลดลง จึงมีการขยับขยายตั้งแผงลอยริมถนนติดกำแพงวัดโพธิ์มากขึ้นจนกีดขวางทางรถยนต์วิ่งและยังทำให้เสียทัศนียภาพพระอารามหลวง จอมพล ป. พิบูลสงครามจึง “จัดระเบียบตลาด” โดยย้ายเอาสินค้าประเภทดอกไม้ และการเกษตรจากตลาดท่าเตียนมารวมกันไว้ในตลาดเดียว และขยายพื้นที่ไปจนถึงเชิงสะพานพุทธ เป็นตลาดยอดพิมาน รวมไปถึงถนนฝั่งตรงข้ามในเวลาต่อมา


จะเห็นได้ว่าการขายของแบบหาบเร่ไปขายตามบ้านต่างๆ หรือการตั้งร้านแผงลอยริมทางเดินนั้นเกิดขึ้นในสังคมไทยมานานแล้วพร้อมๆ กับการขยายตัวของการทำการเกษตร จากการพายเรือเอาปลาไปขาย เอาผัก ผลไม้จากสวนที่บ้านไปขาย เนื่องจากไม่ต้องลงทุนมาก แต่เข้าถึงลูกค้าในพื้นที่อื่นๆ ได้ง่าย จนกระทั่งความคิดเรื่องการพัฒนาสู่ความเป็นสมัยใหม่ ความทันสมัย ที่ต้องการความเป็นระเบียบ เหมาะสม สวยงามเข้ามา วัฒนธรรมดั้งเดิมที่ล้าหลังจึงถูกกดทับลงไป


ล้างบางหรือจัดระเบียบ? แก้ปัญหาหรือสร้างปัญหา?


ท่ามกลางกระแสการสนับสนุน-ต่อต้าน การจัดระเบียบทางเท้าของกทม. ครั้งหลังสุดนี้ มีประเด็นที่น่าสนใจไม่เพียงแต่ประเด็นไล่รื้อ หรือ ให้ขายต่อ และไม่ใช่ประเด็นที่ทำมาค้าขายขาย หรือ สิทธิในทางเท้า ซึ่งดูจะเป็นการตัดสินเลือกข้างว่า ‘ใครจะอยู่ใครจะไป’ (zero sum game) ที่วนเวียนกับการกล่าวโทษ (นิสัยส่วนตัว) ซึ่งกันและกันเท่านั้น การโต้แย้งเพียงแค่ประเด็นดังกล่าว อาจทำให้มองไม่เห็นปัจจัยที่แท้จริงที่ส่งผลให้เกิดความขัดแย้ง และไม่สามารถแสวงหาทางเลือกในการจัดการแก้ไขปัญหาแบบอื่นๆ ที่เป็นไปได้


