• Mekong Chula

นาม เฟือง จักรพรรดินีจารึกเวียดนาม

Updated: Jul 24

ภาณุรักษ์ ต่างจิตร


ไม่สามารถอยู่ร่วมกันตลอดไป


ต้นเดือนมิถุนายน ๒๐๒๐ ฮว่า มินซี ศิลปินเพลงป๊อปชื่อดังของเวียดนาม ปล่อยซิงเกิ้ลเพลงชื่อ “KHÔNG THỂ CÙNG NHAU SUỐT KIẾP (ไม่สามารถอยู่ร่วมกันตลอดไป) อ้างอิงชีวิตของ “นามเฟือง” จักรพรรดินีองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์เหงียน ผู้มีชื่อเสียงร่ำลือถึงความงามที่ผสานความสง่าแบบตะวันตกและเสน่ห์ของตะวันออก กับจักรพรรดิ บ๋าว ดั่ย ผู้ตกหลุมรักเธอ ความแตกต่างทางศาสนาของทั้งคู่เป็นเงื่อนไขสำคัญในการอภิเษกสมรสจากการที่เธอเป็นคาทอลิก ทำให้จักรพรรดิหนุ่มต้องยกเลิกกฎจารีตต่างๆนับไม่ถ้วนเพื่อเธอ แต่ชีวิตก็ไม่ได้เดินบนกลีบกุหลาบ เธอต้องเผชิญปัญหาในครอบครัวกับ ฮหว่าง ถิก กุ๊ก พระมารดาของจักรพรรดิ


"ไม่สามารถอยู่ร่วมกันตลอดไป" เล่าเรื่องราวความเศร้าของ นามเฟือง ในฐานะปุถุชนที่ต้องเผชิญความเสียใจจากความไม่ซื่อสัตย์ ทรยศต่อคำสัญญาของสามี แตกต่างตรงที่เธอจำต้องเก็บความ “หึงหวง” เลือกรักษาภาพลักษณ์ของจักรพรรดินีผู้มีการศึกษา ผ่านคืนวันแห่งความทุกข์ท่ามกลางสภาพบ้านเมืองที่กำลังเปลี่ยนผ่าน เรื่องราวเกิดขึ้นจริงดังกล่าวสะท้อนความจริงเพียงบางเสี้ยวของชีวิต นาม เฟือง ที่มีข้อเท็จจริงทางประวีติศาสตร์อีกมากไม่ว่าจะเป็นการขึ้นสู่บัลลังก์ของจักรพรรดินีผู้นับถือคาทอลิก ซึ่งนักประวัติศาสตร์เวียดนามสมัยใหม่เชื่อว่าเป็นการจัดเตรียมของฝรั่งเศสในการนำเด็กสาวเช่นเธอขึ้นสู่บัลลังก์มังกร หรือความทะเยอทะยานทางการเมืองของเธอที่ในที่สุดแล้วกลายเป็นดั่งภาพลวงตา


เยาว์วัย


มารี เตแรซ เหงียน หืว ถิ ลาน (Marie-Thérèse Nguyễn Hữu Thị Lan) เกิดเมื่อปี ๑๙๑๔/๒๔๕๗ ในครอบครัวคาทอลิก หนึ่งในสี่ตระกูลมั่งคั่งของเวียดนามในต้นศตวรรษที่ ๒๐ ที่เมือง เขี้ยน ฮว่า จังหวัด ดิญ เตื่อง ปัจจุบัน คือ เมืองก่อ กง จังหวัดเที่ยน ซาง บริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงตอนใต้


ลาน เป็นบุตรสาวของ ปีแยร์ เหงียน หืว ห่าว และ มารี เล ถิ บิญ และหลานตาของ เล ฟ้าต ดัต ผู้เป็นเจ้าของที่ดินมากที่สุดในโคชินไชน่า ขณะเยาว์วัย ลาน ถูกส่งไปอยู่ไซ่ง่อน และอาศัยอยู่ในคฤหาสน์หรูบนถนน เหงียน ซุ เพื่อเข้าศึกษาที่โบสถ์ เฮวียน ซี ซึ่งครอบครัวของเธอบริจาคทรัพย์สร้าง ปัจจุบันโบสถ์แห่งนี้ยังอยู่ และเป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่มีชื่อของนครโฮจิมินห์


เมื่ออายุ ๑๒ ปี ลาน ถูกส่งไปฝรั่งเศส และเข้าศึกษาที่ กูว็องเดซัว ใน เนอยีซูร์แซน ใกล้ปารีส เป็นโรงเรียนประจำสตรีที่มีชื่อเสียงซึ่งดำเนินการโดยคณะภคินีโนตเรอดามในกรุงปารีส ความงามของ ลาน วัยสาวเป็นที่โจษจันจนเธอถูกขนานนามว่า "มิสอินโดจีน"

