• Mekong Chula

อำนาจนิยมในเอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Updated: May 19, 2019

อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์:


ที่มา: www.hakam.org.my

จากการศึกษาของ ธีระ นุชเปี่ยม (ธีระ นุชเปี่ยม “ มุมมองทางทฤษฎีเกี่ยวกับอำนาจนิยม” ชุดโครงการวิจัยเรื่อง ชนชั้นนำและแรงงานสัมพันธ์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ศูนย์แม่โขงศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้การสนับสนุนจากสกว. 2019) อำนาจนิยมในเอเชียเป็นประเด็นโดดเด่นประการหนึ่งในการศึกษาการเมืองของภูมิภาคนี้ ประเด็นซึ่งเคยได้รับความสนใจอย่างมาก (หรือยังคงเป็น “ประเด็น” ในการศึกษาวิเคราะห์จนถึงทุกวันนี้) คือ อำนาจนิยมเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในเอเชียบางประเทศเพียงใด[1] ความสำเร็จด้านการพัฒนาเศรษฐกิจของ “ระบบเศรษฐกิจอุตสาหกรรมใหม่” (newly industrializing economies – NIEs) โดยเฉพาะ “สี่เสือเศรษฐกิจ” (ฮ่องกง สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และไต้หวัน) ในช่วงทศวรรษ 1980-1990 เป็นผลอย่างสำคัญมาจากแนวทางที่เรียกว่า “พัฒนานิยม” (developmentalism)[2] ซึ่งอาศัยการควบคุมกำกับโดยภาครัฐของดินแดนเหล่านี้ซึ่งขณะนั้นอยู่ภายใต้ระบอบปกครองอำนาจนิยมรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ความสำเร็จด้านการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศสำคัญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประเทศหนึ่ง คือ อินโดนีเซีย ในช่วงระยะใกล้เคียงกัน ก็อยู่ในช่วงอำนาจนิยมของ “ระเบียบใหม่” (New Order) ของซูฮาร์โต (Suharto) แม้ว่าอำนาจนิยมในบางดินแดน โดยเฉพาะเกาหลีใต้และไต้หวัน จะเสื่อมคลายไปตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1990 (ในประเทศไทยพัฒนาการด้านประชาธิปไตยเข้มแข็งขึ้นตั้งแต่ช่วงทศวรรษนี้จนถึงครึ่งแรกของทศวรรษต่อมา) และวิกฤตการเงินเอเชีย (Asian Financial Crisis) ก็มีส่วนสำคัญในการทำให้อำนาจนิยมซูฮาร์โตล่มสลายลงในช่วงปลายทศวรรษ แต่หลังจากนั้นไม่นานอำนาจนิยมก็เริ่มหวนกลับมาใหม่ โดยที่วาทกรรม “ธรรมาภิบาล” (good governance) ที่แพร่ขยายภายหลังวิกฤตครั้งนั้น ซึ่งมุ่งหมายที่จะจัดการกับระบบทุนนิยมแบบพวกพ้อง (crony capitalism) ที่เฟื่องฟูภายใต้อำนาจนิยมและมีส่วนในการก่อให้เกิดวิกฤตดังกล่าว กลับมิได้มีผลเท่าใดนักที่จะทำให้อำนาจนิยมเสื่อมคลายไปโดยสิ้นเชิง[3]


ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยเฉพาะนั้น อำนาจนิยมเกือบจะกล่าวได้ว่าเป็นกระแสหลักทางการเมืองในภูมิภาคนี้มาโดยตลอด ประเทศซึ่งดูเหมือนจะมีรูปแบบประชาธิปไตยที่มีเสถียรภาพ เช่น มาเลเซียและสิงคโปร์ โดยเนื้อแท้แล้วมีความเป็นอำนาจนิยมอย่างมาก ฟิลิปปินส์ซึ่งมีการวางรากฐานระบอบประชาธิปไตยมาตั้งแต่ก่อนได้รับเอกราช ตกอยู่ภายใต้เผด็จการมาร์กอส (Ferdinand E. Marcos) เกือบ 2 ทศวรรษตั้งแต่ต้นทศรรษ 1970 อินโดนีเซีย เมียนมา และประเทศไทยอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการทหารเป็นเวลายาวนาน บรูไนอยู่ภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาอย่างต่อเนื่องตั้งอดีตจวบจนปัจจุบัน กัมพูชาอยู่ภายใต้ระบอบเอกาธิปไตย (autocracy) ของสมเด็จพระนโรดมสีหนุ (Sihanouk) ก่อนจะตกอยู่ภายใต้สภาพสงครามกลางเมืองและเผด็จการคอมมิวนิสต์แบบรุนแรงโหดร้ายของเขมรแดง (Khmer Rouge) ขณะที่ลาวและเวียดนามภายหลังสงครามกลางเมืองก็ตกอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการคอมมิวนิสต์มาจนทุกวันนี้


หลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีช่วงสมัยที่ประชาธิปไตยเริ่มเบ่งบาน แต่ก็ต้องสะดุดหรือหยุดชะงักลง ประเทศไทยภายหลังการโค่นล้มระบอบเผด็จการทหารถนอม-ประภาสในเดือนตุลาคม 1973 ต้องประสบกับการยึดอำนาจโดยคณะทหารอีกหลายต่อหลายครั้ง โดยครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคม 2014 นี่เอง


กัมพูชาได้รับการฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตยขึ้นใหม่โดยสหประชาชาติในช่วงต้นทศวรรษ 1990 แต่เมื่อถึงประมาณต้นทศวรรษต่อมาก็ตกอยู่ภายใต้อำนาจนิยมของฮุนเซน และภายหลังการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อเดือนกรกฎาคม 2018 กัมพูชาก็กลายเป็นระบบการเมืองพรรคเดียว (เพราะพรรครัฐบาลกวาดที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรไปทั้งหมด)


ในฟิลิปปินส์ประชาธิปไตยได้รับการฟื้นฟูภายหลังระบบเผด็จการมาร์กอสถูกโค่นล้มโดยพลังประชาชนใน ค.ศ. 1986 แต่ลักษณะการใช้อำนาจของดูเตอร์เต (Rodrigo Duterte) ที่มาจากการเลือกตั้งใน ค.ศ. 2016 ก็ดูจะมีผลคุกคามต่อสิทธิและเสรีภาพทางการเมือง โดยเฉพาะสิทธิมนุษยชน อย่างสำคัญ


ประชาธิปไตยในเมียนมาได้รับการฟื้นฟูในช่วงระยะใกล้เคียงกัน แต่ปฏิบัติการปิดกั้นเสรีภาพอันรวมไปถึงการจับกุมสื่อมวลชน อันเป็นผลมาจากการรายงานข่าวเกี่ยวกับการล่วงละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงต่อชาวโรฮิงยา (Rohingya) โดยกองทัพเมียนมาในเดือนสิงหาคม 2017 [ประชาคมโลกโดยเฉพาะองค์การสหประชาชาติเรียกปฏิบัติการต่อประชากรที่เป็นชนกลุ่มน้อยในเมียนมากลุ่มนี้ซึ่งเคยมีมาก่อนหน้านั้นแล้วหลายครั้งว่า เป็นการ “ล้างเผ่าพันธุ์” (ethnic cleansing)] โอกาสที่ประเทศจะก้าวหน้าต่อไปในทิศทางนี้ก็เริ่มเป็นที่น่าสงสัย


แม้กระทั่งในอินโดนีเซียกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยที่ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1990 เมื่อถึงขณะนี้ก็เผชิญกับอิทธิพลของการเมืองทางศาสนาและเชื้อชาติ ซึ่งส่งผลไปถึงเรื่องสิทธิและเสรีภาพของพลเมือง แนวโน้มเช่นนี้เห็นได้จากการกรณีการจำคุกอดีตนายกเทศมนตรีจาการ์ตาซึ่งเป็นคริสเตียนเชื้อสายจีนในความผิดดูหมิ่นศาสนาอิสลาม


