• Mekong Chula

เวียดนามกับการสร้างสำนึกชาติผ่านฟุตบอล

Updated: Jun 15

ภาณุรักษ์ ต่างจิตร


การเฉลิมฉลองอย่างอลังการของแฟนฟุตบอลทีมชาติเวียดนาม หรือ “ขุนพลดาวทอง” หลังจาการแข่งขันชิงแชมป์ AFC U23 นัดสุดท้ายในปี 2018 ที่ทีมของพวกเขาได้อันดับ 2 ภาพคล้ายคลึงกันกลางใจเมืองทั้งกรุงฮานอยและนครโฮจิมินห์เต็มไปด้วยขบวนรถและผู้คนนับพันบนท้องถนนที่สวมเสื้อเสื้อทีมชาติ ผ้าโพกหัว ใบหน้าที่ติดสติกเกอร์ พร้อมกับโบกสะบัดธงชาติไปมา ท่ามกลางเสียงแตร และการจราจรที่ติดขัดกว่าปกติ


การแสดงออกถึงความรักชาติและความภาคภูมิใจหลังการแข่งขันฟุตบอลสิ้นสุดลงที่ถูกกระตุ้นผ่านสื่อออนไลน์สำหรับประเทศคอมมิวนิสต์เช่นเวียดนามถือเป็นความแตกต่างจากการดำเนินการที่สร้างขึ้นโดยพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามหรือองค์กรจัดตั้งทางการเมืองอื่นๆ และไม่เป็นการละเมิดอำนาจรัฐ ตราบเท่าที่ยังคงไม่เสียการควบคุม


รัฐบาลคอมมิวนิสต์เวียดนามไม่แตกต่างไปจากหลายประเทศที่ส่งเสริมความรักชาติผ่านการศึกษาและการชุมนุมที่รัฐอนุญาตเป็นครั้งคราว ความแพร่หลายของสมาร์ทโฟนทำให้เป็นเรื่องง่ายสำหรับคนหนุ่มสาวในการชมทีมชาติเวียดนามแข่งผ่านการสตรีมมิ่ง (Streaming) หรือแสดงความคิดเห็นบนโลกออนไลน์ที่ถือเป็นเสน่ห์หนึ่งของฟุตบอล[i] และกลายเป็นเครื่องมืออันทรงพลังในดึงดูดผู้คนให้เข้ามารวมตัวกัน


ความสำเร็จของการสร้างเนื้อหา “ฟุตบอลชาติ” ของสหพันธ์ฟุตบอลเวียดนามสู่ประชาชนทั่วทุกภูมิภาค ทำให้นอกจากความสนใจของผู้คนต่อฟุตบอลทีมชาติแล้วยังเป็นกระบวนการสร้างเนื้อหาเกี่ยวกับความรักปิตุภูมิผ่านเพลงเชียร์หรือโฆษณาที่เข้าถึงประชาชนคนรุ่นใหม่อย่างรวดเร็ว และมีผลอย่างมากต่อการปลูกฝังความรักชาติ และอุดมการณ์ของคนเวียดนามผ่านชัยชนะในการแข่งขัน ถือเป็นความภาคภูมิใจร่วมกันของคนในชาติสำหรับประเทศที่ผ่านสงครามมายาวนานนับตั้งแต่ปี 1940


“หนึ่ง” ประเทศ “สอง” ทีมชาติ

ฟุตบอล (Bóngđá) เป็นกีฬาที่เริ่มเล่นกันในเวียดนามตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ในหมู่ข้าราชการ พ่อค้า และทหารฝรั่งเศส โดยได้มีการก่อตั้งสโมสรเป็นครั้งแรก ชื่อ Cercle Sportif Saigonnais จนถึงศตวรรษที่ 20 ที่ฟุตบอลได้ถูกเผยแพร่ในกลุ่มปัญญาชนและชนชั้นนำของเวียดนามและเป็นที่รู้จักโดยทั่วไป อย่างไรก็ดีในกลางศตวรรษที่ 20 ปัญหาทางการเมืองและภัยสงครามทำให้การพัฒนาฟุตบอลของเวียดนามต้องเผชิญกับอุปสรรคเฉพาะอย่างยิ่งหลังปี 1954 ที่เวียดนามถูกแบ่งเป็นเวียดนามเหนือและเวียดนามใต้ ทำให้ทีมฟุตบอลเวียดนามถูกแบ่งเป็น 2 ทีม[ii] ทีมชาติเวียดนามเหนืออยู่ภายใต้การควบคุมของสาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนามที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองเป็นคอมมิวนิสต์ ทำให้การการแข่งขันฟุตบอลในรายการต่างๆที่มีทีมชาติเวียดนามเหนือปรากฏอยู่จะเป็นการแข่งขันฟุตบอลกับประเทศในกลุ่มคอมมิวนิสต์ เช่น จีน คิวบา เกาหลีเหนือ ลาว[iii] และประเทศที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด เช่น อินโดนีเซีย หรือกัมพูชา ส่วนทีมชาติเวียดนามใต้อยู่ภายใต้การควบคุมของสมาคมฟุตบอลเวียดนาม (ปัจจุบัน คือ สมาพันธ์ฟุตบอลเวียดนาม) ที่ก่อตั้งในช่วงปี 1949 และยุติบทบาทลงในปี 1975 อาจกล่าวได้ว่า ทีมชาติเวียดนามใต้ประสบความสำเร็จกว่าทีมชาติเวียดนามเหนือ เนื่องจากบรรยากาศภายในสังคมที่เป็นเสรีนิยม โดยผลงานสำคัญของทีมชาติเวียดนามใต้ คือ เหรียญทองในการแข่งขันกีฬาแหลมทองปี 1959 เหรียญทองในการแข่งขันกีฬา SEAP Games ปี 1967 ปี1971 และปี 1990[iv]


