• Mekong Chula

เฝือง เขิ้ว “พญาหงส์เหนือบัลลังก์มังกร” เวอร์ชั่นเวียดนาม

ภาณุรักษ์ ต่างจิตร



คอซีรีย์บ้านเราคงคุ้นเคยกับซีรีย์พีเรียด หรือซีรีย์แนวย้อนยุคจากเกาหลีหรือจีน ที่เป็นเรื่องราวอิงประวัติศาสตร์ เกมการเมือง เล่ห์เพทุบาย การอิจฉาริษยา แก่งแย่งชิงอำนาจกันในราชสำนักฝ่ายใน ซึ่งเรียกกันติดปากว่า “ซีรีส์พระสนม” สร้างกี่ครั้งๆ ก็ได้รับความนิยม และกระแสตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้ชม รวมทั้งแฟนๆ ชาวไทย จนวงการบันเทิงทั้งแดนมังกรและแดนกิมจิต่างพากันผลิตซีรีย์แนวนี้ออกมาต่อเนื่องไม่ขาดสาย

"เฝือง เขิ้ว" (Phượng Khấu) หรือชื่อในภาษาอังกฤษว่า “Emperor’s Gift” เป็นซีรีย์อิงเรื่องราวประวัติศาสตร์เกี่ยวกับชีวิตในวังต้องห้ามเรื่องแรกของเวียดนาม โดยผู้กำกับมากฝีมืออย่าง หวิ่ญ ต๊วน แอง ซีรี่ย์เรื่องนี้มี 3 ซีซั่นๆ ละ 35 ตอนๆ ละ 45 นาที ซีซั่นแรกเริ่มในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา สามารถรับชมทางออนไลน์ผ่านสตรีมมิง POPS ของเวียดนาม


หลังเปิดตัว เฝือง เขิ้ว ได้รับความสนใจจากผู้ชมที่ชื่นชอบหนังแนวแอ็กชันพีเรียด ซึ่งได้รับความนิยมมากในเวียดนาม โดยเฉพาะหนังจากจีนและเกาหลี ที่คนเวียดนามเรียกว่า “หนังยิงธนู” (Phim Cung Đấu) ขณะที่ผู้ชมส่วนหนึ่งต้องการดูชีวิตนางในราชสำนักเวียดนาม หรือ "ฮาเร็มเวอร์ชั่นเวียดนาม"


กลุ่มเป้าหมายของซีรีย์เรื่องนี้ที่ผู้กำกับวางไว้ คือ ผู้ชมอายุตั้งแต่ 16-25 ปี ด้วยคาดหวังว่าจะเป็นสะพานเชื่อมระหว่างอดีตและปัจจุบันระหว่างคนรุ่นใหม่กับมรดกทางวัฒนธรรมที่บรรพชนทิ้งไว้ ซึ่งจะช่วยสร้างความรู้ความเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ และคุณค่าทางวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นมารยาท, พิธีกรรม, ความเชื่อ, เพลง, บทกวี หรืออาหาร สำหรับประเทศที่มีอารยธรรมยาวนานเฉกเช่นเวียดนาม



เฝือง เขิ้ว และ อ้าว เญิต บิ่ญ สัญญะแห่งอำนาจ และศักดิ์ศรี

เฝือง เขิ้ว หมายถึง “พญาหงส์” หรือนกฟีนิกซ์ที่ หวิ่ญ ต๊วน แอง ผู้กำกับต้องการสื่อถึงชีวิตในราชสำนักฝ่ายในของเวียดนามยุคจารีต จากลวดลายพญาหงส์ที่ปักบนเสื้อเครื่องแต่งกายแบบดั้งเดิมของสตรีฝ่ายในสมัยราชวงศ์เหงียน เรียกว่า “อ้าว เญิต บิ่ญ”. (Áo Nhật Bình) แสดงลำดับชั้นและศักดิ์ศรีของผู้ใส่จากรายละเอียดของวัสดุและสีที่ปักลงบนเสื้อ เริ่มใช้ในสมัยพระจักรพรรดิ ซา ลอง (Gia Long) ที่เลียนแบบมาจากธรรมเนียมในราชสำนักหมิงของจีน และปรับเปลี่ยนเล็กน้อยในสมัยพระจักรพรรดิมิญหมั่ง ตัวอย่างเช่น พระพันปีจะปักด้วยด้ายสีทอง เฝือง เขิ้ว และ อ้าว เญิต บิ่ญ จึงสะท้อนถึงสัญญะแห่งอำนาจ ศักดิ์ศรี ความปรารถนาในความรักของพระสนมทุกนางจากพระจักรพรรดิผู้เป็นพระสวามี ไม่มีใครที่ไม่ต้องการเป็นพระอัครมเหสี หรือไม่ต้องการเป็นพระมารดาของท้ายตื๋อ (เจ้าชายรัชทายาท) อันหมายความถึงอำนาจสูงสุดเหนือบรรดานางในทั้งปวงในพระราชวังต้องห้าม



