• Mekong Chula

เมียนมานิวเวฟ เมื่อหนัง (ไม่) ปัญญาอ่อน ทำเงิน

Updated: Jul 28




เมียนมาเคยได้ชื่อว่าเป็น "ฮอลลีวูดของอุษาคเนย์" ตั้งแต่ยุคอาณานิคม และสิ้นสุดลงหลังการปกครองของรัฐบาลทหารจากการเซ็นเซอร์อย่างเข้มงวดที่ทำลายความคิดสร้างสรรค์และคุณภาพหนังลง จนถูกนักวิจารณ์เมียนมาเรียกว่า “หนังปัญญาอ่อน” หลังการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๕๘ จึงมีความพยายามฟื้นฟูยุคทองขึ้นอีกครั้งโดยผู้กำกับคลื่นรุ่นใหม่


อุตสาหกรรมหนังเมียนมามีประวัติยาวนาน ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๔๙ และจะครบ ๑๐๐ ปี (ရာပြည့်) ในปีนี้

จากหนังเงียบเรื่องแรกของสตูดิโอ Burma Film โดย อู โอน มอง ซึ่งเป็นสารคดีพิธีศพ อู ทุน เฉ่ง ทนายความ และนักการเมืองชาตินิยม ผู้นำ YMBA (Young Men's Buddhist Association) วันที่ ๑๓ ตุลาคม ปีเดียวกัน ที่ต่อมาเป็นวันระลึกหนังเมียนมา มีการเปิดตัวหนังเรื่อง Love and Liquor (မေတ္တာနှင့်သူရာ) ของ อู โอน มอง ที่กล่าวถึงการพนันและแอลกอออล์ซึ่งทำลายชีวิตหนุ่ม ณ โรงหนัง Royal Cinema ในร่างกุ้ง และได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้ชม ทำให้ อู โอน มอง กลายเป็นบิดาหนังเมียนมา


ระหว่างพ.ศ. ๒๔๖๓-๒๔๗๓ มีบริษัทหนังผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด เช่น A๑, New Burma, British Burma,

The Imperial, Bandula และ Yan Gyi Aung ที่น่าสนใจ คือ หนังสารคดีเรื่อง Saya San (ဆရာစံ) ผู้นำชาวนาผู้ก่อจลาจลใน พ.ศ ๒๔๗๓ที่ถูกอังกฤษจับกุม ได้รับอนุญาตให้ถ่ายทำการพิจารณาคดี เนื่องจากอังกฤษเห็นประโยชน์ในการเตือนคนพื้นเมือง แม้ชาวเมียนมาส่วนใหญ่จะรู้สึกไม่พอใจ


หนังที่ได้รับความนิยมขณะนั้น ส่วนใหญ่มีเนื้อหาเกี่ยวกับปัญหาสังคมและการเมือง ในพ.ศ. ๒๔๗๕ มีการผลิตหนังเสียงเรื่องแรก คือ It's No Use Giving Money (ငွေပေးလို့မရ) ด้วยความร่วมมือกับ Imperial Film บริษัทหนังของอินเดีย หนังทุกเรื่องจะถูกเซ็นเซอร์โดยรัฐบาลอาณานิคม และมีการสร้างโรงหนังรัฐขึ้นในพ.ศ. ๒๔๘๓


ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ หนังที่ได้รับความนิยมยังคงเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเมือง ทันทีที่ประกาศอิสรภาพในวันที่ ๔ มกราคม ๒๔๙๑ รัฐบาลใหม่ได้จัดตั้ง Film and Theater Department เพื่อผลิตหนังโฆษณาชวนเชื่อ เช่น การต่อต้านคอมมิวนิสต์ในยุคสงครามเย็น โดยเฉพาะเรื่อง The Sound of the People Victorious (လူထုေအာင္သံ) ซึ่งเขียนบทโดย อู นุ ผู้ที่ต่อมาเป็นนายกรัฐมนตรีในพ.ศ. ๒๔๙๓