บทความชิ้นนี้ต้องการมองการเมืองเรื่องของทางเท้าให้ไกลไปกว่าความขัดแย้งเรื่องสิทธิในการใช้ทางเท้าสาธารณะ ผู้เขียนจึงเสนอว่า แทนที่จะมีธงคำตอบในใจ เราอาจต้องเริ่มจากการตั้งคำถามร่วมกันอย่างง่ายๆ ก่อนว่า ทำไมเราจะต้องเลือกว่าใครจะอยู่ใครจะไป? ทำไมการขายของริมถนนจึงเป็นปัญหาตั้งแต่แรก? ทางเดินสาธารณะสามารถถูกใช้งานในรูปแบบอื่นได้บ้างหรือไม่? รวมถึง เราจะจัดการความขัดแย้งร่วมกันอย่างไรดี? ซึ่งคำว่า “เรา” นั้นนับรวมถึง ประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกคน ไม่ใช่แค่ ชนชั้นปกครองจากภาครัฐ ชนชั้นกลาง หรือผู้ค้าหาบเร่ เพราะคำถามเหล่านี้จะช่วยให้ได้ทบทวนชุดความคิด/ความเข้าใจที่นำไปสู่ธงคำตอบนั้น และมองเห็นปัญหาระดับโครงสร้าง ทั้งวิสัยทัศน์ในการพัฒนาเมืองถูกผูกขาดให้มีแค่รูปแบบเดียวเท่านั้นซึ่งลอกเลียนแบบมาจากตะวันตก ไปพร้อมๆ กับ ปัญหาการแบ่งชนชั้นและความเหลื่อมล้ำที่กำหนดความสามารถในการครอบครองพื้นที่ตามศักยภาพทางเศรษฐกิจ และผลักดันให้กลุ่มคนที่มีกำลังทางการผลิตน้อยถูกผลักไปอยู่ในพื้นที่ที่มีความเป็นสาธารณะสูงต่างหาก (เช่นว่า หาบเร่แผงลอย คนไร้บ้าน) รวมถึง ปัญหาความไม่เป็นประชาธิปไตยที่ทำให้ประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดไร้อำนาจในการจัดการพื้นที่ชุมชนของตัวเอง ไม่ได้มีส่วนร่วมตัดสินใจในสิ่งที่จะกระทบต่อวิถีชีวิตของตน เพราะรัฐใช้การตัดสินใจจากเบื้องบน-สู่ล่าง ไม่มีการทำประชาพิจารณ์ ที่รับฟังและถกเถียงกันบนความคิดเห็นและความต้องการของประชาชน



การจัดการหาบเร่แผงลอยในปัจจุบัน มีลักษณะเป็นการ “ล้างบาง” มากกว่า “การจัดระเบียบ” ซึ่งการ “ล้างบาง” เป็นการตัดวงจรทางเศรษฐกิจ กรณีของปากคลองตลาด การล้างบางเป็นการตัดวงจรเศรษฐกิจที่อาจจะส่งผลกระทบแบบโดมิโน การดำเนินนโยบายจัดระเบียบกรุงเทพฯ ที่เอาเป้าหมายความสวยงามของทางเท้าเป็นตัวชี้วัดแต่เพียงอย่างเดียว อาจนำไปสู่ประเด็นความขัดแย้งใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม เนื่องจากทำให้ค่าครองชีพของผู้ที่มีรายได้ต่ำซึ่งเป็นลูกค้าหลักของกลุ่มแผงลอยสูงขึ้น และเมื่อผู้ประกอบการที่ถูกล้างบางเหล่านี้ขาดรายได้ เศรษฐกิจฐานรากไม่แข็งแรง ไม่สามารถช่วยเหลือพึ่งพาตนเองได้ ท้ายที่สุดพวกอาจจะต้องเป็นผู้ที่พึ่งพาความช่วยเหลือทางสังคมสงเคราะห์จากรัฐมากขึ้น ผ่านเบี้ยยังชีพ และเงินช่วยเหลือในรูปแบบต่างๆ


จะเห็นได้ว่านโยบายพัฒนาท้องถิ่นกรุงเทพฯ ในลักษณะนี้มีความขัดแย้งกับการประกาศนโยบายระดับชาติที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก สร้างโอกาส กระจายรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำ ราวกับรัฐมองข้ามไปว่า ในกรุงเทพฯ เองก็มีความเหลื่อมล้ำ มีคนยากจน ด้อยโอกาส และถูกนโยบายของรัฐทอดทิ้ง ซึ่งจำเป็นจะต้องคำนึงถึงในนโยบายการพัฒนาเช่นกัน


