• Mekong Chula

ทัศนะบางประการหลังจากชมสารคดี American Factory

กฤษฎา ธีระโกศลพงศ์:


ภาพจาก https://www.imdb.com/title/tt9351980/

จากสารคดีเรื่อง American Factory โดยผู้เขียนได้รับคำแนะนำจากอาจารย์ที่เคารพท่านหนึ่งว่ามีเผยแพร่ใน Netflix และส่วนตัวเห็นว่าถ้าใครก็ตามที่ชมสารคดีเรื่องนี้คาดว่ามีมุมมองที่แตกต่างกัน จึงอยากแนะนำให้ทุกคนได้ชม ไม่เฉพาะแต่ผู้นำและสมาชิกสหภาพแรงงาน โดยสารคดีนี้เป็นการเล่าเรื่องของบริษัท Fuayo ประกอบธุรกิจผลิตกระจกรถยนต์ให้แก่อุตสาหกรรมยานยนต์ และเพิ่งทราบหลังจากชมสารคดีจบแล้วว่า มีบริษัทนี้จริงในรัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ผู้เขียนจะนำเสนอและแบ่งปันเพียงบางประเด็นตามภูมิหลังความรู้แรงงานและประสบการณ์ด้านนี้เพียงสองปีเศษ.


การชมสารคดีเรื่องนี้แล้วทำความเข้าใจสหรัฐอเมริกาหรือจีนเป็นปีศาจร้ายในระบบทุนนิยมก็กล่าวเช่นนี้ได้ยาก เพราะมีมิติสังคมและวัฒนธรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะชาติใด ความเป็นโลกตะวันตกหรือตะวันออก แต่คงไม่สำคัญเท่ากับระบบทุนนิยมที่มีนายทุนดำเนินเรื่องราวและก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ มาโดยตลอด ขณะที่อุตสาหกรรมประชาธิปไตยที่แพร่หลายอย่างมากในโลกตะวันตกตั้งแต่ต้นศตวรรษ 20 มีเป้าหมายให้เกิดการรวมกลุ่มตามระบบอุตสาหกรรมสัมพันธ์ โดยลูกจ้างสามารถเจรจาต่อรองกับนายจ้าง เพื่อสร้างข้อตกลงร่วมกันของสภาพการจ้างงานได้ ด้วยเหตุนี้แรงงานอเมริกันจึงตระหนักถึงสิทธิการทำงาน เพื่อคุ้มครองจากการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมและเลือกปฏิบัติ ทั้งนี้บริษัท Fuayo มาลงทุนที่ US กลับไม่เข้าใจวัฒนธรรมตะวันตก แม้ว่า CEO พยายามเรียนรู้และปรับตัวตามวัฒนธรรมอเมริกัน หรือ 'เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม' แต่ถึงเวลาแล้วกลับไม่เข้าใจเรื่องนี้ เพราะความต้องการแท้จริงแล้วคือเน้นที่ประสิทธิภาพการทำงานและผลิตภาพแรงงาน แต่ไม่ให้ความสำคัญต่อคุณภาพชีวิตการทำงาน ทั้งนี้ CEO พยายามสอนให้แรงงานจีนที่ย้ายถิ่นมาทำงาน ต้องรู้จักการเสียสละและสำนึกบุญคุณชาติ เช่น 'ตายที่ไหนไม่ใช่แผ่นดินจีน แต่เรายังเป็นคนจีน' เหมือนสะท้อนให้เห็นว่าผลิตภาพแรงงานเป็นประโยชน์ต่อการสร้างชาติ แต่ไม่ใช่เช่นนั้น อันที่จริงประโยชน์กลับไปตกอยู่กับนายทุนเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ทำให้แรงงานจีนติดกับดักของระบบทุนนิยม กลายเป็นส่วนหนึ่งในระบบอุตสาหกรรมที่จ้างแรงงานราคาถูกและไม่เป็นธรรมภายในประเทศ