โชคชะตาหรือจัดเตรียม


มีเรื่องเล่าถึงการพบและทำความรู้จักกันในฐานะหนุ่มสาวบนเรือ ดาร์ ตา ญอง ของ ลาน หญิงสาวอายุ ๑๘ ปี ผู้ซึ่งต่อมาจะกลายเป็นจักรพรรดินีคนสุดท้ายแห่งราชวงศ์เหงียน กับจักรพรรดิหนุ่มอายุ ๑๙ ปี บ๋าว ดั่ย ผู้หล่อเหลา มีภูมิหลังแบบตะวันตก ชอบเล่นกีฬา ล่าสัตว์ และโปรดดนตรี เป็นที่ชื่นชมของหญิงเวียดนามโดยเฉพาะสาวๆชาวเว้ ขณะที่ทั้งคู่โดยสารเรือกลับบ้านเกิดเมืองนอนจากมาร์เซย์ หลังสำเร็จการศึกษาจากฝรั่งเศสในเดือนกันยายนปี ๑๙๓๒/๒๔๗๕ เมื่อเรือมาถึงหวุงเต่าทั้งสองได้แยกทางและนัดพบกันที่ด่าหลัตในเวลาต่อมา

หลังกลับจากปารีส ลาน ไปช่วยงานครอบครัวที่ไซง่อน เธอชื่นชอบการอ่านหนังสือ และศึกษาวิชาต่างๆ ด้วยตนเอง ส่วน บ๋าว ดั่ย ใช้ชีวิตอย่างสุขสำราญที่ด่าหลัต


ในฤดูร้อนปี ๑๙๓๓/๒๔๗๖ ภายใต้การจัดการของ ปิแยร์ ปาสกิเยร์ ข้าหลวงใหญ่แห่งสหพันธ์อินโดจีนฝรั่งเศส และเออแฌน ชาร์ล อดีตข้าหลวงประจำอันนัม ให้ ลาน และ บ๋าว ดั่ย พบกันที่งานกาล่าดินเนอร์ในโรงแรม ดาร์ล เมโธดีสท์ พาเลซ ที่มีชื่อเสียงของด่าหลัต ทั้งสองเต้นรำกันในจังหวะแทงโก้ และใช้วันหยุดพักผ่อนสนทนาและเล่นเทนนิสด้วยกัน

นักประวัติศาสตร์เวียดนามเชื่อว่านี่ไม่ใช่การพบกันครั้งแรก เพราะทั้งคู่เคยอยู่ร่วมกันหลายวันในการเดินทางบนเรือจากฝรั่งเศสกลับเวียดนาม การพบกันครั้งนี้ไม่ได้เป็นเรื่องบังเอิญ แต่เป็นการจัดการอย่างแนบเนียนของฝรั่งเศสเพื่อนำเด็กสาวคาทอลิกจาก ก่อ กง ขึ้นสู่บัลลังก์เวียดนาม โดย เออแฌน ชาร์ล ผู้ดูแล เหงียน ฟุก หวิญ ถวิ หรือ บ๋าว ดั่ย ในปี ๑๙๒๖/๒๔๖๙ ขณะยังไม่ขึ้นครองราชย์ในช่วงศึกษาอยู่ที่ฝรั่งเศส


ชาร์ล ซึ่งเคยรู้จัก เล ฟ้าต ดัต ได้แนะนำให้หนุ่มสาวรู้จักกัน ชาร์ลส์ จัดแจงกับทางโรงเรียน กูว็องเดซัว ที่ ลาน ศึกษาอยู่ ให้ บ๋าว ดั่ย ในฐานะจักรพรรดิเข้าร่วมพิธีปิดการศึกษาในปี ๑๙๓๒/๒๔๗๕ และให้นักเรียนหญิงชาวเวียดนามมอบช่อดอกไม้ให้พระองค์ และ ลาน เป็นเด็กสาวที่ถูกคัดเลือกจากรูปร่างหน้าตาสวยงาม ซึ่งดึงดูดความสนใจของจักรพรรดิ


ลาน ไม่น่าจะรู้เรื่องนี้ เพราะเธอเคยให้สัมภาษณ์ในปี ๑๙๓๓/๒๔๗๖ ว่าการแต่งงานของเธอกับจักรพรรดิเป็นเรื่องบังเอิญ เพราะทั้งสองพบกันที่งานกาล่าดินเนอร์ที่ด่าหลัต ตอนนั้นเธอมีอายุเพียง ๒๐ ปี ไม่ได้สนใจจักรพรรดิ แต่จักรพรรดิสนใจเธอ ขณะที่ บ๋าว ดั่ย เองน่าจะเคยมีการพูดคุยถึงเรื่องเกี่ยวกับตัว ลาน และครอบครัวมาก่อน และรู้สึกว่า ลาน มีความเหมาะสมที่จะเป็นคู่ครอง ยิ่งเมื่อพบกับความงามแบบผู้หญิงเวียดนามภาคใต้ที่อ่อนโยนผสานกับความทันสมัยแบบตะวันตก รวมทั้งความชาญฉลาดของหญิงสาวทำให้จักรพรรดิหนุ่มพึงพอใจมากขึ้น


เป็นที่แน่ชัดว่าฝรั่งเศสไม่สามารถควบคุม ลาน ได้ เพราะหลังการอภิเษกสมรส ทุกครั้งที่ บ๋าว ดั่ย เครียดเรื่องที่ถูกฝรั่งเศสบีบบังคับให้ลงนามในเอกสารที่ส่อเค้าว่าจะเป็นปัญหาต่อเวียดนาม พระองค์มักจะไว้ใจ เธอ เพราะความฉลาดที่รู้ว่าฐานะของจักรพรรดินั้นยากที่จะยอมรับหรือปฏิเสธอย่างตรงไปตรงมา และแนะนำว่าเมื่อใดก็ตามที่สถานการณ์ไม่ดี พระองค์ควรทรงหลีกเลี่ยงด้วยการไปล่าสัตว์หรือหายไปไหนไกลๆสักสองสามวัน