สำหรับประเด็นปัญหาอื่นที่เกิดจากหาบเร่แผงลอย อาทิ ความสกปรกเฉอะแฉะ การทิ้งขยะบนทางเท้า อิทธิพลมืด การจราจรติดขัดที่เกิดขึ้นจากการที่ผู้สัญจรไม่สามารถใช้ทางเท้าและต้องลงไปเดินบนถนน หากพิจารณาให้ดีก็จะพบว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากความไม่มีประสิทธิภาพในการควบคุมของ กทม. เอง การอ้างเหตุผลที่จะต้องรักษาระเบียบตามกฎหมาย ในการไล่รื้อแผงลอยทั้งหมดออกจากทางเท้าในกรุงเทพฯ โดยไม่พิจารณาบริบทความเหลื่อมล้ำ และความสำคัญของการมีอยู่ของแผงลอยที่มีต่อสังคมและเศรษฐกิจ อาจเป็นเรื่องที่ก่อให้เกิดปัญหาอื่นตามมา การบังคับใช้กฎหมายในกรณีนี้เป็นเรื่องที่สมควรได้รับการพิจารณาทบทวนอีกครั้งโดยเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียอื่นได้มีส่วนร่วมในการพิจารณาด้วย


ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่า การอ้างตัวบทกฎหมายและบังคับใช้โดยไม่คำนึงถึงบริบทเป็นเพียงการใช้กฎหมายเป็นข้ออ้างและสร้างความชอบธรรม การกระทำดังกล่าวเป็นผลพวงมาจากการยึดติดกับวิธีคิดในการจัดการพื้นที่ (aka. การพัฒนา) ให้ทันสมัยแบบตะวันตก เน้นความสวยงาม เป็นระเบียบเรียบร้อย เพราะนิยามคำว่า”เจริญ” ของเราใช้ความทันสมัยแบบตะวันตกเป็นบรรทัดฐาน วิถีชีวิตของเดิมของประเทศโลกที่สาม หรือประเทศกำลังพัฒนาจึงกลายเป็นความล้าหลัง เป็นความด้อยพัฒนา ชุดความคิดนี้ทำให้การขายของด้วยรถเข็นหรือตั้งแผงลอยริมถนนกลายเป็นปัญหา (problematized) เพราะมันขัดแย้งและเหนี่ยวรั้งการพัฒนาความเจริญในมโนทัศน์ของคนในเมืองที่ให้คุณค่ากับความทันสมัยหรือความเจริญในแบบตะวันตก


ประเทศไทยยังขาดการวางแผนการพัฒนาที่เป็นระบบ ขาดการวางแผนการกระจายความเจริญไปยังส่วนภูมิภาค ทำให้กรุงเทพเป็นเมืองศูนย์กลางที่โตเดี่ยวและแออัด การเป็นเมืองศูนย์กลางของกรุงเทพฯ ที่รวมศูนย์การปกครองและเศรษฐกิจเอาไว้ ทำให้ต่างจังหวัดขาดความเจริญโดยเปรียบเทียบ ไม่มีแหล่งงาน เศรษฐกิจเติบโตช้า ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายของประชาชนเพื่อเข้ามาหาโอกาสทางเศรษฐกิจในกรุงเทพ กรุงเทพจึงแออัดไปด้วยกลุ่มคนที่แสวงหาโอกาสทางเศรษฐกิจที่ดีกว่าเดิม และประกอบสร้างด้วยคนจากหลากหลายชนชั้นที่มีวิถีชีวิต มีรูปแบบการดำเนินชีวิตตามรายได้ที่แตกต่างกัน ผู้ที่มีรายได้น้อยล้วนต้องพึ่งพาอาศัยฝากท้องไว้กับหาบเร่แผงลอยซึ่งขายอาหารในราคาที่พวกเขาสามารถจ่ายได้ เพราะไม่มีต้นทุนค่าสถานที่ประกอบการหรือถ้ามีก็ไม่มากนัก การไล่รื้อหาบเร่แผงลอยทั้งหมด เพื่อทำให้ผู้สัญจรบนถนนมีชีวิตที่ราบรื่น เป็นปกติสุข โดยไม่มีการแสวงหาทางเลือกอื่นๆ ในการทำให้คนทุกชนชั้นได้ประโยชน์สูงสุดจากพื้นที่สาธารณะนี้ร่วมกัน สะท้อนว่ารัฐไม่ได้มองเห็นความหลากหลายของวิถีชีวิตแบบอื่นๆ และผลักภาระให้คนที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายของรัฐต้องรับผิดชอบตัวเองให้ได้ด้วยตัวเอง