ต่อมาการลงทุนของกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ไม่จำกัดว่าเป็นประเทศพัฒนาแล้วเคลื่อนย้ายไปที่ประเทศกำลังพัฒนา ขณะเดียวกันประเทศต่าง ๆ ก็ผ่อนปรนกฎเกณฑ์ให้การค้าและลงทุนระหว่างประเทศสะดวกมากขึ้น การที่จีนเคลื่อนฐานการผลิตไปตั้งที่ US ก็แสดงให้เห็นศักยภาพของภาคธุรกิจที่ไม่น้อยกว่าชาติอื่น (จะไม่กล่าวถึงผู้ครองอำนาจนำในระเบียบโลกว่ากรณีเช่นนี้ US สูญเสียตำแหน่งที่ตั้งนี้ไปแล้วหรือไม่) แต่ปัญหาที่ตามมาเกิดการใช้แรงงานราคาถูก การให้ทำงานเกินวันละแปดชั่วโมง การไม่มีสิทธิรวมตัวและจัดตั้งสหภาพแรงงาน และการไม่มีระบบความปลอดภัยที่ได้รับมาตรฐาน ส่งผลให้ปรากฎการณ์ของการกดขี่ขูดรีดแรงงานไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะโลกตะวันตกกระทำต่อโลกตะวันออกเหมือนระบบอาณานิคมในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ยังสะท้อนให้เห็นว่าจีนไม่มีมาตรการคุ้มครองแรงงานและให้การปฏิบัติของนายจ้างต่อลูกจ้างตั้งอยู่บนความเป็นธรรม และเมื่อมาลงทุนที่ US กลับใช้แบบแผนที่ปฏิบัติในจีนมากำกับและควบคุมแรงงานอเมริกัน ซึ่งไม่ประสบความสำเร็จ เพราะรากฐานทางความคิดและวิถีปฏิบัติประจำวันแตกต่างกัน นอกจากนี้บริษัทนี้ยังละเมิดสิทธิและสภาพการทำงานที่ไม่ปลอดภัย จนนำไปสู่การร้องเรียนมาแล้ว 11 ครั้ง ซึ่งบริษัทไม่ปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานใน US


ทั้งยังมีบางเหตุการณ์ในสารคดีตอกย้ำวิธีคิดนายทุนที่อ้างถึงความเสียสละและระเบียบวินัยของแรงงานจีน แต่กลับถูกปรุงแต่งขึ้นใหม่โดยนายทุนจีนเพื่อแสวงหากำไรจากการกดขี่ขูดรีดแรงงานจีนในต่างแดนหรือไม่ แม้แต่ที่ประชุมของคณะผู้บริหารยังพยายามหาวิธีการให้แรงงานอเมริกันทำงานล่วงเวลาเหมือนแรงงานจีน แต่ทราบดีว่าไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ ที่สำคัญปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่โดยเป็นวาระการเมืองในโลกตะวันตกมากว่า 100 ปี จนเห็นพ้องให้มีการจัดทำอนุสัญญาฉบับที่ 1 ว่าด้วยชั่วโมงการทำงานมาพร้อมกับปีที่ก่อตั้งองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ในปี ค.ศ. 1919 นอกจากนี้ยังพบว่าบริษัทมีการปล่อยน้ำเสียจากอุตสาหกรรมลงท่าเรือ โดยจะอ้างไม่ได้ว่าไม่ทราบกฎหมายภายในประเทศที่เกี่ยวกับมลภาวะทางสิ่งแวดล้อม ซึ่งประเด็นนี้ไม่ใช่การถกเถียงถึงภาวะโลกร้อนหรือการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ แต่บัดนี้ควรยกประเด็นนี้ให้เป็นวาระทางการเมืองโลกและเรียกว่า วิกฤติภูมิอากาศ (Climate Crisis) ดูจะเหมาะสมยิ่งกว่าสำหรับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากระบบทุนนิยม


ถัดมาเป็นการเรียนรู้และความแตกต่างระหว่างวัฒนธรรมตะวันตกและตะวันออก พบว่า แรงงานอเมริกันไม่สามารถปรับตัวได้กับวัฒนธรรมและแบบแผนการทำงานของจีน โดยมีตัวอย่างในสารคดีที่บริษัท Fuayo พาผู้บริหารและผู้จัดการฝ่ายชาวอเมริกันไปศึกษาดูงานและกระบวนการผลิตภายในโรงงานที่จีน รวมถึงการเรียนรู้ทางวัฒนธรรมเพื่อนำตัวแบบกลับไปปฏิบัติในโรงงานที่ US ไม่ว่าจะเป็นความมีระเบียบวินัย ความสามัคคี มีคุณธรรม ความโปร่งใส มีความอดทน จริงจังกับการทำงาน และอื่น ๆ เมื่อนำกลับไปปฏิบัติพบว่าวัฒนธรรมตะวันออกไม่สอดคล้องและปฏิบัติได้กับแรงงานอเมริกัน จึงกลายเป็นว่าภายหลังทุนข้ามชาติจีนอ้างว่าต้องปรับตัวตามวัฒนธรรมอเมริกัน ในทางกลับกันแรงงานจีนก็ไม่ได้รู้สึกถึงความต้องการมีสิทธิและเสรีภาพ แต่กล่าวเช่นนี้ก็ไม่เหมาะสมทั้งหมด เพราะตามสารคดีจะเห็นได้ว่าผู้บริหารพยายามกีดกันและสร้างชุดความคิดต่อแรงงานจีนเพื่อไม่ให้คล้อยตามแรงงานอเมริกัน โดยเฉพาะการเข้าร่วมเพื่อตั้งสหภาพแรงงาน


นายทุนค่อนข้างฉลาดและใช้ประเด็นของความหลากหลายทางเชื้อชาติ ภาษา และวัฒนธรรมมาสร้างเงื่อนไขภายในโรงงาน เพื่อแบ่งแยกภาพระหว่างวัฒนธรรมตะวันตกและตะวันออก นอกจากนี้มุมมองของจีนเชื่อการยอมรับและสร้างความอันเป็นหนึ่งเดียวกันได้ แต่มุมมองของอเมริกันกลับไม่เชื่อเช่นนี้ กล่าวคือ โลกใบเดียวไม่มีจริงเพราะยังมีการแบ่งแยก โดยไม่เชื่อว่าความเป็นอันเป็นหนึ่งเดียวระหว่างแรงงานอเมริกันและแรงงานจีนเกิดขึ้นได้จริง รวมถึงความสุขที่มีรอยยิ้มจากงานเลี้ยงสังสรรค์และแบ่งปันวัฒนธรรมในค่ำคืนการไปศึกษาดูงานที่จีนก็เป็นเพียงความสุขปลอม ๆ แม้แรงงานอเมริกันจะกระโดดเต้นตามเพลง YMCA ก็ตาม ฉะนั้นต้องระวังให้ดีเวลาที่นายจ้างกล่าวว่า บริษัทเราเป็นอันหนึ่งเดียวกันและเป็นครอบครัวเดียวกัน ทั้งที่นายทุนเหล่านี้กำลังกดขี่ขูดรีดจากต่างแดนและกระทำแม้แต่แรงงานจีนที่ย้ายถิ่นไปทำงาน เหมือนกับเราพยายามตั้งข้อสังเกตว่าอุตสาหกรรมข้ามชาตินี้ ที่มีการรวมศูนย์อำนาจและโครงสร้างที่พร้อมให้เกิดการกดขี่แรงงานจะเป็นไปได้อย่างไรที่จะให้พนักงานอย่างเรา ๆ มีความสุข มีความผูกพัน หรือมีความจงภักดีต่อบริษัทได้จริง