แม้จะมีอายุใกล้กันและลักษณะความเป็นตะวันตกคล้ายกันแต่บุคลิกของทั้งคู่เกือบจะตรงกันข้าม บ๋าว ดั่ย จักรพรรดิองค์สุดท้ายของเวียดนามเป็นที่รู้กันว่าเป็น “เพลย์บอย” ในทางตรงข้าม ลาน ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้หญิงที่มีความเฉลียวฉลาด ลึกซึ้ง สุขุม รอบคอบ ชมชอบอำนาจ และทะเยอทะยานทางการเมือง


ความพยายามในการอภิเษกสมรสของ บ๋าว ดั่ย กับ ลาน ถูกคัดค้านจากขุนนาง และพระประยูรญาติตระกูลเหงียน โดยเฉพาะ ฮหว่าง ถิ กุ๊ก พระมารดาของ บ๋าว ดั่ย พระพันปี หรือ ฮหว่าง ท้าย เหิ่ว องค์สุดท้ายของเวียดนาม จากความแตกต่างทางศาสนาซึ่งขัดกับวัฒนธรรมและราชประเพณีโบราณที่ บ๋าว ดั่ย เป็นพุทธ และ ลาน ซึ่งปฏิเสธที่จะละทิ้งคาทอลิก นำไปสู่คำถามถึงความมั่นคงในอำนาจทางการเมืองของ บ๋าว ดั่ย และการธำรงรักษาราชวงศ์ในอนาคต เพราะในสายตาเชื้อพระวงศ์มองว่าทั้งคู่เป็นผู้นิยมวัฒนธรรมตะวันตก รวมถึงความกดดันจากขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองขณะนั้น ที่สำคัญการอภิเษกสมรสกับจักรพรรดิเป็นเกมการแข่งขันแย่งชิงอำนาจของกลุ่มต่างๆในราชสำนักจากการผลักหญิงสาวให้เข้าสู่อ้อมแขนจักรพรรดิ


การตัดสินใจของจักรพรรดิหนุ่มทำให้พระมารดา กริ้ว เพราะหลังจากพบ ลาน แล้ว บ๋าว ดั่ย ท้าทายด้วยการยืนยันที่จะแต่งงานกับผู้หญิงที่เขารัก แม้พระมารดาจะเลือก แบค เอี้ยน บุตรีของ เหงียน ดิ่ญ เตี้ยน จากหมู่บ้าน จี๊ ลอง ( ฟอง เดี๊ยน ใน เถื่อ เทียน เว้) เพื่อเตรียมเป็นราชินี


เเบค เอี้ยน ถูกสอนให้ร้องเพลง เขียนบทกวี เรียนรู้ขนบธรรมเนียมพิธีกรรมในวัง ทุกวันเธอจะถูกอาบน้ำด้วยนมแพะเพื่อให้ผิวพรรณสวยงาม แต่ บ๋าว ดั่ย ปฏิเสธอย่างหนักแน่นและยืนว่าเขารัก ลาน และจะแต่งงานกับเธอ ถ้าแต่งงานกับ ลาน ไม่ได้เขาจะอยู่เป็นโสดตลอดไป และยังทรงปฏิญาณว่าจักรพรรดินีจะเผาเครื่องหอมและบูชาบรรพบุรุษตามประเพณี

คำทำนาย


มีเรื่องเล่ากันว่าขณะอยู่ที่ฝรั่งเศส ลาน เคยพบกับหมอดูชาวจีนผู้หนึ่ง ซึ่งบอกว่าเธอจะเป็นสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง แต่ชีวิตจะมีแต่ความเศร้ามากกว่าสุข


การแต่งงานของจักรพรรดิองค์สุดท้ายของราชวงศ์เหงียนมาพร้อมกับข้อตกลงที่ไม่เคยมีมาก่อนโดยฝ่าย ลาน ตั้งเงื่อนไขว่า เธอต้องได้รับการแต่งตั้งเป็นจักรพรรดินีหลังการอภิเษกสมรส ไม่ใช่หลังจักรพรรดิสิ้นพระชนม์ไปแล้ว เพื่อให้ ลาน เด็กสาวอายุ ๒๐ ปี เป็นจักรพรรดินีของจักรพรรดิชาวพุทธอายุ ๒๑ ปี ฝรั่งเศสได้ขอให้วาติกันอนุญาตให้คู่รักคู่นี้สามารถนับถือศาสนาของตนต่อไป แต่สันตะสำนัก (Holy See) ไม่ยินยอม หลังการอภิเษกสมรส ลาน ได้รับการอภัยโทษจากสมเด็จพระสันตะปาปาปิอุสที่ ๑๑ ภายใต้เงื่อนไขว่าแม้ บ๋าว ดั่ย ไม่ได้เปลี่ยนมานับถือคาทอลิก แต่บุตรที่เกิดมาต้องเป็นคาทอลิกและรับพิธีบัพติศมา เข้าเป็นคริสต์ศาสนิกชนตามความเชื่อของคาทอลิก