หลังการปฏิวัติของรัฐบาลทหารโดยเนวินใน พ.ศ. ๒๕๐๕ หนังถูกใช้เป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อ สนับสนุนลัทธิสังคมนิยม มีการควบคุมและเซ็นเซอร์อย่างเข้มงวดผ่าน Central Film Division โดยระหว่างพ.ศ. ๒๕๒๓ -๒๕๓๓ ดาราหลายคน เช่น ออง ลวีน และ ทุน วาย ถูกห้ามไม่ให้ปรากฏในหนัง และหนังของผู้กำกับบางคน เช่น วิน เป ถูกแบน ทั้งยังมีการออกกฏหมายพิลึกๆใน พ.ศ. ๒๕๒๕ ที่ระบุว่าดาราจะต้องแสดงหนัง ๓ เรื่องพร้อมๆกัน


การที่ผู้สร้างต้องส่งบทไปเซ็นเซอร์ก่อน หลังได้รับอนุญาตจึงจะเริ่มถ่ายทำได้ และก่อนฉายยังต้องส่งหนังที่เสร็จแล้วไปเซ็นเซอร์อีกครั้ง ทำให้ตั้งแต่พ.ศ. ๒๕๔๓ หนัง ๑ ใน ๓ ที่สร้างขึ้นจึงเป็นแนวคอมเมดี มีเนื้อหาตลกทางเพศที่ตัวละครแสดงออกเกินจริง เพื่อเรียกเสียงหัวเราะ ทั้งมีลักษณะกีดกันทางเพศ และล่วงละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะกับกลุ่ม LGBT ซึ่งนักวิจารณ์เรียกว่า “หนังปัญญาอ่อน”


การถูกโดดเดี่ยวจากมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจของตะวันตก ทำให้อุปกรณ์ถ่ายทำและฟิล์มหายาก รวมทั้งคนดูที่ลดลง ส่วนหนึ่งเกิดจากจำนวนโรงหนังที่ลดลง ในพ.ศ. ๒๕๕๔ โรงหนังทั่วประเทศเหลือเพียง ๗๑ โรง จากที่เคยมีจำนวนถึง ๒๔๔ โรง ส่วนใหญ่อยู่ในร่างกุ้งและมัณฑะเลย์ ทำให้ตั้งแต่พ.ศ. ๒๕๓๓ การผลิตหนังในเมียนมามักอยู่ในรูป DVD หรือหนังแผ่น ซึ่งใช้งบประมาณต่ำ และออกวางขายในราคาประมาณแผ่นละ ๑๕ บาท โดยในพ.ศ. ๒๕๕๑ มีการผลิตหนังแผ่นอย่างน้อย ๘๐๐ เรื่อง


ความพยายามฟื้นฟูยุคทองของหนังเมียนมาเริ่มขึ้นในพ.ศ. ๒๕๖๒ จากผู้กำกับรุ่นใหม่ที่ได้รับการศึกษาจากต่างประเทศ โดยเฉพาะ คริสติน่า จี และสามีเธอ เซนน์ จี ที่ทำเงินจากหนังเรื่อง Now & Ever (ထာဝရနှောင်ကြိုး) หนังที่ประสบความสำเร็จสามารถทำรายได้ มากกว่า ๖๕ ล้านบาท ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการสร้างหนัง อยู่ตั้งแต่ ๗-๑๖๐ ล้านบาท ค่าใช้จ่ายที่มากสุด คือ ค่าตัวดารา ดาราชายดังๆจะได้รับค่าตัวระหว่าง ๑.๖ - ๒ ล้านบาทต่อเรื่อง และดาราหญิงจะได้รับค่าตัว๑.๑ - ๑.๓ ล้านบาทต่อเรื่อง


อย่างไรก็ตาม รายได้จากหนังมักขึ้นอยู่กับจำนวนโรงหนังเข้าฉายมากกว่าคุณภาพของหนัง การเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่องของหนัง อาจไม่ใช่เป็นเรื่องดีสำหรับอุตสาหกรรมหนังเมียนมา เพราะดูเหมือนจะสร้างสถานการณ์ที่ยากลำบากในการเจรจาให้แก่ผู้สร้างกับเจ้าของโรงหนัง