สารคดีนี้ยังเน้นมากกว่าปัญหาจ้างแรงงาน โดยเฉพาะวัฒนธรรมที่แสดงให้เห็นความแตกต่างระหว่างแรงงานอเมริกันและจีน โดยพบว่าครั้นที่ไปศึกษาดูงานที่จีน ผู้บริหารและผู้จัดการชาวอเมริกันมีการแต่งกายแบบง่าย ขณะที่ผู้บริหารชาวจีนกลับแต่งกายทางการชุดสูทที่เป็นวัฒนธรรมการแต่งกายตามโลกตะวันตก โดยชาวจีนให้ความสำคัญต่อการต้อนรับและดูแลแขกที่มาเยี่ยมเยียนเป็นอย่างดี แต่กลับกันแรงงานอเมริกันเลือกมุ่งที่เนื้อหาสาระของการมาศึกษาดูงานในครั้งนี้และเร่งรีบให้พาไปดูกระบวนการของการผลิต เมื่อไปดูสภาพการทำงานจริงแล้ว ชาวอเมริกันแปลกใจอะไรหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความขยันของแรงงานจีนที่สามารถทำงานเกินเวลาแปดชั่วโมงต่อวันได้ ทำงานโดยหยุดเพียงเดือนละ 1-2 วันได้ มีการประชุมก่อนเริ่มงานอย่างมีระเบียบวินัย แต่ก็เห็นว่าการทำงานกับเศษกระจกโดยใช้ถุงมือเก็บและไม่ใส่แว่นตาป้องกันความปลอดภัย ส่งผลให้แรงงานอเมริกันมองว่าบริษัทแม่กำลังขูดรีดแรงงานจีน ขณะที่แรงงานเหล่านี้อาจไม่ได้รับรู้และรู้สึกเช่นเดียวกับแรงงานอเมริกัน เพราะเกี่ยวข้องกับมิติทางสังคมและวัฒนธรรมที่กล่อมเกลาเรื่องของความขยัน มีคุณธรรม มีความซื่อสัตย์ และอื่น ๆ แต่แรงงานอเมริกันพิจารณาแง่ของสิทธิ โดยเห็นว่าเป็นการเอารัดเอาเปรียบแรงงาน ซึ่งพิจารณาได้ว่าระบอบการปกครองของจีนก็มีผลต่อเรื่องนี้ เนื่องจากตกอยู่ภายใต้อำนาจสาธารณรัฐมาแล้ว 5 สมัย ตั้งแต่เหมา เจ๋อตง มาจนถึง สี่ จิ้นผิง โดยไม่มีสนับสนุนสิทธิการมีส่วนร่วมและเสรีภาพการแสดงออกทางความคิดเห็น จึงไม่แปลกที่แรงงานจีนไม่สนใจในเรื่องนี้


นายทุนอย่างไรก็คือนายทุน เชื้อชาติและชาติพันธุ์ไม่ใช่ปัจจัยหลักที่กล่าวเช่นนี้ได้ เพราะอุปนิสัยของชนชั้นนี้ เน้นแต่ประสิทธิภาพการทำงานและผลิตภาพแรงงาน มากกว่าการดูแลชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของแรงงาน จะเห็นได้ว่านายทุนพยายามใช้กลไกต่าง ๆ ลดทอนอำนาจของแรงงานและเป็นกรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงในอีกหลายแห่ง ดังที่ปรากฏในสารคดี เช่น (1) การจับคู่การทำงานระหว่างแรงงานจีนและอเมริกัน เพื่อให้การสื่อสารเผชิญอุปสรรคและต้องใช้ล่ามแปลภาษา (2) การใช้กลวิธีให้ลูกจ้างสองสัญชาติถ่วงดุลอำนาจระหว่างกัน และสร้างอุปสรรคต่อการรวมกลุ่ม แม้จะมีแรงงานจีนเพียง 1 ใน 10 ของแรงงานอเมริกันก็ตาม ขณะเดียวกันแรงงานอเมริกันก็มีสีผิวที่มีบริบททางประวัติศาสตร์ของการต่อสู้ระหว่างกัน ก็เป็นไปได้ว่าแรงงานอเมริกันด้วยกันก็ไม่ได้เห็นด้วยเหมือนกันทั้งหมด (3) การสร้างความขัดแย้งระหว่างแรงงานสองสัญชาติ ท้ายที่สุดแล้วนายทุนเลือกจัดการความหลากหลายง่ายกว่าการจัดการความขัดแย้งทางชนชั้น โดยเฉพาะแรงงานที่รวมตัวกันได้แล้วยิ่งมีอำนาจต่อรองสูง (4) การให้ฝ่ายการจัดการ โดยมีผู้บริหารและผู้จัดการฝ่ายเป็นคนสัญชาติอเมริกัน เพื่อจัดการและควบคุมกันเองภายใต้โครงสร้างบังคับบัญชาและตำแหน่งงาน แต่ถึงเวลาเมื่อเกิดประเด็นของการก่อตั้งสหภาพแรงงาน ซึ่ง CEO เลือกไล่แรงงานอเมริกันที่เป็นผู้บริหารระดับสูงออกจากการเป็นพนักงาน ต่อมาให้ชาวจีนมาดำรงตำแหน่งแทนที่