งานอภิเษกสมรสถูกจัดขึ้นในวันที่ ๒๐ มีนาคม ๑๙๓๔/๒๔๗๗ ที่พระราชวังเว้ ลังจากพิธีหมั้นที่พระราชวังฤดูร้อนในด่าหลัต การไม่เห็นด้วยกับการอภิเษกสมรสครั้งนี้ของพระประยูรญาติทำให้มีผู้ไปรับเจ้าสาวเพียงไม่กี่คน โดย ลาน ถูกพาไปพักที่ไฮเวินพาสก่อนหนึ่งวัน เพื่อรอกำหนดเดินทางมาที่เว้


บ๋าว ดั่ย เล่าถึงการอภิเษกสมรสครั้งนี้ว่าเป็นสิ่งใหม่ไม่เคยมีมาก่อนในพระราชวังต้องห้าม ซึ่งถูกจัดขึ้นที่พระราชวังเกิ่น แจ๊ง เช่นเดียวกับพิธีราชาภิเษก โดยเหล่าข้าราชบริพารยืนเรียงรายตาม พรมแดงและเหลืองที่สงวนไว้สำหรับจักรพรรดิ และเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของราชวงศ์เหงียนที่ผู้หญิงคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นกลางท้องพระโรง เดินคนเดียวไปกลางพรมที่ทอดยาวโดยผู้เข้าร่วมงานทุกคนต่างโค้งคำนับ เข้าไปในห้องที่จักรพรรดิทรงประทับรออยู่บนบัลลังก์

“เธอมายืนต่อหน้าฉันโค้งคำนับฉันสามครั้งแล้วนั่งบนบัลลังก์ด้านขวาของฉันเป็นอันเสร็จสินพิธี...จักรพรรดินีกับฉันเดินเคียงข้างกันอย่างมีความสุขผ่านพระราชวังต้องห้ามเข้าสู่พระราชวังเขี้ยน จุง ซึ่งเป็นสถานที่พักอาศัยของเรา"

เงื่อนไขหนึ่งของ ลาน ในการอภิเษกสมรสกับ บ๋าว ดั่ย คือ การยกเลิกระบบนางสนมในราชสำนักฝ่ายในและปฏิบัติตามหลักการของคู่สมรสคนเดียว (Một Vợ Một Chồng) ลาน ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันศักดิ์สิทธิ์ของราชวงศ์เหงียนพร้อมกับพระราชทานพระนามว่า “นาม เฟือง”(Nam Phương) แปลว่า “กลิ่นหอมจากแดนใต้” เพื่อเป็นเกียรติแก่ถิ่นฐานกำเนิด และได้รับการยกย่องเป็นพิเศษจากจักรพรรดิ บ๋าว ดั๋ย ให้อยู่ในตำแหน่งจักรพรรดินี “ฮหว่าง เฮิว” (Hoàng Hậu) สามารถแต่งกายด้วยฉลองพระองค์สีเหลืองที่หวงห้ามไว้สำหรับจักรพรรดิเท่านั้นได้


หลังการอภิเษกสมรส จักรพรรดิและจักรพรรดินี ได้ย้ายไปประทับที่พระราชวังเขี้ยน จุง ในพื้นที่วังต้องห้าม ในช่วงปีแรก ๆ ทั้งสองพระองค์มีความสุขมาก บ๋าว ดั่ย มักจะขับรถพา นาม เฟือง ไปพักผ่อนยังญาจาง, ด่าหลัต หรือเซ็นทรัลไฮแลนด์ ทุกสัปดาห์


ในคืนวันที่ ๔ มกราคม ๑๙๓๖/๒๔๗๙ เสียงปืนใหญ่ดังขึ้น ๗ นัด ทำให้ผู้คนในเว้รู้ว่าจักรพรรดินี ได้ให้กำเนิด บ๋าว ล็อง เจ้าชายองค์แรก


พระราชกรณียกิจส่วนใหญ่ของจักรพรรดินี คือ การอบรมพระโอรสธิดา และการต้อนรับประมุขของประเทศต่างๆหรือเดินทางไปเดือนต่างประเทศในฐานะสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งรวมทั้งดูแลงานเลี้ยงในราชสำนัก ด้วยความสามารถในทักษะการสื่อสารภาษาฝรั่งเศสทำให้เป็นที่ประทับใจแกแขก นอกจากทรงมีส่วนร่วมในงานสังคมและการกุศล เช่น การเยี่ยมเด็กกำพร้าและโรงเรียนสตรี ในฐานะที่เป็นคาทอลิกทรงมีบทบาทในการเชื่อมโยงบุคคลสำคัญที่เป็นคาทอลิกในเวียดนามกับราชวงศ์เหงียนซึ่งมีความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดกันมาช้านาน


แม้ นาม เฟือง จะฉลาด มีความรู้ ความสามารถ การศึกษาดี สวยสง่า อ่อนน้อมถ่อมตน จนครองใจผู้คนทั่วไป แต่ก็ไม่ได้ชนะใจพระญาติวงศ์โดยเฉพาะความขัดแย้งกับสมเด็จพระพันปีหลวง ฮหว่าง ท้าย เหิ่ว หว่าง ถิ กุ๊ก พระมารดาของบ๋าว ดั่ย เนื่องจากพระองค์ไม่ใช่เจ้าสาวที่พระราชวงศ์เลือก และไม่สามารถยอมรับจักรพรรดินีผู้ไม่เคยจุดธูปบูชาบรรพบุรุษ รวมทั้งวิถีชีวิตแบบตะวันตกของพระองค์