เมื่อถึงปลายทศวรรษที่ 2 ของคริสต์ศตวรรษที่ 21 ก็ปรากฏรายงานและบทวิเคราะห์โดยทั้งนักสังเกตการณ์และนักวิชาการที่มองว่า “ระบอบปกครองอำนาจนิยมกำลังแพร่ขยายในบรรดาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ขณะนี้”[4] เมื่อมองไปข้างหน้าใน ค.ศ. 2018 ก็จะเห็นว่า “อำนาจนิยมกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว” ในภูมิภาคนี้[5] หากมองจากปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น ก็เป็นไปได้ว่าปรากฏการณ์นี้เกี่ยวข้องหรือได้รับอิทธิพลจากความเปลี่ยนแปลงบางประการ เช่น “ตัวแบบของจีนกำลังประสบชัยชนะขณะที่ค่านิยมเสรีนิยมเป็นฝ่ายสูญเสีย” นั่นคือ “การปรากฏอย่างน่าหวาดหวั่นของอำนาจนิยมที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ได้รับการหนุนเสริมอย่างสำคัญยิ่งโดยระบบการควบคุมจากส่วนกลางประกอบกับพลวัตทางเศรษฐกิจที่ประสบความสำเร็จของจีน”[6] หากมองกระแสความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ ก็จะเห็นได้ไม่ยากนักว่า “ภายใต้เงาของการก้าวขึ้นมาโดดเด่นของจีนเมื่อไม่นานมานี้นั้น ผู้นำที่มาจากการเลือกตั้ง ศาลที่เป็นอิสระ หลักนิติธรรม ขันติธรรมทางศาสนา และการปกป้องชนกลุ่มน้อยกำลังถูกคุกคามหรือถูกขจัดไปเลยในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”[7]


เราอาจมองได้แม้กระทั่งว่า กระแสอำนาจนิยมกำลังขยายตัวในลักษณะลุกลามจากชาติหนึ่งไปยังอีกชาติหนึ่ง “เมื่อถึง ค.ศ. 1990 ขณะที่ระบอบคอมมิวนิสต์ล่มสลายไปทั่วโลกในฐานะระบบเศรษฐกิจจากมอสโกไปถึงปักกิ่ง ปราก เบอร์ลินตะวันออก และอินโดจีนนั้น เวียดนามและพันธมิตรกัมพูชาและลาวได้รักษาระบบอำนาจนิยมให้คงอยู่เป็นศูนย์กลางระบบการเมืองของตน และสิ่งนี้ก็กำลังแพร่ขยายไปสู่ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค”[8] ระบอบปกครองอำนาจนิยมที่เข้มแข็ง เหนียวแน่น ยืดหยุ่น และขยายตัวเช่นของเวียดนาม ได้สร้างแรงบันดาลใจแก่พันธมิตรของสหรัฐอเมริกาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ประเทศไทยและฟิลิปปินส์ให้ปิดกั้นสื่อ จำกัดประชาธิปไตย และขจัดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่สร้างความกระอักกระอ่วนแก่ผู้มีอำนาจ”[9]


อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ทศวรรษที่ 2 ของศตวรรษที่ 21 อำนาจนิยมจะกระจายตัวไปทั่วหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทว่า จุดกำเนิดใหม่ พัฒนาการ โครงสร้างและการปรับเปลี่ยนของแต่ละประเทศย่อมไม่เหมือนกัน ดังนั้น เราจึงมีความจำเป็นต้องศึกษาเป็นเชิงเปรียบเทียบต่อไป


โปรดติดตามตอนต่อๆไป


[1] Youssef Cohen, “The Impact of Bureaucratic-Authoritarian Rule on Economic Growth”, Comparative Political Studies, Vol. 18 (1), April 1985 available at https://www.researchgate.net/publication/247899029_The_Impact_of_Bureaucratic-Authoritarian_Rule_on_Economic_Growth และโปรดดู Tim Kelsall, Authoritarianism, Democracy and Development [Birmingham: The Development Leadership Program (DLP), November 2014] available at http://publications.dlprog.org/SOTA3.pdf


[2] Erik S. Reinart, Developmentalism (Tallinn: Working Papers in Technology, Governance and Economic Dynamics No. 34, The Other Canon Foundation, Norway, December 2010 available at http://hum.ttu.ll/wp/paper34.pdf


[3] Mark R. Thompson, “Pacific Asia after ‘Asian Values’: Authoritarianism, Democracy, and Good Governance”, Third World Quarterly, Vol. 25, No. 6 (2004), pp. 1079-1080


[4] Ben Barber, “Authoritarianism Gains in Southeast Asia”, Foreign Service Journal, May 2018 http://www.afsa.org/sites/default/files/flipping_book/0518/52/


[5] Thitinan Pongsudhirak, “Looking ahead 2018: Authoritarianism Is Accelerating in Southeast Asia”, Nikkei Asian Review, 1 January 2018 https://asia.nikkei.com/Editor-s-Picks/Looking-ahead-2018/Authoritarianism-is-accelerating-in-Southeast-Asia


[6] เรื่องเดียวกัน


[7] Barber, “Authoritarianism Gains in Southeast Asia”


[8] เรื่องเดียวกัน


[9] เรื่องเดียวกัน

114 views

© 2019 by Mekong Studies Center