ฟุตบอล คือ “ชีวิต” ชีวิต คือ “ฟุตบอล”

ชาวเวียดนามมีความคลั่งไคล้ในเกมฟุตบอลเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะหลังจากประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา จากการแข่งขันชิงแชมป์ AFC U23 ในปี 2018 ที่ทีมของพวกเขาได้อันดับ สอง ฟุตบอลกลายเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งของคนทุกชนชั้นในสังคมเวียดนาม แม้ว่าความสำเร็จของทีมชาติเวียดนามจะขึ้นๆลงๆ แต่ฟุตบอลยังคงมีบทบาทสำคัญในการสร้างสำนึกของความเป็นชาติที่มักจะเชื่อมโยงกับความสำเร็จโดยเฉพาะการแข่งขันรายการทัวร์นาเม้นต์ใหญ่ๆทั้งระดับภูมิภาคหรือระดับโลกและแสดงออกถึงความภาคภูมิใจเมื่อทีมชาติชนะการแข่งขันด้วยการเฉลิมฉลองอย่างมโหฬารของฝูงชนบนท้องถนนพร้อมกับการโบกธงชาติที่เป็นเป็นสัญลักษณ์ของความภาคภูมิใจในชัยชนะจากการแข่งขัน


ภาพของแฟนฟุตบอลหนุ่มสาวที่ร้องเพลงเช่น “Như có Bác Hồ” (เช่นเดียวกับลุงโฮ) “Năm anh em trên một chiếc xe tăng” (ห้าพี่น้องบนรถถัง) แม้ว่าหลายคนที่เกิดหลังปี 2000 จะไม่ได้อยู่ในยุคที่เกี่ยวข้องกับเพลงเหล่านี้ก็ตาม ทุกครั้งที่ทีมชาติชนะหนังสือพิมพ์เวียดนามจะพาดหัวข่าวเป็นต้นว่า “Đêm không ngủ với khát vọng Việt Nam" (คืนนี้หลับตาไม่ลงกับการบรรลุความปราถนาของเวียดนาม) “Cơn địa chấn mang tên Việt Nam" (แผ่นดินไหวชื่อเวียดนาม) แม้แต่การโฆษณาทางโทรทัศน์ของ บริษัท โคคา โคล่า เวียดนาม เช่น “Bóng đá là cuộc sống : Cuộc sống là bóng ₫á” (ฟุตบอลคือชีวิต ชีวิตคือฟุตบอล) ยังสะท้อนวิธีคิดของคนเวียดนาม ซึ่งในทัศนะของผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาเวียดนามอย่าง สิริวงษ์ หงส์สวรรค์ ในบทความเรื่อง “วิธีคิดของคนเวียดนามผ่านการอุปลักษณ์ที่ปรากฏในฟุตบอล” เห็นว่า Cuộc sống(ชีวิต) หมายถึง การดำรงชีวิตของคนในสังคม และในเชิงลึกยังหมายถึงการต่อสู้และเอาตัวรอดในสังคม[v] ฟุตบอลจึงไม่เป็นเพียงแค่กีฬาสำหรับคนเวียดนาม แต่เป็นบทเรียนอันทรงคุณค่าที่สามารถนำไปสอนบุตรหลานได้[vi]ทั้งยังเป็นบทเรียนที่มุ่งเน้นให้รักชาติ และรักทีมชาติเวียดนาม


“ชาติ” ในการ “เชียร์”