จากกรณีข้างต้น ในบางบริษัทของประเทศไทยก็เลือกจ้างแรงงานไทย เมียนมา กัมพูชามาไว้ในโรงงานเดียวกัน เพื่อลดโอกาสการรวมกลุ่มและมติร่วมกันสำหรับการก่อตั้งสหภาพแรงงาน ถือเป็นกลวิธีของการดุลอำนาจภายในโรงงาน ที่สำคัญยังป้องกันการนัดหยุดงานของแรงงาน หากมีสัญชาติใดหยุดก็ยังมีอีกสองสัญชาติที่ทำงานได้อยู่ นอกจากนี้ยังสร้างความขัดแย้งระหว่างแรงงานให้แตกต่างแต่ไม่แตกแยก โดยการจ่ายค่าจ้างแตกต่างตามทักษะ ตำแหน่งงาน และระดับการบังคับบัญชา ผลที่ตามมาทำให้แรงงานเน้นที่การแข่งขันเพื่อปัจเจกบุคคลมากกว่าการรวมกลุ่มและปกป้องผลประโยชน์ร่วมกันของชนชั้นผู้ถูกกดขี่


นายทุนที่เป็น CEO กล่าวตั้งแต่ต้นเรื่องแล้วว่าโรงงานนี้ไม่ต้องการให้มีสหภาพแรงงาน แต่จะดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของแรงงานให้ดี ซึ่งท้ายที่สุดแล้วเมื่อทราบว่าจะมีการก่อตั้งสหภาพแรงงาน ก็เริ่มให้สมาคมแรงงานสัมพันธ์ โดยเป็นบริษัทที่ให้คำปรึกษานายจ้างเพื่อเป็นกลไกสำหรับการทำลายสหภาพแรงงาน ซึ่งในสารคดีมีกลวิธีต่าง ๆ ที่แสดงให้เห็น เช่น การไล่แกนนำแรงงานหลายคนออกจากโรงงาน การจ้างงานแรงงานคนรุ่นใหม่มากขึ้น การสร้างข่าวปลอมเช่นการทุจริตในสหภาพแรงงาน การเพิ่มค่าจ้างให้อันน้อยนิดแต่ต้องแลกด้วยผลิตภาพที่มากขึ้น เป็นต้น ส่งผลให้ความริเริ่มที่จะตั้งสหภาพแรงงานกลับอ่อนแอลง และขั้นตอนที่ภาครัฐกำหนดไว้ว่าถ้าจะก่อตั้งสหภาพแรงงานต้องมีการออกเสียงรับหรือไม่รับในโรงงาน แต่ผลที่ออกมากลับไม่สามารถก่อตั้งได้ เพราะคะแนนที่รับมีเพียง 444 เสียง แต่ไม่รับถึง 868 เสียง โดยมีเหตุผลที่แรงงานอเมริกัน เช่น แรงงานวัยหนุ่มใสคนรุ่นใหม่เกรงกลัวและ บ้างก็กังวลเรื่องไม่มีเงินและกระทบต่อความมั่นคงในชีวิต เป็นต้น โดยคล้ายคลึงกับที่ผู้เขียนได้ถามนักศึกษาปริญญาตรีในชั้นเรียนว่าถ้าสำเร็จการศึกษาแล้ว ถ้าไปทำงานภาคเอกชนมีใครจะสมัครเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานบ้างหรือไม่ แต่ห้องเรียนนั้นกลับไม่มีเสียงตอบรับใด ๆ .. ปรากฎการณ์เช่นนี้เป็นภาพสะท้อนว่าขบวนการแรงงานไทยเองก็ควรตระหนักถึงความเข้าใจร่วม ฐานสมาชิก แนวร่วมในสังคม และที่สำคัญต้องร่วมแก้ไขปัญหาสังคมด้วย


