• Mekong Chula

สีสะหวาด แก้วบุนพัน : “เซียงอำคาผู้กล้าหาญ” ใต้ไฟปฏิวัติ

Updated: Jul 28

อดิศร เสมแย้ม




วันที่ ๑๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ ประชาชนลาวต้องสูญเสีย “ลุงสีสะหวาด” หรือสหายพลเอกสีสะหวาด แก้วบุนพัน วีรบุรุษแห่งชาติผู้อุทิศตนต่อการปฏิวัติ อดีตการนำขั้นสูงของพรรคและรัฐ อดีตรองประธานประเทศอดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถึงแก่อนิจกรรมด้วยโรคชรา สิริรวม ๙๓ ปี


พลเอกสีสะหวาด แก้วบุนพัน เกิดเมื่อพ.ศ. ๒๔๗๑ ในครอบครัวชาวนายากจน ที่ซำเหนือ แขวงหัวพัน ชื่อเดิมคือ อำคา หลังบิดามารดาเสียชีวิตขณะมีอายุ ๑๔ ปี ได้บวชเป็นเณร เมื่อสึกออกมาจึงถูกเรียกว่า “เซียงอำคา” เซียงอำคาเข้าร่วมขบวนการปฏิวัติลาวตั้งแต่อายุ ๑๗ ปี ในกองร้อยโฆษณาประกอบอาวุธตะลุมบอนประจำภาคเหนือ ได้รับการยกย่องจากบรรดาสหายในกองพันใหญ่ ๕๒ ว่า “เซียงอำคาผู้กล้าหาญ”


เซียงอำคาเป็นหนึ่งในคณะที่ถูกคัดเลือกให้ไปพบ ไกสอน พมวิหาน ที่เวียดนาม เพื่อเรียนทฤษฎีการเมือง ด้วยความฉลาดหลักแหลมของเซียงอำคา ไกสอนจึงเปลี่ยนชื่อให้ใหม่เป็น “สีสะหวาด” ในเส้นทางนักปฏิวัติ สีสะหวาดเป็นหนึ่งในบรรดาการนำรุ่นแรก หลังไกสอนตั้งกองร้อย “ลาดซะวง” ขึ้นในพ.ศ. ๒๔๙๒

ซึ่งเป็นจุดกำเนิดกองทัพประชาชนลาวในเวลาต่อมา สีสะหวาดได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าการเมืองกองร้อยลาดซะวง, หัวหน้าการทหารกองร้อยลาดซะวง, รองกองพันประสมลาว-เวียดนามในเขตที่มั่นภาคเหนือ และนำพากองร้อยลาดซะวงร่วมกับทหารอาสาสมัครเวียดนามเข้าตีเพื่อปลดปล่อยแขวงหัวพันครั้งแรก จนได้รับการแต่งตั้งเป็นรองเสนาธิการกองทัพปลดปล่อยประชาชนลาวในพ.ศ. ๒๔๙๘ก่อนก้าวขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารเขตซำเหนือ, ผู้บัญชาการสงครามปลดปล่อยแขวงหัวพันครั้งที่ ๒, ผู้บัญชาการสงครามปลดปล่อยทุ่งไหหิน แขวงเชียงขวาง, หัวหน้าเสนาธิการสูงสุดกองทัพปลดปล่อยประชาชนลาว และหัวหน้ากรมใหญ่เสนาธิการกองทัพประชาชนลาวตามลำดับ กระทั่งเลื่อนยศขึ้นเป็นพลเอกคนที่ ๒

ของกองทัพประชาชนลาวจากจำนวนทั้งหมด ๓ คน เมื่อพ.ศ. ๒๕๒๖


สีสะหวาดยังมีบทบาทสำคัญในการบัญชาการรบในฐานะผู้บัญชาการกรมใหญ่เสนาธิการ และบทบาทฐานะ "ทูต"โดยเป็นหัวหน้าคณะเจรจากับไทยใน “บั้นรบเมืองบ่อแตน” ที่ไทยเรียกว่า “สงครามบ้านร่มเกล้า” จนนำไปสู่การหยุดยิงเมื่อวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๑