ขณะที่ หว่าง ถิ กุ๊ก สนับสนุนให้ บ๋าว ดั่ย มีนางสนม รวมถึงความดื้อรั้นของจักรพรรดินี นาม เฟือง เองในการเลี้ยงดู บ๋าว ล็อง ที่ถูกตั้งชื่อตามนักบุญฟิลิป ตามสัญญาของจักรพรรดิว่าบุตรที่เกิดมาจะได้รับศีลล้างบาปตามศาสนาคาทอลิก แน่นอนว่าพิธีดังกล่าวที่มีความละเอียดอ่อนถูกจัดขึ้นอย่างเงียบง่าย รวมทั้งการที่พระจักรพรรดินีทรงกีดกันไม่ให้พระโอรสเข้าร่วมพิธีกรรมทางพุทธศาสนา และความขัดแย้งกับ ฮหว่าง ถิ กุ๊ก ที่ต้องการให้พระราชนัดดาสวมใส่เครื่องรางของขลังซึ่งทรงให้ที่ข้อพระกร ขณะที่ บ๋าว ล็อง เองก็ไม่ชอบเข้าร่วมพิธีทางพุทธศาสนา โดยเลือกเข้าร่วมเฉพาะประเพณีพิธีกรรมตะวันตกและคาทอลิก แต่สิ่งที่ ฮหว่าง ถิ กุ๊ก รู้สึกไม่พอใจก็คือการที่ บ๋าว ล็อง และ นาม เฟือง มักจะพูดคุยกันเป็นภาษาฝรั่งเศสที่พระองค์ไม่ทรงเข้าใจ


ฮหว่าง ถิ กุ๊ก ในฐานะพระมารดาของจักรพรรดิที่มีอำนาจสูงสุดในราชสำนักฝ่ายใน ไม่ทรงแสดงพระองค์เป็นศัตรูอย่างเปิดเผยกับ นาม เฟือง ที่ยึดครองหัวใจของจักรพรรดิด้วยความงามและเสน่ห์บวกกับการสนับสนุนของฝรั่งเศส รวมทั้งฐานะอันมั่งคั่งจากสินสอดที่พระอัยกาของพระองค์ให้เป็นของขวัญในการอภิเษกสมรสมูลค่าถึง ๑ ล้านดอง ขณะที่ข้าวในเวลานั้นมีราคาเพียงกิโลกรัมละ ๕ ดอง ดังนั้นอำนาจของ นาม เฟือง ในพระราชวังต้องห้ามจึงไม่ธรรมดา


นาม เฟือง ทรงดำรงฐานะจักรพรรดินีอยู่ในช่วงปี ๑๙๓๔/๒๔๗๗--๑๙๔๕/๒๔๘๘ หลังจาก ๑๐ ปี ของชีวิตที่มีความสุข ทรงประสูติพระโอรสธิดารวม ๕ พระองค์ คือ เจ้าชาย บ๋าว ล็อง, เจ้าหญิง เฟือง มาย, เจ้าหญิง เฟือง เลียน, เจ้าหญิง เฟือง ซุง และเจ้าชาย บ๋าว ทั้ง


ความเศร้าโศกในเวลาต่อมาของ นาม เฟือง คือ บ๋าว ดั่ย ทรงให้ความสนใจในตัวเธออย่างอบอุ่นเพียงไม่กี่ปี และทำลายคำสัญญาของทั้งคู่ที่ให้ไว้แก่กัน ทรงรู้ว่า บ๋าว ดั่ย หลอกลวงพระองค์แอบไปมีสัมพันธ์กับหญิงอื่น หลังจาก จักรพรรดิ บ๋าว ดั่ย สละราชสมบัติ อันเนื่องมาจากการปฏิวัติในวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๑๙๔๕/๒๔๘๘ ทรงมอบตราประทับหรือพระราชลัญจกรของจักรพรรดิ และดาบที่ประดับด้วยอัญมณีสีน้ำเงินแก่ตัวแทนของรัฐบาลเวียดนาม พร้อมคำกล่าวที่ว่า

“Trẫm muốn được làm dân một nước tự do, hơn làm vua một nước nô lệ” (“ข้าพเจ้าต้องการที่จะเป็นประชาชนในประเทศที่เสรี แทนที่จะตกเป็นทาสบนผืนแผ่นดินนี้”)

อันเป็นการสิ้นสุดบทบาทของราชวงศ์เหงียนรวมถึงการสิ้นสุดบทบาทของ นาม เฟือง ในฐานะจักรพรรดินีเช่นกัน


บ๋าว ดั่ย เดินทางไปยังฮานอยเพื่อเป็นที่ปรึกษาสูงสุดของรัฐบาล และเป็นสมาชิกคนแรกของสมัชชาแห่งชาติ อย่างไรก็ตามในเดือนมีนาคม ๑๙๔๖/๒๔๘๙ อดีตจักรพรรดิร่วมกับคณะผู้แทนของเวียดนามได้เดินทางไปยังฉงชิ่งแล้วไม่ได้กลับมา แต่ไปอาศัยอยู่ในฮ่องกง และลาออกจากตำแหน่งที่ปรึกษาสูงสุดของรัฐบาล