ภายหลังที่ไม่สามารถตั้งสหภาพแรงงานได้ ก็สะท้อนให้เห็นว่าอนาคตของงาน (Future of Work) ท้าทายอย่างยิ่งต่อขบวนการแรงงาน และต้องทบทวนว่ายังใช้กลวิธีการระดมกำลังคนบริเวณใกล้เคียงของโรงงานได้อยู่หรือไม่ การถือป้ายรณรงค์และแจกใบปลิวจะสร้างอุดมการณ์ได้หรือไม่ หรือควรมีกลวิธีใหม่เพื่อให้รองรับต่อการปรับตัวกับแรงงานต่าง Generation และต่างสัญชาติให้เป็นแนวร่วม โดยเฉพาะผู้นำสหภาพแรงงานต้องเห็นความสำคัญต่อมิติของความหลากหลายและมีวิธีการขยายมวลชนกลุ่มคนอื่น ทั้งที่สัญชาติเดียวกันหรือต่างสัญชาติ นอกจากนี้การเจรจาตัวต่อตัวต่อรองระหว่างนายจ้างและลูกจ้างย่อมไม่มีอำนาจต่อรอง ส่งผลให้จำเป็นต้องมีสหภาพแรงงานเพื่อร่วมแก้ไขปัญหาตามที่ปรากฏในสารคดี เช่น การจ่ายค่าจ้างต่ำ ป่วยแต่ไม่ได้แจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบจึงถูกไล่ออก สภาพแวดล้อมการทำงานที่ไม่ปลอดภัย และเกิดการแสวงหาประโยชน์โดยละเมิดสิทธิแรงงาน อย่างไรก็ตามหากเลือกการรอมชอมความขัดแย้งโดยปรึกษาหารือเพื่อเป็นทางออกที่ดีสำหรับทั้งสองฝ่าย แต่ในเมื่อเป้าหมายสองฝ่ายไม่เหมือนกันจะเห็นพ้องร่วมกันได้ทั้งหมดก็เป็นเรื่องยาก


ยิ่งกว่านี้สถานการณ์ปัจจุบันของการจ้างงานไม่ได้ตั้งอยู่บนความเห็นอกเห็นใจ และบริษัท Fuayo ไม่ได้ตั้งใจมาพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานและทำให้ US กลับมายิ่งใหญ่เหมือนที่กล่าวไว้ เพราะท้ายเรื่องก็ประจักษ์แล้วว่าพยายามนำหุ่นยนต์มาทดแทนแรงงานและค่อย ๆ ทยอยเลิกจ้างแรงงานตามมา สอดคล้องกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม 4.0 และอนาคตของงานที่มีความเสี่ยงและไม่มีความมั่นคง (Precarious Work) ถึงแม้จะมีมิติวัฒนธรรมมาเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม แต่อย่างไรแล้วนายทุนก็ต้องการผลประโยชน์ทางธุรกิจหรือกำไรเป็นปัจจัยหลัก บ่อยครั้งมีการอ้างถึงความยั่งยืนทางธุรกิจเป็นจริยธรรมของบริษัทในหลายแห่ง เหมือนกับเวลากล่าวถึง SDG ข้อที่ 8 แต่ไม่ทราบว่าแท้จริงแล้วงานที่มีคุณค่า (Decent Work) ตามที่ ILO เสนอไว้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1999 จนมาถึงปัจจุบันคืออะไร ไม่ใช่เหมือนที่บางคนกล่าวว่าเป็นการทำงานที่มีค่าตอบแทนดีและทุกอาชีพมีคุณค่า แต่เจตจำนงที่ Juan Somavia ชี้ให้เห็นเมื่อสองทศวรรษที่แล้วว่าวัตถุประสงค์แท้จริงแล้วคือ “สิทธิการทำงาน การส่งเสริมการมีงานทำ การคุ้มครองทางสังคม และการเสวนาทางสังคม” นอกจากนี้วัฒนธรรมถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อส่งเสริมอะไรต่าง ๆ วิถีชีวิตประจำวันแล้ว ยังพบว่าสมาร์ทโฟนทำให้เส้นแบ่งทางวัฒนธรรมหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน ดังที่ปรากฏบางฉากในสารคดี มีแรงงานจีนใช้สมาร์ทโฟนของ iPhone จึงมีข้อสังเกตว่าจีนปรับตัวตามวัฒนธรรมตะวันตกและโลกดิจิทัลทำให้การเข้าถึงสารสนเทศต่าง ๆ ได้มากขึ้น ซึ่งเป็นไปได้ว่าในอนาคตแรงงานจีนเหล่านี้ก็อาจเป็นพลังที่สำคัญสำหรับการร่วมขับเคลื่อนให้เกิดสหภาพแรงงานในบริษัท Fuayo ก็เป็นได้

294 views

© 2019 by Mekong Studies Center