เนื้อหาของ เฝือง เขิ้ว เล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์สมัยราชวงศ์เหงียน (Nhà Nguyễn) ระหว่างศตวรรษที่ 17 ในรัชสมัยของพระจักรพรรดิเถี่ยว จิ (Thiệu Trị) จักรพรรดิองค์ที่ 3 ของราชวงศ์เหงียน ผ่านมุมมองของพระนาง ฟ่าม ถิ ฮั่ง (Phạm Thị Hằng) หรือจักรพรรดินี ตื่อ ซุ (Từ Dụ) ซึ่งเข้าสู่พระราชวังตั้งแต่อายุ 13 ปี ต่อมาได้เป็นพระสนมของเจ้าชายเหงียน ฟุก เมียน ตง (Nguyễn Phúc Miên Tông) โอรสของพระจักรพรรดิมิญ มาง (Minh Mạng) กับพระนางเจิ่น ถิ ดาง (Trần Thị Đang) ซึ่งต่อมาจะขึ้นเป็นพระจักรพรรดิเถี่ยว จิ

ซีรีย์เน้นไปในช่วงเวลาที่ ฟ่าม ถิ ฮั่ง ยังเป็นพระสนมของจักรพรรดิเถี่ยว จิ ในช่วงเจ็ดปีแรกของการขึ้นครองราชย์ (พ.ศ. 2383-2390) แม้เวียดนามจะยึดถืออุดมการณ์ชายเป็นใหญ่จากลัทธิขงจื้อตามแบบแผนจารีตที่สืบทอดมาของราชวงศ์เหงียนและสถานภาพของผู้หญิงที่ถูกควบคุมด้วยหลักการที่เรียกว่า “ตาม ตอง” (Tam Tông) แต่ซีรีส์เรื่อง เฝือง เขิ้ว ได้สะท้อนถึงบทบาทของ ฟ่าม ถิ ฮั่ง ที่อยู่เบื้องหลังและมีอิทธิพลต่อการเมืองตั้งแต่สมัยจักรพรรดิ เถี่ยว จิ ที่ได้รับพระราชานุญาตจากพระจักรพรรดิเถี่ยว จิ ผู้เป็นพระสวามีให้ยืนอยู่ด้านหลังบัลลังก์เพื่อร่วมรับฟังข้อราชการ รวมทั้งอำนาจสูงสุดในการปกครองราชสำนักฝ่ายใน




พญาหงส์เหนือบัลลังก์มังกร


แกนกลางของเรื่องหมุนรอบ ฟ่าม ถิ ฮั่ง ถึงเรื่องราวการต่อสู้หลังกำแพงวังต้องห้ามทั้งความรัก หลังการสูญเสีย เหงียน ฟุก เอวียน อี้ (Nguyễn Phúc Uyên Ý) พระธิดา ความอิจฉาริษยา การสมคบคิด การชิงไหวชิงพริบ และกลอุบาย ในการนำพาพระโอรส คือ เจ้าชายเหงียน ฟุก ห่ง เหญิ่ม ขึ้นครองบัลลังก์



การที่ประวัติศาสตร์เวียดนามไม่ค่อยให้ความสำคัญกับผู้หญิงจึงเป็นความน่าทึ่งของ เฝือง เขิ้ว ที่อิงเรื่องราวซึ่งเกิดขึ้นจริงจากบทบาททางการเมืองของพระนาง ฟ่าม ถิ ฮั่ง ปลายรัชสมัยพระจักรพรรดิเถี่ยวจิ ต่อมาจนถึงรัชสมัยพระจักรพรรดิ ตึ ดึ๊ก ในฐานะพระราชมารดา ซึ่งทำให้พระนางได้รับการยกย่องเป็นพระจักรพรรดินีที่ทรงอำนาจที่สุดในสมัยราชวงศ์ เหงียนเป็นเวลายาวนานกว่า 60 ปี