ความหึงหวง


ภาพของ นาม เฟือง ซึ่งปรากฏพระองค์โดดเด่นบนหน้าหนังสือพิมพ์ด้วยบุคลิกที่เป็นแบบฉบับความงามของผู้หญิงเวียดนาม ก็ยังทรงไม่เหมือนใครแม้แต่เรื่องความหึงหวง ทรงทราบว่าอดีตจักรพรรดิเมื่อเดินทางไปถึงฮานอยได้มีความสัมพันธ์กับหญิงมากหน้าหลายตาอย่างเปิดเผย เช่น ลี้ เหละ ห่า นักเต้นรำชาวฮานอย


นาม เฟือง ทรงรู้ว่า บ๋าว ดั่ย ไม่สามารถอยู่ได้โดยปราศจากผู้หญิง เพราะ บ๋าว ดั่ย เคยตรัสอย่างตรงไปตรงมาว่าทรงมีความต้องการผู้หญิงไม่ต่างไปจากอาหารและเครื่องดื่ม นาม เฟือง ในฐานะอดีตจักรพรรดินีผู้มีการศึกษา ไม่สามารถร้องไห้ฟูมฟาย หรือแสดงอาการ ”หึงหวง" เพื่อเรียก "ผู้ชาย" ของพระองค์คืน ทรงเลือกอยู่เงียบ ๆ ดูแลพระโอรสธิดา การที่อดีตจักรพรรดิทรยศต่อคำสัญญาเปลี่ยนไปมีผู้หญิงอื่นนับไม่ถ้วน ยังไม่เจ็บปวดเท่ากับที่ หวิญ ถวิ หรือ บ๋าว ดั่ย เขียนจดหมายถึงพระองค์ เพื่อขอเงินเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับชีวิตฟุ่มเฟือยและเลี้ยงดูหญิงอื่น


แม้ประธานาธิบดีโห่จี๊มิญ จะเชิญ นาม เฟือง และพระโอรสธิดาให้ไปประทับที่ฮานอยกับ บ๋าว ดั่ย แต่ นาม เฟือง ทรงปฏิเสธเพราะคิดว่าไม่ถูกต้องถ้าทรงไปอยู่กับอดีตจักรพรรดิ เกรงว่าจะทำให้รัฐบาลที่เพิ่งจัดตั้งใหม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจากสไตล์การใช้ชีวิตของ บ๋าว ดั่ย จึงทรงเลือกจะประทับที่เว้หลังจาก บ๋าว ดั่ย ขอลี้ภัยในฮ่องกงอยู่กับ ลี้ เหละ ห่า


นาม เฟือง ทรงเขียนจดหมาย ๖๖ คำ ถึง ลี้ เหละ ห่า คำทุกคำที่เขียนแสดงความรู้สึกที่ลึกซึ้งแฝง "ความอิจฉา" ในแบบไม่เหมือนใคร ไม่มีคำตำหนิติเตียน เยาะเย้ย ข่มขู่ แม้แต่น้อย แทนที่จะกล่าวโทษทรงเลือกขอบพระทัยที่ทำให้ "บุคคลที่สาม" ต้องคิด ว่าจะจดจำความรักของเธอที่คอยดูแลอดีตจักรพรรดิ ลี้ เหละ ห่า ได้เก็บจดหมายฉบับนี้ไว้เป็นที่ระลึก ซึ่งกลายเป็นจดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์เวียดนาม ต่อมาเธอได้ยุติความสัมพันธ์กับ บ๋าว ดั่ย โดยแต่งงานกับทหารฝรั่งเศสและไม่เกี่ยวข้องกับอดีตจักรพรรดิอีกต่อไป


นาม เฟือง อาศัยอยู่ในพระราชวังเว้ด้วยความเงียบเหงา เป็นไปตามคำทำนายของหมอดูว่าเธอจะขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุด แต่ชีวิตจะมีความโศกเศร้าจากการพบว่าพระสวามีมีความสัมพันธ์กับหญิงมากมายไม่ว่าจะเป็น บู่ย หม่ง เดี่ยป, ลี้ เหละ ห่า, ฮหว่าง เตี๋ยว ลาน (เจนนี่ วุง), เล ถิ ฟี อั๊ญ และ มอนิก โบโด ที่ทั้งคู่ได้รับอนุญาตให้แต่งงานกันในปี ๑๙๗๒/๒๕๑๕

ความทะเยอทะยาน


ขณะที่ บ๋าว ดั่ย ไม่มีความสนใจการเมือง แต่ นาม เฟือง หลังสิ้นสุดเส้นทางจักรพรรดินี ยังทรงมีความทะเยอทะยานทางการเมืองด้วยการลุกขึ้นมาแสดงความรักชาติ และสนับสนุนการปฏิวัติของกองทัพประชาชนเวียดนาม หรือ เหวียตมิญ (Việt Minh)


ในเดือนกันยายน ๑๙๔๕/๒๔๘๘ นาม เฟือง ถอดเครื่องประดับทั้งหมดบริจาคให้กับการปฏิวัติเป็นคนแรกในงานสัปดาห์ทองที่เว้ ทรงแสดงความท้าทายต่อราชวงศ์เหงียนด้วยการรับเป็นองค์ประธาน และได้รับตราสัญลักษณ์ธงแดง และดาวสีเหลือง