หลังการเลือกตั้งในพ.ศ. ๒๕๕๘ การผ่อนคลายการเซ็นเซอร์ และการคว่ำบาตรระหว่างประเทศที่คลี่คลายลง ทำให้อุตสาหกรรมหนังเมียนมาขยายตัว มีการเปิดแผนกภาพยนตร์และละครขึ้นที่มหาวิทยาลัยศิลปะและวัฒนธรรมแห่งชาติ แม้ไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร จากการขาดอาจารย์ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมและอุปกรณ์การสร้างหนัง รวมทั้งการควบคุมจากรัฐบาลทหาร พ.ศ. ๒๕๕๙ มีหนังเข้าฉาย ๑๒ เรื่อง, พ.ศ. ๒๕๖๐ จำนวน ๑๘ เรื่อง, พ.ศ. ๒๕๖๑ เพิ่มเป็น ๔๐ เรื่อง และเข้าฉายใน พ.ศ. ๒๕๖๒ มากกว่า ๖๐ เรื่อง ซึ่งสอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของโรงหนังทั่วประเทศกว่า ๒๐๐ แห่ง โดยมี Mingalar Cinemas เป็นผู้เล่นที่โดดเด่นที่สุดในอุตสาหกรรมด้วยการเช่าโรงหนังจากรัฐมาปรับปรุงและดำเนินงานจนกลายเป็นเครือโรงหนังที่ใหญ่ที่สุดของเมียนมา มีการจัดเทศกาลหนังครั้งแรก Wathann Film Festival ของผู้กำกับอิสระขึ้น ในพ.ศ. ๒๕๕๔ รวมทั้งเทศกาลหนัง Art of Freedom Film Festival โดย มอง ธูระ หรือ ซาร์กานา ดาราตลก ผู้กำกับหนัง และอดีตนักโทษการเมือง ในพ.ศ. ๒๕๕๕ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากนาง อองซาน ซูจี หนังเมียนมาหลายเรื่องยังได้รับเลือกให้เข้าฉายในเทศกาลหนังนานาชาติ เช่น Busan International Film Festival


แม้จะเปลี่ยนแปลงไปในเชิงบวก แต่สิ่งที่ยังคงเป็นข้อห้ามเดิมๆสำหรับเหล่าผู้กำกับนิวเวฟ คือ การวิพากษ์วิจารณ์กองทัพ (တပ်မတော်) พุทธศาสนา, วิญญาณ, โหราศาสตร์, สิ่งลี้ลับเหนือธรรมชาติ รวมทั้งทัศนคติอนุรักษ์นิยมของสังคมที่มีต่อผู้หญิง เช่น ผู้หญิงที่ดีไม่ควรสูบบุหรี่ (จริงๆแล้ว ดาราหญิงเมียนมาได้รับอิทธิพลจากฮอลลีวูด ไม่ว่าจะเป็น การแต่งหน้า ทรงผม แม้แต่การสูบบุหรี่ ตั้งแต่พ.ศ ๒๔๗๓) หรือปัญหาสังคมที่อาจมีอยู่ในชีวิตจริงแต่ไม่ใช่ในหนัง

อ้างอิงจาก


"စည်သူအောင်မြင့်, “မြန်မာ့ရုပ်ရှင် စီးပွားရေးလုပ်ငန်း အခြေအနေကောင်းလာပြီလား”

Frontier Myanmar, December 28, 2019.

https://frontiermyanmar.net/mm/news/16526

"မြင့်မြတ်သူ, “နိုင်ငံရေးလျှို့ဝှက်သည်းဖို “နိုင်ငံကြီးသား” ဇာတ်ကား၏ထိုးဖောက်အောင်မြင်မှု”

Frontier Myanmar, October 30, 2019.

https://frontiermyanmar.net/mm/news/16004

"ငြိမ်းအိအိထွေ, “အကောင်းဆုံး မြန်မာရုပ်ရှင် ဇာတ်ကား ၁၀ ကား”

မြန်မာတိုင်းမ်အပတ်စဉ်, September 19, 2019.

https://myanmar.mmtimes.com/news/128598.html

“မြန်မာနိုင်ငံတစ်ဝန်းရှိ ရုပ်ရှင်ရုံများတွင် ဒီဇင်ဘာလအတွင်း မြန်မာရုပ်ရှင်ဇာတ်ကားသစ် ရှစ်ကား ရုံတင်ပြသမည်”

Eleven, November 26, 2019.

https://news-eleven.com/article/147214

3 views

© 2019 by Mekong Studies Center