• Mekong Chula

พินิจสี่ จิ้น ผิงพบออง ซาน ซู จี (ตอนที่ 2)

Updated: Feb 27

อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์


สำหรับผู้เขียนแล้ว ข้อตกลงที่ลงนามโดยประธานาธิบดี สี่ จิ้น ผิงของจีนกับนางออง ซาน ซูจี ตัวแทนของเมียนมาที่สำคัญที่สุดมี 2 โครงการ โครงการที่ 1 คือโครงการท่าเรือน้ำลึก จ้าวผิ่ว โครงการที่ 2 โครงการเขื่อน มิตโสน (Mytson) ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้


โครงการท่าเรือน้ำลึกจ้าวผิ่ว

โครงการท่าเรือน้ำลึก จ้าวผิ่ว (Kyaukphyu) และเขตเศรษฐกิจพิเศษตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งรัฐยะไข่ มูลค่า 1.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯโดยเป็น หัวใจของโครงการระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมา (China-Myanma Economic Corridor-CMEC) โดยท่าเรือน้ำลึก จ้าวผิ่ว จะเป็นเส้นทางออกสู่มหาสมุทรอินเดียของจีน ทว่าทางการเมียนมาได้เจรจาลดการลงทุนจากมูลค่า 7.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เหลือ 1.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อหลีกเลี่ยง “กับดักหนี้” (Debt Trap) กับจีน กระนั้นก็ดี ทางการ เมียนมายังต้องลงเงิน ร้อยละ 30 ในโครงการนี้อยู่ดี [i]


ปัญหาของโครงการท่าเรือน้ำลึกนำไปสู่ภาพกว้างและที่เป็นจริงของความช่วยเหลือพัฒนาจากจีนคือ เงินกู้ (Loan) และเครดิต มากกว่า เงินให้เปล่า (Grant) และข้อเรียกร้องให้ต้องทำงานร่วมกับบริษัทของจีน โครงการท่าเรือน้ำลึกจะเปลี่ยนไปเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้อันไปสู่การพึ่งพาในอนาคตของเมียนมาต่อจีนด้านการเงิน การบำรุงรักษาและการค้าที่คล้ายกับท่าเรือน้ำลึก ฮัมปันโตตา (Hambantota Port)ของศรีลังกา โครงการท่าเรือน้ำลึกของศรีลังกาที่พึ่งพาจีนเป็นตัวอย่างที่เตือนประเทศอื่นๆ ให้เห็นว่าเกิดขึ้นได้ ถ้าเงินกู้ของจีนจ่ายกลับคืนไม่ได้ [ii] เช่น โครงการนี้ที่ศรีลังกาได้เสนอ Debt-for-Equity Swap แลกแก่บริษัทของจีนคือ China Merchant Port Holding เช่าและดำเนินการบริหารท่าเรือเป็นเวลา 99 ปี [iii]

มองให้กว้างและลึกจะเข้าใจบทบาทจีนในภูมิภาคนี้กล่าวคือ ถ้าหากเกิด “กับดักหนี้” กับโครงการท่าเรือน้ำลึก จ้าวผิ่ว จีนจะไม่ได้เพียง ที่ตั้งยุทธศาสตร์ (Strategic Station) แต่ยังได้ทางรถไฟและถนนไฮเวย์ที่เป็นระบบโลจิสติกส์ ซึ่งสร้างขึ้นเชื่อมต่อกับเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนจีน 3 แห่ง ในพื้นที่พรมแดนรัฐฉานที่ติดกับยูนนาน นั่นเท่ากับว่าเป็นเส้นทางครบรอบวงของระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมาที่เรียกว่า CMEC จนทำให้ CMEC เป็นมากกว่า “ระเบียงการค้า” เพราะสามารถทำให้จีนควบคุม เส้นเลือดแดง ที่ช่วยให้จีนกระจายและแผ่อิทธิพลของตนไปทั่วภูมิภาค เท่ากับจีน “จำนำ” การใช้อำนาจสั่นคลอนอธิปไตยแห่งชาติ (National Sovereignty) ของเมียนมาได้


นอกจากท่าเรือน้ำลึก เขตเศรษฐกิจพิเศษบริเวณจ้าวผิ่ว จะเปลี่ยนไร่นาและป่าไม้โดยรอบให้กลายเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เป็นโรงงานผลิตเสื้อผ้าและอาหารสำเร็จรูป แม้ทางการเมียนมาจะบอกแก่ชาวยะไข่ว่าพวกเขาจะเป็นคนกลุ่มแรกที่ได้รับพิจารณารับเข้าทำงานบางตำแหน่งจากงานทั้งหมด 4 แสนตำแหน่ง [iv]แต่หลายฝ่ายเชื่อว่าการจ้างงานจะตกไปเป็นของคนนอกรัฐยะไข่มากกว่า เพราะเขตนี้ทั้งกันดารและยากจน ซึ่งคงไม่ต้องกล่าวถึงชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมโรฮิงญา เพราะพวกเขาแทบไม่ได้รับโอกาสนี้จากการถูกผลักไสออกนอกพื้นที่