เนื่องจากพระจักรพรรดิเถี่ยวจิไม่ได้ทรงแต่งตั้งท้ายตื๋อ (Thái Tử) หรือเจ้าชายรัชทายาท ซึ่งคาดกันว่า พระโอรสองค์โต คือ เจ้าชายเหงียน ฟุก ห่ง บ๋าว (Nguyễn Phúc Hồng Bảo) จะได้ทรงราชย์ตามธรรมเนียมของลัทธิขงจื้อที่เน้นสิทธิของบุตรชายคนโต แต่พระจักรพรรดิเถี่ยวจิทรงยกราชสมบัติให้แก่เจ้าชายเหงียน ฟุก ห่ง เหญิ่ม (Nguyễn Phúc Hồng Nhậm) พระโอรสองค์รองของพระองค์กับพระนาง ฟ่าม ถิ ฮั่ง

เหงียน ฟุก ห่ง เหญิ่ม ได้ขึ้นเป็นฮว่างเด๊ หรือพระจักรพรรดิ ตึ ดึ๊ก (Tự Đức) ด้วยพระชนมายุ 18 ชันษา ทรงเปลี่ยนพระนามเป็นเหงียน ฟุก ถี่ (Nguyễn Phúc Thì) และทรงสถาปนา ฟ่าม ถิ ฮั่ง พระราชมารดา ขึ้นเป็น ฮว่างไท้เหิว (Hoàng thái hậu) หรือพระพันปีหลวง การที่ราชบัลลังก์ตกแก่พระอนุชาทำให้เจ้าชายเหงียน ฟุก ห่ง บ๋าว ทรงก่อการกบฏถึง 2 ครั้ง และถูกลงพระราชอาญา โดยพระนางฝั่มถิฮั่ง พระพันปีหลวง ได้ทูลขอพระราชทานอภัยโทษ แต่เจ้าชายเหงียน ฟุก ห่ง บ๋าว ทรงกระทำอัตวินิบาตกรรมด้วยการแขวนพระศอภายในที่คุมขัง



ความน่าสนใจอีกเรื่องของ เฝือง เขิ้ว อยู่ที่การฟื้นฟูเครื่องแต่งกายโบราณ ซึ่งมีต้นทุนถึง 1 ใน 3 ของค่าใช้จ่ายในการผลิตซีรีย์เรื่องนี้ ด้วยการนำเครื่องแต่งกายแบบดั้งเดิมของสตรีฝ่ายในสมัยราชวงศ์เหงียน ที่เรียกว่า อ้าว เญิต บิ่ญ มาเป็นไอคอนหรือสัญลักษณ์ ที่สะท้อนถึงอิทธิพลจากราชสำนักหมิงของจีนจากสัญญะต่างๆบนฉลองพระองค์ของพระจักรพรรดิและของพระราชวงศ์ฝ่ายใน เช่น มังกร และหงส์ เช่นเดียวกับการพันผ้าบนศีรษะสำหรับชาวเวียดนามที่เรียกว่า "คัน เวิ้น" (Khăn vấn) ซึ่งถูกตราให้เป็นเครื่องแต่งกายสำหรับชาวเวียดนามในสมัยพระจักรพรรดิมิญ มาง และกลายเป็นรากเหง้าของเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมในเครื่องแต่งกายของคนเวียดนามที่สอดแทรกถึงคุณธรรม 5 ประการ ของลัทธิขงจื้อ ซึ่งเรียกว่า "หงู๊ เถื่อง" (Ngũ thường) นับแต่ครึ่งหลังของศตวรรษที่ 18 และพัฒนาการมายาวนานนับร้อยปีจนตกผลึกกลายเป็นชุดประจำชาติเวียดนามปัจจุบัน