เมื่อกองทัพฝรั่งเศสบุกเวียดนามอีกครั้ง นาม เฟือง ได้เขียนจดหมายถึงเพื่อนต่างชาติ เพื่อขอให้ส่งเสียงต่อต้านการรุกรานของฝรั่งเศสที่โจมตีแผ่นดินเวียดนาม ข้อความที่ทรงเขียนได้ถูกบันทึกโดย ฌ็อง เรโนด์ นักประวัติศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ในหนังสือที่ตีพิมพ์โดย กี บุสซัค ในฝรั่งเศสปี ๑๙๔๙/๒๔๙๒ มีใจความว่า

“นับตั้งแต่เดือนมีนาคม ๑๙๔๕ เวียดนามได้ปลอดจากการล่าอาณานิคมของฝรั่งเศส แต่เนื่องจากความโลภของเจ้าขุนมูลนายฝรั่งเศสบางคนหรือกลุ่มบางกลุ่มยังคงทำให้เลือดของชาวเวียดนามยังไหลรินอยู่ ซึ่งการกระทำครั้งนี้ตรงกันข้ามกับสนธิสัญญา ในนามของผู้ที่อยู่ในประเทศที่ทุกข์ทรมานนี้ และในนามผู้หญิงเวียดนาม ฉันของเป็นกระบอกเสียงแทนคนอีกหลายสิบล้านคน วอนขอให้ทุกคนยืนหยัดเคียงข้างฉันต่อสู้ด้วยอุดมการณ์เพื่อเสรีภาพ คืนความสงบสุขยุติธรรมแก่เพื่อนร่วมชาติของเรา”

พระองค์ยังเขียนจดหมายถึง บ๋าว ดั่ย ให้ทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชน ทรงแสดงความเสียพระทัยเมื่ออดีตจักรพรรดิทรยศต่อสัญญาที่ให้ไว้กับรัฐบาลและประธานาธิบดีโห่จี๊มิญ รวมทั้งความล้มเหลวในภารกิจที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาล และหันหลังให้กับการปฏิวัติจากสิ่งเย้ายวนต่างๆ พระองค์ยังทรงจำได้ดีว่าในปี ๑๙๔๗/๒๔๙๐ ประธานาธิบดีโห่จี๊มิญยังส่ง ฟ่าม หง๊อก แทค ให้นำทองคำจำนวนหนึ่งไปให้กับ บ๋าว ดั่ย ที่ฮ่องกง


ในเดือนธันวาคม ๑๙๔๖/๒๔๘๙ สถานการณ์ทางการเมืองระหว่างเวียดนามและฝรั่งเศสเริ่มตึงเครียด และสงครามตั้งเค้าใกล้เข้ามา ขณะที่ หว่าง ถิ กุ๊ก อพยพออกจากพระราชวังเว้ แต่ทั้งห้าพระองค์ยังทรงประทับอยู่ในพระราชวังด้วยความรู้สึกสับสนและสิ้นหวัง และเสด็จออกมาประทับที่โรงแรมโมรินปัจจุบัน ซึ่งขณะนั้นเป็นโรงแรมเพียงแห่งเดียวในเว้ เพื่อรอโอกาสเดินทางไปฝรั่งเศส เนื่องจากเป็นการยากที่จะอพยพหนีภัยสงครามไปยังชนบท เพราะเกรงปัญหาแก่พระโอรสธิดาที่ทรงคุ้นเคยคุ้นกับชีวิตสุขสบายในพระราชวัง แต่ถ้าเข้าไปพักพิงในค่ายทหารฝรั่งเศสก็จะกระทบต่อชื่อเสียงของพระโอรสและการขึ้นสู่บัลลังก์ในอนาคตตามที่พระองค์ทรงมุ่งหวังไว้


ความเป็นอยู่ในฝรั่งเศสของ นาม เฟือง เป็นไปได้อย่างโดดเดี่ยว และมีวิถีชีวิตไม่ต่างจากพลเมืองฝรั่งเศส โดยเฉพาะบทบาทของแม่ในการเลี้ยงดูลูก ๆ ตามแบบฉบับคาทอลิกอย่างเคร่งครัด ทรงใช้ชีวิตเรียบง่ายและสมถะดูแลฟาร์มวัว ในเมือง ชาร์บีญัก แตกต่างจาก บ๋าว ดั่ย ที่ยังคงชีวิตเพลย์บอย อย่างไรก็ตาม ในปี ๑๙๔๙/๒๔๙๒ แม้ บ๋าว ดั่ย กลับมาเวียดนามอีกครั้งเพื่อรับตำแหน่งประมุขรัฐ แต่ นาม เฟือง ยังทรงอาศัยอยู่ที่ฝรั่งเศสกับพระโอรสธิดา แต่ความทะเยอทะยานทางการเมืองของอดีตจักรพรรดินีที่ยังทรงมีความหวังเสมอกับเจ้าชาย บ๋าว ล็อง พระโอรสองค์แรกหลังออกนอกประเทศว่าหากไม่ใช่ บ๋าว ดั่ย ก็จะเป็น บ๋าว ล็อง ที่จะคืนสู่บัลลังก์ ซึ่งในปี ๑๙๕๔/๒๔๙๗ ภายใต้การกดดันของอเมริกา บ๋าว ดั่ย ต้องยอมให้ โง ดิ่ญ เสี่ยม จัดตั้งรัฐบาลไซง่อน ซึ่ง โง ดิ่ญ เสี่ยม สัญญาว่าหลังจากขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีจะนำ บ๋าว ดั่ย กลับคืนสู่บัลลังก์และจะตั้งให้ นาม เฟือง เป็นรองนายกรัฐมนตรี จากสัญญาดังกล่าว นาม เฟือง ทรงตั้งพระทัยจะกลับเวียดนาม แต่ถูกฝรั่งเศสขัดขวาง เพราะไม่ต้องการให้พระองค์ร่วมมือกับอเมริกา ซึ่งกลายเป็นโชคดีสำหรับ นาม เฟือง เพราะถ้าทรงกลับเวียดนามไม่เพียงแต่ไม่ได้รับตำแหน่งที่หวัง แต่อาจถูกหักหลังจากโง ดิ่ญ เสี่ยม ที่ลงประชามติปลด บ๋าว ดั่ย ออกจากการเป็นประมุขรัฐด้วยการโจมตีเรื่องส่วนพระองค์ของอดีตจักรพรรดิ