การกลับมาของเขื่อนมิตโสน (Mytson)

โครงการเขื่อนมิตโสน มูลค่า 3.6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งมีกำลังการผลิตไฟฟ้า 6,000 เมกะวัตต์(MW) อาจเป็นโครงการใน ดวงใจ ของผู้นำสูงสุดของจีนที่มาเยือนเมียนมาครั้งนี้ก็ว่าได้ โครงการดังกล่าวได้ถูกระงับไปโดยรัฐบาลเมียนมาภายใต้การนำของประธานาธิบดี เต็งเส่ง ในปี 2011

การสร้างเขื่อนนี้ได้รับการต่อต้านและประท้วงจากชาวบ้านเป็นอย่างมาก โครงการก่อสร้างเขื่อนนี้อยู่ในรัฐกะฉิ่น รัฐที่อยู่ทางตอนเหนือของเมียนมา การประท้วงมาจากหลายฝ่ายที่เห็นว่าโครงการเขื่อนที่ลงทุนโดยจีนนี้จะสร้างความเสียหายอย่างมาก เพราะเขื่อนนี้จะทำให้น้ำท่วมพื้นที่ขนาดเท่ากับประเทศสิงคโปร์และที่สำคัญเป็นการทำลาย แม่น้ำอิระวดี ในขณะที่กระแสไฟฟ้าจากเขื่อนมีการส่งออกไปยังประเทศจีนมากกว่า ร้อยละ 90 ของกระแสไฟฟ้าที่เขื่อนผลิตได้ ทว่าเมียนมากลับขาดแคลนกระแสไฟฟ้าไปทั่วประเทศ


การเดินทางเยือนต่างประเทศครั้งแรกของประธานาธิบดี สี่ ผู้นำสูงสุดของจีนในปี 2020 จึงได้รื้อฟื้นการก่อสร้างเขื่อน มิตโสน ขึ้นมาอีกครั้ง ไม่ใช่ว่าเมียนมามีความสำคัญในฐานะสมาชิกอาเซียน แต่กระแสไฟฟ้าคือเป้าหมายที่จีนไม่ปิดบัง น่าสนใจว่า แม่น้ำอิระวดีเป็นเส้นทางการขนส่งทางน้ำที่จีนหมายตาเอาไว้เป็นเส้นทางการค้า คมนาคม และทางออกสู่มหาสมุทรอินเดียผ่านอ่าวเบงกอลก่อนแผนการสร้างเส้นทางรถไฟและถนนพาดผ่านท่าเรือน้ำลึกจ้าวผิ่วในรัฐยะไข่เสียอีก เมื่อสร้างเขื่อนมิตโสนไม่ได้เพราะการประท้วงของชาวบ้านจนต้องเลื่อนโครงการออกไป ต่อมาภายหลังเมื่อจีนได้รับอนุญาติจากเมียนมาให้สร้างท่อส่งก๊าซและน้ำมันจากจ้าวผิ่วจนถึงคุนหมิง เมืองหลวงของมณฑลยูนนานของจีนแทน แม้ว่าค่าก่อสร้างท่อขนส่งก๊าซและน้ำมันจะมีมูลค่าสูงกว่าเมื่อเทียบกับการขนส่งและการใช้ประโยชน์จากแม่น้ำอิระวดี


ในเวลาเดียวกัน การรุกคืบและเดินเกมส์ทางการทูตของผู้นำจีนได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายเมียนมา ก่อนหน้าการพบปะกันระหว่างประธานาธิบดี สี่ กับ นาง ออง ซาน ซูจี ที่ได้เดินทางไปเยือนรัฐกะฉิ่นอันเป็นการปรากฏกายที่หาดูได้ยากมากของเธอยังถิ่นชนกลุ่มน้อย โดยไม่ต้องตีความให้มาก นี่เป็นอีกข้อพิสูจน์อีกประการหนึ่งของ “เทพีแห่งเสรีภาพ” เมียนมา นาง ออง ซาน ซูจี ในการเดินทางไปเจรจากับผู้นำรัฐกะฉิ่น [v] โดยการแต่งกายชนเผ่ากะฉิ่น เพื่อโน้มน้าวการรื้อฟื้นโครงการสร้างเขื่อนมิตโสนโดยไม่สนใจแรงต่อต้านจากคนท้องถิ่น เธออาจไม่รู้หรือแกล้งไม่รู้ว่าจะต้องมีการอพยพย้ายถิ่นของคนกะฉิ่นขนาดใหญ่เมื่อการสร้างเขื่อนเริ่มต้นใหม่ เธอตัดสินใจลงนามข้อตกลงว่าด้วยการย้ายถิ่นภายในประเทศเมียนมากับผู้นำจีน ซึ่งก็คือชาวกะฉิ่นแน่นอน โดยไม่มีสำนึกของเรื่องสิทธิการตั้งถิ่นฐาน สิทธิทางการเมือง และสิทธิมนุษยชนของชนกลุ่มน้อยเลย