แม้วัฒนธรรมการเชียร์ฟุตบอลของเวียดนามจะได้รับอิทธิพลจากตะวันตก แต่ความน่าสนใจ คือ การคงอัตลักษณ์ความเป็นชาติไว้อย่างมีนัยยะสำคัญ[vii] ซึ่งปรากฏในเพลงเชียร์และบทเพลงประกอบธีมงานฟุตบอลที่ปรากฏในสื่อต่าง ๆนอกจากเนื้อร้องและทำนองที่มีเนื้อหาชาตินิยมโดยสะท้อนความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและความรักชาติ หรือการมีบรรพบุรุษร่วมกันของคนในชาติที่แม้ว่าในห้วงเวลาหนึ่งจะเคยถูกแบ่งเป็นสองประเทศ เช่น การใช้คำว่า “Chúng ta” (พวกเรา) ซึ่งสร้างอุดมการณ์ร่วมกันภายใต้จินตนาการความเป็นชาติขึ้น นอกเหนือจาก “สัญญะ” (Sign) ต่างๆ ที่ถูกสร้างขึ้นไม่ว่าจะเป็นการรวมตัวสวมเสื้อฟุตบอลทีมชาติ การร่วมกันโบกสะบัดธงชาติผืนมหึมา การเพ้นท์ใบหน้าเป็นรูปธงชาติ


การใช้ “เพลง” ซึ่งเป็นสื่อที่เข้าถึงผู้คนทั้งประเทศได้โดยง่าย มีความเป็นมวลชน (Mass) และสามารถผลิตซ้ำ (Reproduction) ได้ตลอดเวลา เผยให้เห็นถึงความสำเร็จของกระบวนการสร้างความสำนึกรักชาติ[viii] ที่ถูกนำมาใช้ผ่านการเชียร์ฟุตบอลชาติ เพื่อสร้างความภาคภูมิใจและความปรองดองร่วมกัน และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้บรรยากาศกีฬาฟุตบอลมีความสนุกขึ้น ส่งผลให้บทเพลงกับการสร้างอำนาจของชาติเข้ากับการกีฬาสมัยใหม่ได้เป็นอย่างดี[ix] เห็นได้จากเพลงที่ถูกนำมาใช้เชียร์ฟุตบอลทีมชาติเวียดนาม เช่น เพลง Đường Đến Ngày Vinh quang (เส้นทางแห่งความรุ่งโรจน์) เพลง Sẽ Chiến Thắng (จะเป็นแชมป์) เพลง Việt Nam ơi, (เวียดนามเอย) เพลง Tôi yêu bóng đá (ฉันรักฟุตบอล) โดยเฉพาะเพลง Nối Vòng Tay Lớn (อ้อมแขนที่ยิ่งใหญ่) ที่ประพันธ์โดย ตริญ กง เซิน ในปี 1971 ซึ่งมีเนื้อหาสร้างสำนึกชาตินิยมที่ยังคงถูกผลิตซ้ำตามความนิยมที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยโดยถูกผลิตเป็นเพลงร็อคในปี 2011 และยังทรงอิทธิพลจนถึงปัจจุบัน


เพลงยังสะท้อนให้เห็นถึงวิธีคิดของคนเวียดนามเมื่อกล่าวถึงกีฬาฟุตบอล เช่น “Bóng đá là môn thể thao vua”[x] (ฟุตบอล คือ กีฬาของจักรพรรดิ) ซึ่งเป็นความหมายในเชิงเปรียบเทียบว่า “ฟุตบอลเป็นของสูง เป็นกีฬาของผู้ยิ่งใหญ่” เพราะฉะนั้นสำหรับคนเวียดนามแล้ว ฟุตบอลจึงถือเป็นกีฬาที่ยิ่งใหญ่และมีความสำคัญที่สุด หรือคำว่า “Sẽ Chiến Thắng” (ชัยชนะ) จากเพลง “Đường Đến Ngày Vinh quang” คำว่า “Chiến thắng” เมื่อนำมาใช้ในบริบทของฟุตบอล หมายถึง “เวียดนาม คือ ผู้ชนะ” หรือคำที่กองเชียร์ชาวเวียดนามชอบใช้ คือ “Việt Nam vô định” หมายถึง “เวียดนามไม่เคยแพ้” รวมทั้งความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับของคนในชาติ เช่นคำว่า “Chúng ta” หมายถึง “พวกเรา” และคำว่า “Việt Nam” หมายถึง “ประเทศเวียดนาม” แต่ในเชิงอุปลักษณ์หมายความว่า ดินแดนปิตุภูมิของคนเวียดนามและการมีบรรพบุรุษร่วมกัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นวิธีคิดของคนเวียดนามถึงความต้องการเอาชนะ และการปลูกฝังอุดมการณ์ชาติ