การขาดการวางผังเมืองล่วงหน้าที่เป็นระบบส่งผลต่อการออกแบบถนนและทางเท้า บ่อยครั้งที่ทางเท้าแคบ เพราะไม่ได้รับการออกแบบมาให้มีทางเท้าแต่แรก หรือเกิดการขยายพื้นที่จราจรในภายหลัง จึงไม่สะดวกในการเดิน ทางเท้าถูกออกแบบมาให้ใช้เพื่อการเดินเพียงอย่างเดียว ไม่ได้ถูกออกแบบมาโดยความคิดที่ว่าจะมีการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ในรูปแบบอื่น


หาบเร่แผงลอย ความจำเป็นหรือภาระ ? ประเด็นสาธารณะ หรือเรื่องความเรียบร้อย?


แม้จะมีการออก พรบ. รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 และไม่ได้มีการออกกฎหมายรับรองให้มีการใช้พื้นที่ทางเท้าเพื่อประโยชน์ใช้สอยอื่น แต่ตลอดห้วงเวลาที่ พรบ. ดังกล่าวมีผลบังคับใช้ กทม. ก็กำหนดจุดผ่อนผันและอนุโลมให้หาบเร่แผงลอยสามารถค้าขายได้มาโดยตลอด สะท้อนว่ามีความก้ำกึ่งทั้งปฏิเสธการค้าขายบนทางเท้าและทั้งเข้าใจความสำคัญของร้านค้าแผงลอยที่มีต่อสังคม อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่อนุโลมให้หาบเร่แผงลอยสามารถทำการค้า กทม. ก็แทบไม่ได้จัดการเรื่องความเป็นระเบียบของการใช้ประโยชน์พื้นที่สาธารณะร่วมกันระหว่างผู้ค้ากับผู้สัญจรเท่าใดนัก มีเพียงระเบียบเล็กๆ น้อย เช่นให้หยุดทำการค้าในวันจันทร์เพื่อที่จะถือโอกาสนี้ในการทำความสะอาดทางเท้า ซึ่งภาระในการทำความสะอาดนี้ตกเป็นของแต่ละสำนักงานเขต และอาจบ่มเพาะความคิดที่ว่าหาบเร่แผงลอยเป็นภาระ มากกว่าความคิดเรื่องความสำคัญของการมีอยู่ จนในที่สุด ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในยุครัฐบาลคสช.ได้ประกาศนโยบายทวงคืนทางเท้าให้คนกรุงเทพฯในปี 2559