ฉากของซีรีย์เรื่องนี้ยังจำลองความงดงามสถาปัตยกรรมของพระราชวังเว้ หรือ “เมืองต้องห้าม” (Tử Cấm thành) ซึ่งสร้างขึ้นตามแบบแผนสถาปัตยกรรมของราชวงศ์เลอ และถูกเปลี่ยนชื่อเป็น "Tòa thành cấm màu tía". หรือ “เมืองต้องห้ามสีม่วง” ในสมัยพระจักรพรรดิมิญหมั่ง โดยได้รับคตินิยมจากราชสำนักจีนถึงการเป็นที่พำนักของกษัตริย์ซึ่งเป็นโอรสแห่งสวรรค์ รวมทั้งอิทธิพลของสถาปัตยกรรมตะวันตกที่สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนในป้อมปราการ ฮว่าง แถ่ง (Hoàng Thành) และ ป้อมปราการ กิญ แถ่ง (Kinh Thành) ที่ตอนต้นผู้กำกับต้องการถ่ายทำที่เว้ เพื่อบรรยากาศแท้จริง แต่พบว่าเว้แทบไม่มีการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมของราชวงศ์เหงียน จึงย้ายสถานที่ถ่ายทำมายัง ลอง อัน ใกล้โฮจิมินห์ซิตี้ เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย โดยการใช้คอมพิวเตอร์กราฟฟิก (Computer graphics) สร้างภาพพระราชวังและป้อมปราการที่เว้แทน




หลังออนไลน์ซีซั่นแรก ซีรีย์เรื่องนี้ได้รับการตอบรับทั้งดอกไม้และก้อนอิฐจากสื่อ และสาธารณชน โดยได้รับความสนใจจากผู้ชมจำนวนมาก ซึ่งเป็นคนรุ่นหนุ่มสาวว่าทำให้เข้าใจประวัติศาสตร์เวียดนามมากขึ้นและเป็นแรงบันดาลใจในการเรียนรู้เพิ่มเติมรวมทั้งความภาคภูมิใจของผู้กำกับที่พิสูจน์ให้เห็นว่าเวียดนามก็สามารถสร้างหนังแนวประวัติศาสตร์ได้ ตลอดจนคำชมเชยเกี่ยวกับเครื่องแต่งกายและการแสดงที่ยอดเยี่ยมของนักแสดง แม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ในหลายเรื่องไม่ว่าจะเป็นการเลียนแบบหนังยิงธนูของจีน หรือปัญหาด้านเทคนิค เช่น เสียงไม่ตรงกับภาพ ซีจีที่ไม่แนบเนียน และความอื้อฉาวจากการฟ้องร้องของนักแสดงหญิงเรื่องการขายบท

เฝือง เขิ้ว เป็นซีรีย์ที่สร้างขึ้นท่ามกลางกระแสความนิยมหรือคลั่งหนังแนวแอ็กชันพีเรียดจากจีน และเกาหลี ของคนเวียดนาม ซีรีย์เรื่องนี้นอกจากจะบรรลุเป้าประสงค์ในการสร้างความรู้ความเข้าใจในประวัติศาสตร์แก่ผู้ชม ยังให้ภาพการเมืองบางแง่มุมก่อนการแผ่ขยายอิทธิพลเข้ามาของจักรวรรดินิยมฝรั่งเศส ซึ่งแตกต่างไปจากประวัติศาสตร์กระแสหลักของเวียดนาม ถึงบทบาทของสตรีในราชสำนักฝ่ายในสมัยราชวงศ์เหงียนที่ทรงอิทธิพลต่อการเมืองการปกครองอย่างมีนัยยะสำคัญ ภายใต้กระแสค่านิยมที่ยึดอุดมการณ์สังคมชายเป็นใหญ่ใต้อิทธิพลลัทธิขงจื้อ


อ้างอิงจาก


https://laodong.vn/van-hoa-giai-tri/phuong-khau-dien-vien-kien-doi-tien-mua-vai-dao-dien-noi-khong-binh-luan-803125.ldo

https://tuoitre.vn/dao-dien-phuong-khau-giai-thich-ve-dan-dien-vien-lon-tuoi-dong-phim-cung-dau-20200305182132475.htm

https://tuoitre.vn/phuong-khau-gay-to-mo-ve-phim-cung-dau-dau-tien-cua-viet-nam-20190603102358826.htm





เกี่ยวกับผู้เขียน


ภาณุรักษ์ ต่างจิตร ปัจจุบันเป็นนักวิจัยประจำคลัสเตอร์เวียดนามศึกษา ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านแม่โขงศึกษา สถาบันเอเชียศึกษาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภาณุรักษ์สำเร็จการศึกษาในสาขาอาเซียนศึกษาจากมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และเคยเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนที่ Hanoi University (HANU)

394 views

© 2019 by Mekong Studies Center