บทบาททางการเมืองของสีสะหวาดไม่ต่างจากทางทหารที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อได้รับเลือกเป็นกรรมการศูนย์กลางพรรคชุดแรกในกองประชุมใหญ่ครั้งแรกของพรรคประชาชนลาวเมื่อวันที่ ๒๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๘ และได้รับเลือกเป็นกรรมการศูนย์กลางพรรค, กรรมการกรมการเมืองศูนย์กลางพรรคหลายสมัย รวมทั้งได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักงานนายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรีกระทรวงภายใน-นักรบเก่าและสังคม, ประธานขวนขวายสร้างตั้งคณะซาวหนุ่มประชาชนปฏิวัติลาว, เลขาคณะพรรคและประธานคณะปกครองกำแพงนครเวียงจันทน์

.

การต่อสู้ทางการเมืองภายในพรรคระหว่างสายอำนาจและกลุ่มภาคเหนือกับกลุ่มภาคใต้ ในพ.ศ. ๒๕๓๔ ทำให้สีสะหวาดซึ่งอยู่ในกลุ่มภาคเหนือต้องสูญเสียอำนาจทั้งทางทหารและทางการเมือง พร้อมๆกับหลุดจากตำแหน่งหัวหน้าเสนาธิการสูงสุดของกองทัพ, เลขาคณะพรรคและประธานคณะปกครองกำแพงนครเวียงจันทน์ และกรรมการกรมการเมืองศูนย์กลางพรรค คงเหลือเพียงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงกสิกรรมและป่าไม้ รวมทั้งถูกล้างฐานอำนาจจากการจับกุมคณะปกครองกำแพงนครเวียงจันทน์กว่า ๓๐ คน แต่บารมีในฐานะนักปฏิวัติอาวุโสจากการเป็นการนำรุ่นแรกของพรรคที่เติบโตจากปีกกองทัพและสายเวียดนาม ทำให้สีสะหวาดที่ดูเหมือนหลุดจากวงจรทางการเมืองไปกว่า ๕ ปี กลับคืนสู่อำนาจอีกครั้งในพ.ศ. ๒๕๓๙ โดยถูกเลือกเป็นกรรมการคณะบริหารงานศูนย์กลางพรรค และกรรมการกรมการเมืองศูนย์กลางพรรคในกองประชุมใหญ่ครั้งที่ ๖ รวมทั้งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรองประธานประเทศ (พ.ศ.๒๕๓๙-๒๕๔๑) ก่อนจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรีระหว่างพ.ศ. ๒๕๔๑ - ๒๕๔๔ และพ้นจากตำแหน่งหลังเหตุการณ์ลอบวางระเบิดปริศนาหลาย ๑๐ ครั้ง


แม้จะลงจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรี แต่การมาจากสายทหาร และความสัมพันธ์ส่วนตัวอันดีกับกองทัพและพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ทำให้สีสะหวาดยังคงได้รับเลือกเป็นกรรมการศูนย์กลางพรรค และกรรมการกรมการเมืองศูนย์กลางพรรค รวมทั้งให้เกียรติในฐานะผู้อาวุโสด้วยการแต่งตั้งเป็นประธานศูนย์กลางแนวลาวสร้างชาติ ระหว่างพ.ศ. ๒๕๔๕-๒๕๕๓ ก่อนจะเกษียณอายุตนเองใน พ.ศ. ๒๕๕๔ ด้วยวัย ๘๓ ปี


เรื่องราวของสีสะหวาดไม่เพียงเป็นชีวิตนักปฏิวัติผู้หนึ่งจากลูกชาวนายากจน ผู้สึกจากเณร เริ่มต้นชีวิตทหารในหน้าที่ “อ้ายเลี้ยง” ของกองร้อย กระทั่งเป็นผู้บัญชาการในสงครามปลดปล่อย จนก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดในกองทัพและการนำขั้นสูงในพรรคและรัฐ แต่มีความสำคัญในฐานะ "วีรบุรุษ" ผู้มีบทบาทโลดแล่นในประวัติศาสตร์การเมืองลาวร่วมสมัยที่ประเทศชาติต้องจารึกบุญคุณ.

9 views

© 2019 by Mekong Studies Center