อาจกล่าวได้ว่า หลังการรวบรวมทีมชาติเวียดนามเหนือและเวียดนามใต้เป็นทีมเดียวกัน ในนามสหพันธ์ฟุตบอลเวียดนามในปี 1976 ภายใต้การควบคุมและกำกับโดยรัฐ ปฏิเสธไม่ได้ว่าการการปฏิรูปโด๋ยเม้ย (Đổi Mới) มีส่วนในการพัฒนาวงการฟุตบอลเวียดนาม ฟุตบอลในวิธีคิดของคนเวียดนามจึงไม่เป็นเพียงแค่กีฬา แต่ยังเป็นบทเรียนอันทรงคุณค่าที่สามารถนำไปสอนบุตรหลานได้ ทั้งยังเป็นเครื่องมือในปลูกฝังอุดมการณ์ชาติรูปแบบหนึ่งของรัฐบาลเวียดนามนอกจากระบบการศึกษา บทเพลงปลุกความรักชาติต่าง ๆ ตั้งแต่ยุคสงครามรวมชาติที่ถูกผลิตซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพลงเชียร์หรือเพลงธีมที่ใช้ในฤดูกาลแข่งขันฟุตบอลได้มีส่วนส่งเสริมอุดมการณ์ชาตินิยมด้วยเนื้อหาที่แสดงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และความภาคภูมิใจในปิตุภูมิ ที่มีปัจจัยสนับสนุนจากความแพร่หลายของสมาร์ทโฟน ซึ่งสามารถเข้าถึงผู้คนเป็นจำนวนมากเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เป็นแฟนคลับของทีมขุนพลดาวทองที่รวมตัวกันออกมาทำกิจกรรมบนท้องถนนตามเมืองต่าง ๆ ทั่วประเทศเมื่อทีมชาติได้รับชัยชนะ


นิยามคำว่า “ฟุตบอล” สำหรับคนเวียดนามแล้วไม่เป็นเพียงแค่กีฬาหรือกิจกรรมยามว่าง แต่เปรียบเสมือนชีวิตและการต่อสู้ของคนในชาติที่สะท้อนผ่านการต่อสู้ของทีมชาติเวียดนามที่เป็นตัวแทนความแข็งแกร่งของชาติ ซึ่งผู้เล่นของพวกเขาสามารถต่อสู้กับผู้เล่นของทีมจากประเทศที่ใหญ่กว่าหรือทันสมัยกว่าได้ การเฉลิมฉลองของบรรดาแฟนฟุตบอลอย่างใหญ่โตมโหฬารเมื่อทีมของตนชนะอาจไม่ได้เป็นเรื่องชาตินิยม (Chủ nghĩa dân tộc Việt Nam) เพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นความภาคภูมิใจที่ทีมชาติเวียดนามสามารถแข่งขันในภูมิภาคหรือเวทีโลกได้ และทำได้อย่างดี



[i]Ralph Jennings.(2018). Wild Post-Game Street Partying in Vietnam Reveals Surge in Patriotism.

From. https://www.voanews.com/east-asia-pacific/wild-post-game-street-partying-vietnam-reveals-surge-patriotism [ii]Cao Hùng. Một Trăm năm bóng đá Việt Nam.

From. https://vietnamnet.vn/thuhanoi/2008/12/821171/ [iii]Elo Ratings: Vietnam. World Football Elo Ratings: North Vietnam.

From http://www.eloratings.net/North_Vietnam [iv]Scott Sommerville. "A Brief Primer on Vietnam's Football History". Saigoneer.

from. https://web.archive.org/web/20180206032512/https://saigoneer.com/society/society-categories/10963-a-brief-primer-on-vietnam%E2%80%99s-football-history [v] ธัญญาทิพย์ ศรีพนา. (2552) เวียดนามหลากมิติ. สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกรุงเทพฯ.หน้า 34-57. [vi] Trịnh Thơm. (2018). 11 bài học đáng giá từ bóng đá giúp cuộc sống trở nên tốt đẹp hơn. From. http://cafef.vn/11-bai-hoc-dang-gia-tu-bong-da-giup-cuoc-song-tro-nen-tot-dep-hon-20180130085929674.chn [vii]Cao Hùng. Một Trăm năm bóng đá Việt Nam.

From. https://vietnamnet.vn/thuhanoi/2008/12/821171/ [viii]Anthony D. Smith. (2010). Nationalism: Theory, Ideology, History. Polity. page 5-24. [ix] Saigoneer (2018). Companies All Over Vietnam Let Workers off Early to Cheer on National Football Team.

From https://saigoneer.com/vietnam-sports/12415-companies-all-over-vietnam-let-workers-off-early-to-cheer-on-national-football-tea [x]Duongminh. (2018). Vì sao bóng đá được gọi là môn thể thao vua.

From. http://duongminhfc.com/17-video/50-vi-sao-bong-da-duoc-goi-la-mon-the-thao-vua.html

329 views

© 2019 by Mekong Studies Center