นี่จึงอาจไม่ใช่ครั้งแรกและใหม่ที่เธอเห็นพ้องกับกิจกรรมทางการเมืองและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของรัฐ มิใยต้องกล่าวถึงการปกป้องการปราบปรามชาวโรฮิงญาที่เธอออกให้ปากคำต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอแลนด์ [vi] ว่ากองกำลังทหารรัฐบาลเมียนมาสามารถใช้กำลังแก้ปัญหาความรุนแรงและความขัดแย้งภายในได้


สรุป

ใครจะขนานนาม BRI ของจีนเป็นอะไรก็แล้วแต่ สำหรับผู้เขียนนี่คือ มหายุทธศาสตร์ มีบทบาทพหุหน้าที่ ลื่นไหล พลิกแพลง แต่ทรงพลังถ่ายเทผลประโยชน์นานาประการต่อจีน และจีนต่อเมียนมา ย้ำให้เราเห็นภาพนั้นชัดเจนขึ้น ซึ่งก็ไม่แตกต่างจากที่อื่นๆที่มหายุทธศาสตร์ดังกล่าวแผลงฤทธิ์


BRI ด้านหนึ่งถูกอุปโลกน์ว่าเป็นการ “เอาชนะใจเพื่อนๆ” บางโครงการออกมาในรูปสนามเล่นสกีในร่มที่ออสเตรเลีย เป็นร้าน สปา แพทย์แผนจีนในสาธารณรัฐเช็กบ้าง เป็นศูนย์วัฒนธรรมและสวนสนุกในฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เวียดนาม อิตาลี ฮังการีและเซอร์เบีย แต่มหายุทธศาสตร์นี้ยังมีทั้งที่เป็นเส้นทางรถไฟความเร็วสูง ระเบียงเศรษฐกิจเช่นในปากีสถาน เส้นทางการค้าสายไหมที่คาซัคสถานและเอเชียกลาง รถไฟความเร็วสูงเจาะทะลุภูเขาเช่นในลาว ท่าเรือน้ำลึกในศรีลังกา และเมียนมา นิคมอุตสาหกรรมและท่าเรือน้ำลึกมะลากาเกตเวย์และเส้นทางรถไฟสายตะวันออกของมาเลเซีย รถไฟความเร็วสูงจากจาการ์ตาถึงบันดุงในอินโดนีเซียและที่อื่นๆอีกมากมาย แต่ละโครงการจะมีเรื่องเงินกู้และหนี้สินจำนวนมหาศาล การแลกเปลี่ยนทรัพยากรของประเทศต่อโครงการ เช่น เหมืองแร่ทองแดง สัมปทานไม้ สัมปทานประมง สัมปทานการปลูกข้าว ข้าวโพด และสวนปาล์มขนาดใหญ่ในหลายๆประเทศ ข้อเรียกร้องการจ้างวิศวกรชาวจีน อุปกรณ์ก่อสร้างของจีน การค้าขายสินค้าของจีนตามเส้นทางต่างๆ การแย่งอาชีพพ่อค้าท้องถิ่นที่สู้พ่อค้าชาวจีนผู้ขายของราคาถูกกว่า แรงงานจีนที่ทะเลาะกับชาวบ้าน


ทั้งหมดนี้กล่าวย่อๆเพียงแค่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การขูดรีด การไล่ที่ดินทำกิน การย้ายถิ่นฐานของคนท้องถิ่น แต่เรายังไม่ได้กล่าวถึง ภูมิรัฐศาสตร์ ยุทธศาสตร์ทางการเมือง การทหารที่ร้อยรัดอย่างไม่มีรอยต่อกับเส้นทางต่างๆทั้งบนบกและทางทะเลที่เป็นอีกส่วนหนึ่งของ BRI และโครงการความร่วมมือด้านต่างๆ


ยกอีกตัวอย่าง โครงการ รถไฟไทย-จีนก็มิได้อยู่นอกมหายุทธศาสตร์นี้เลย ที่ไทยรีบประกาศรับมหายุทธศาสตร์โดยมิได้ดูตัวอย่างจากที่อื่นๆเลย


นี้เองที่ต้องพินิจ ก้าวแรกของผู้นำจีนสู่ภายนอกในปี 2020




[i] “ จีน สี่ เจิ้ง ผิง เยือนเมียนมาครั้งแรก. บีบีซีไทย 16 มกราคม 2020 [ii] Bertil Lintner “ What China’s Xi will and won’t get in Myanmar” Asia Times 16 January 2020 [iii] Ibid., [iv] ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าตัวเลขนี้มาจากไหน [v] “China’s Xi vows ‘ New Era’ Myanmar ties” The ASEAN Post 18 January 2020 [vi] 11 พฤศจิกายน 2019 ดูเพิ่มเติม อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์ เทพีสันติภาพ มติชนสุดสัปดาห์ 27 ธันวาคม 2562-2 มกราคม 2563 : 112

60 views

© 2019 by Mekong Studies Center