การไม่บังคับใช้กฎหมายทั้งที่มีการออกกฎหมายตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 ทั้งยังอนุโลมผ่อนผันมาโดยตลอด ทำให้ทางเท้านั้นเป็นพื้นที่สาธารณะที่ผู้อาศัยในกรุงเทพฯ เข้ามาใช้ประโยชน์ในรูปแบบที่แตกต่างกันไปโดยปริยาย การหลับตาข้างหนึ่งของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นเวลานาน การดำรงอยู่ของผู้ค้าบนทางเท้ากลายสภาพเป็นความคุ้นชิน จนกระทั่งถูกมองว่าเป็นสิทธิโดยชอบ ทำให้เมื่อเกิดการกระทบกระทั่งกันทางความต้องการใช้พื้นที่ ไม่สามารถแก้ไขโดยการใช้วิธียึดกฎหมายและยกเลิกจุดผ่อนผันล้างบางหาบเร่แผงลอย เพราะเป็นเพียงการแก้ไขปัญหาที่ไม่เพียงส่งผลกระทบกับผู้ค้ารายย่อย แต่ยังส่งผลกระทบต่อผู้บริโภครายได้น้อย และภาคส่วนอื่นจำนวนมากประเด็นนี้จึงเป็นประเด็นสาธารณะไม่ใช่ประเด็นระหว่างผู้ค้าและ กทม. เท่านั้น และเมื่อเป็นประเด็นสาธารณะประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียก็ควรมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ การใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดนอกจากสะท้อนความไม่เข้าใจผลกระทบที่จะตามมาอย่างลึกซึ้ง นอกจากจะสะท้อนลักษณะอำนาจนิยมและการรวมศูนย์อำนาจของสังคมไทย การไม่เปิดโอกาสให้สาธารณะชนได้มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาสาธารณะยังสะท้อนให้เห็น ยังสะท้อนให้เห็นว่าค่านิยมการมีส่วนร่วมซึ่งเป็นค่านิยมพื้นฐานของประชาธิปไตย ไม่ได้รับการคำนึงถึงเท่าใดในทัศนคติของผู้มีอำนาจ แม้จะในความเป็นจริงมีระบบสภาท้องถิ่นกรุงเทพฯ ทั้ง สก. สข. ที่มาจากการเลือกตั้งของคนกรุงเทพฯ ทำหน้าที่ควบคุมตรวจสอบการทำงานของผู้ว่าฯ กทม. และให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับการพัฒนาท้องถิ่น แต่กลไกดังกล่าวถูกแช่แข็งเมื่อ คสช. เข้ามามีอำนาจ

คิดไม่รอบ ตอบไม่ได้ โจทย์ใหม่งอก


ผู้เขียนได้ทำการสำรวจปากคลองตลาด พบว่าร้านค้าที่เคยขายบนทางเท้าริมถนน ที่ถูกปรับปรุงใหม่ให้สวยงามยังพอมีให้เห็นบ้างแต่น้อยลงมาก ทางเท้าย่านปากคลองตลาดเป็นระเบียบมากขึ้น แต่จำนวนผู้ขาย ผู้ซื้อและนักท่องเที่ยวที่เคยคึกคักน้อยลงมาก


เมื่อจำนวนผู้ค้ารายย่อยในปากคลองตลาดลดลงจะส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจเป็นลูกโซ่ ซึ่งจากการสังเกตและสอบถามพบว่าเกิดผลกระทบหลายประการและมีผู้ได้รับผลกระทบหลายกลุ่มดังนี้


1. เกษตรกร ปริมาณดอกไม้และสินค้าการเกษตรจากชาวสวนที่ส่งขายที่ปากคลองตลาดล้นตลาด (oversupply) กล่าวคือ ชาวสวนระบายสินค้าจากการเก็บเกี่ยวไม่หมด ถ้าไม่เก็บเกี่ยวหรือเก็บเกี่ยวแล้วแต่ขายไม่ได้ก็ต้องทิ้ง เพราะปริมาณผู้ค้าคนกลางที่จะรับสินค้าจากสวนมาขายที่แผงตลาดฯมีจำนวนน้อยลง (supply > demand)


สินค้าในตลาดขายเหมือนๆกัน และจำนวนผู้ขายมากกว่าจำนวนผู้ซื้อ

2. ผู้ซื้อ ราคาดอกไม้และสินค้าการเกษตรในปากคลองตลาดจะแพงขึ้น เพราะที่ผ่านมา เนื่องด้วยปากคลองตลาดเป็นตลาดแข่งขันสมบูรณ์ ทุกร้านขายของแทบจะเหมือนกัน/ทดแทนกันได้ สิ่งที่ทำให้ร้านค้าแต่ละร้านแตกต่างกันและจูงใจผู้ซื้อคือ ราคาถูกกว่า/แพงกว่า ทำให้ราคาสินค้าแต่ละร้านไม่ต่างกันมากเพื่อให้สามารถแข่งขันกับร้านอื่นๆ ได้ แต่พอเมื่อแผงขายน้อยลง แต่ผู้ซื้อต้องการดอกไม้ประมาณเดิม การแข่งขันทางราคาจึงลดลง ราคาตลาดปรับตัวสูงขึ้น และจะกระทบกับผู้ค้าปลีกและอุตสาหกรรมวัฒนธรรมโดยตรง อาทิ ร้านที่รับดอกไม้จากปากคลองไปขายต่อ คนขายพวงมาลัย ธุรกิจงานแต่ง ร้านพวงหรีด ร้านรับจัดดอกไม้ บริษัทรับจัดงานอีเว้นท์ เป็นต้น จะแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น


3. ต้นทุนในการดำรงชีวิตของพ่อค้าแม่ค้า รวมถึง วินรับจ้างเข็นดอกไม้ในตลาดฯสูงขึ้น เมื่อแผงลอยหาบเร่ลดลง ทำให้สินค้ามาลงในตลาดน้อยลง นักเข็นดอกไม้ที่รับค่าจ้างเป็นครั้งๆ แต่จ่ายค่าเช่าเสื้อรายวัน จึงรายได้ลดลงด้วย ในขณะเดียวกัน หาบเร่แผงลอยไม่ได้มีแต่ร้านดอกไม้ ผลไม้ แต่ยังรวมถึงรถเข็นอาหารที่ขายอาหารราคาถูกในพื้นที่ด้วย เมื่อทั้งหมดถูกย้ายออกไป จึงหาแหล่งกินได้ยากขึ้นสำหรับอาชีพทำมาค้าขายและแรงงานหาเช้ากินค่ำบริเวณนั้น โดยเฉพาะเวลากลางคืนถึงเช้ามืด กลายเป็นความจำเป็นที่ต้องพึ่งพาร้านสะดวกซื้อมากขึ้น แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีกำลังจ่ายค่าอาหารราคาสูงทุกมื้อได้


4. ผู้ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมต่อเนื่องด้านการท่องเที่ยวย่านปากคลองตลาด เช่น คนขับรถตุ๊กตุ๊กที่มีรายได้จากนักท่องเที่ยว จะได้รับผลกระทบ เพราะแม้ว่านักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ จะไม่ได้เป็นรายได้หลักของแผงขายดอกไม้ แต่ชื่อเสียงด้านการเป็นตลาดเชิงวัฒนธรรมและเป็นดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ และความคึกคักมีชีวิตชีวาจะดึงดูดให้นักท่องเที่ยวอยากเข้ามาหาประสบการณ์ สัมผัสวัฒนธรรมการค้าขายแบบดั้งเดิมของคนไทยตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นสังคมเกษตรกรรม และวิถีการใช้ชีวิตบนความหลากหลาย แต่เมื่อปากคลองตลาดไม่มีความพิเศษนั้นแล้ว (ไม่มี unique selling point) นักท่องเที่ยวจึงมาเยือนน้อยลง



5. พ่อค้าแม่ค้าแผงลอยบางส่วนที่ต้องสูญเสียอาชีพของตนเอง เพราะเมื่อต้องย้ายที่ขายแล้ว หากทำเลใหม่ ไม่ดี หรือต้องเสียค่าเช่าแผงแพงขึ้น คนที่ไม่มีความสามารถในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลง จำนวนหนึ่งต้องเลิกกิจการไป ซึ่งผู้ที่ได้รับผลกระทบไม่เพียงแต่ผู้ค้าหากแต่เป็นสมาชิกในครอบครัวที่ผู้ประกอบการต้องหาเลี้ยงด้วย และอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อจิตใจ จากความเครียด รวมถึง อาจเกิดภาวะหนี้สินมากขึ้น


เห็นได้ชัดเจนว่าการแก้ไขปัญหาที่ไม่คิดถึงผลกระทบอื่นนอกจากจะไม่แก้ปัญหา อาจนำไปสู่ปัญหาใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม การกวาดล้างหาบเร่แผงลอยส่งผลกระทบต่อสังคมมากกว่าที่คิด สำหรับมาตรการระยะสั้น การแก้ปัญหาจำเป็นต้องคิดให้รอบด้าน และให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมกำหนดแนวทาง

ในขณะเดียวกัน ควรมีมาตรการระยะยาวที่จะช่วยกระจายความเจริญทางเศรษฐกิจให้ขยายออกไปสู่พื้นที่นอกกรุงเทพฯ สร้างงาน สร้างโอกาสในการขยับฐานะทางเศรษฐกิจ ลดความเหลื่อมล้ำ พัฒนาระบบการคมนาคมขนส่งสาธารณะให้ทั่วถึงและดีมากยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มทางเลือกในการใช้ขนส่งสาธารณะแทนรถยนต์ส่วนตัว เพื่อให้สามารถขยายทางเดินเท้าให้กว้างขึ้นได้ รวมถึง ออกแบบทางเท้าที่รองรับการค้าขายแผงลอยอย่างเป็นกิจจะลักษณะ


อย่างไรก็ตาม ที่กล่าวมาข้างต้นเหล่านี้เป็นเพียงความคิดเห็นของผู้เขียนเท่านั้น ซึ่งผู้อ่านอาจมีจุดยืนและความคิดเห็นในการแก้ไขปัญหาที่แตกต่างออกไปได้ แต่ผู้เขียนยังหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ในการดำเนินนโยบายด้านการพัฒนา หรือการจัดสรรพื้นที่ กระจายทรัพยากร ปัจจัยสำคัญคือต้องคำนึงก่อนว่า วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของทุกคนมีความสำคัญเท่ากัน การจัดสรรพื้นที่ในการพัฒนา การกระจายทรัพยากรจึงต้องสร้างความเท่าเทียม และหาจุดสมดุลผ่านการสร้างให้เกิดการมีส่วนร่วมของชุมชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียด้วย

สังคมหนึ่งๆ ประกอบสร้างด้วยความแตกต่างหลากหลายทางชนชั้น หลากหลายวิถีชีวิต เราจึงไม่อาจยึดเอาคุณค่าชุดใดชุดหนึ่งโดยเฉพาะมาใช้เป็นตัวตัดสินคุณค่าชุดอื่นๆ ได้


*ผู้เขียนขออนุญาตบุคคลที่ปรากฏในรูปทุกท่านมา ณ ที่นี้


ที่มาและสามารถอ่านเพิ่มเติมที่:

1. วาทกรรมการพัฒนา: อำนาจ ความรู้ ความจริง เอกลักษณ์ และความเป็นอื่น (ดร.ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร)

2. ชุมชนปากคลองตลาด: http://www.resource.lib.su.ac.th/rattanakosin/index.php/2014-10-27-08-52-32/2015-10-21-07-10-05

3. จัดระเบียบหาบเร่แผงลอย http://www.bltbangkok.com/article/info/3/719

4. TDRI: หาบเร่แผงลอย วิถีชีวิตที่รัฐมองข้าม: https://prachatai.com/journal/2018/04/76616

5. องค์ความรู้ เรื่อง การจัดระเบียบแผงลอย คืนทางเท้าให้ประชาชน http://www.bangkok.go.th/upload/user/00000084/COP/Cooperative/stall.pdf

6. ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 86/2557 เรื่องการได้มาซึ่งสมาชิกสถากรุงเทพมหานครและสมาชิกสภาเขตเป็นการชั่วคราว http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2557/E/134/15.PDF

7. เปิดแผน 'จัดระเบียบ' ทางเท้า วาระเปลี่ยนโฉมเมืองหลวง ท้าทายความยั่งยืนหลังหมดยุค 'คสช.' http://thaitribune.org/contents/detail/304?content_id=10364&rand=1507690159

8. ยันให้ผู้ค้าหาบเร่–แผงลอยสะพานพุทธฯขายถึง16มิย.นี้ http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/702120



© 2019 by Mekong Studies Center