อยู่อย่างเงียบเหงา จากไปอย่างโดดเดี่ยว


หลังความผิดหวังครั้งนั้นดูเหมือนว่าความทะเยอทะยานทางการเมืองที่เป็นภาพลวงตาของอดีตจักรพรรดินีได้หายไป ตอนแรกทรงอาศัยอยู่ที่ คานส์ และส่งพระธิดาไปศึกษาที่ กูว็องเดซัว ทุกๆวันนอกการดูแลพระโอรสธิดาแล้ว ทรงชอบอ่านหนังสือหรือดูแลดอกไม้ในสวน เล่นเปียโนให้พระโอรสธิดาฟังในตอนกลางคืน ไปดูหนังหรือซื้อของในเมืองวันหยุดด้วยกัน นาม เฟือง ทรงเป็นแฟชั่นนิสต้าและแต่งพระองค์อย่างมีสไตล์ ทรงชอบแบรนด์ คริสตีย็อง ดียอร์ และ บัลแมง ทรงโปรดสีม่วงอ่อน และแขวนภาพวาดของ ปีแยร์ โอกุสต์ เรอนัวร์ ชื่อ บุฟเฟ่ต์ ในบ้าน ทรงโปรดกีฬาโดยเฉพาะเทนนิส

ชีวิตของอดีตจักรพรรดินีในฝรั่งเศสเป็นไปด้วยความเงียบเหงา บ๋าว ดั่ย มาที่ฝรั่งเศสเป็นครั้งคราว บางครั้งเสด็จไปที่คาสิโนด้วยกัน หากอดีตจักรพรรดิทรงชนะบาคาร่าหรือรูเล็ตก็จะพระราชทานเงินแก่ นาม เฟือง ให้ซื้อเสื้อผ้าแฟชั่น


เมื่อพระโอรสธิดาเติบโต นาม เฟือง ย้ายจากคานส์ไปยู่ตามลำพังยัง โดแมนเดอลาแปร์ช ในชนบทของ ชาร์บีญัก จังหวัดกอแรซ แคว้นนูแวลากีแตน ห่างจากปารีสประมาณ ๔๐๐-๕๐๐ กิโลเมตร ล้อมรอบไปด้วยป่า ประกอบด้วย ห้องพัก ๓๒ ห้อง ๗ ห้องน้ำ ๕ ห้องนั่งเล่น และสวนกุหลาบที่งดงาม รวมทั้งฟาร์มขนาดใหญ่และฝูงวัวเกือบ ๑๐๐ ตัว ห่างไกลจากเพื่อนบ้าน เป็นอสังหาริมทรัพย์เพียงชิ้นเดียวที่ นาม เฟือง ทรงเก็บไว้เพื่อพระองค์เองหลังจากแบ่งมรดกที่ได้รับจากบิดามารดาให้กับพระโอรสธิดา อดีตจักรพรรดิไปเยี่ยมพระองค์ ๔-๕ ครั้ง บางครั้งพระองค์จะเสด็จไปปารีส ๒-๓ วัน ในขณะที่พระโอรสธิดาจะเสด็จมาเยี่ยมบ้างเป็นครั้งคราวในฤดูร้อน


นาม เฟือง ทรงประชวรเป็นโรคพระหทัยรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ บางครั้งทำให้พระองค์แทบหยุดหายใจ ในตอนเย็นของวันที่ ๑๔ กันยายน ๑๙๖๓/๒๕๐๖ หลังเสด็จไปเดินเล่นแล้วทรงรู้สึกเจ็บคอ มีไข้ หายใจลำบาก คนรับใช้รีบไปหาหมอในหมู่บ้านถัดไปที่อยู่ห่าง ๕๐ กิโลเมตร แต่แพทย์ไม่สามารถช่วยได้ทันเวลา ดังนั้นอดีตพระจักรพรรดินีทรงสิ้นพระชนม์อย่างเงียบๆ ตามลำพังกับสาวใช้สองคน ด้วยโรคพระหทัยวาย พระชนมายุ ๔๙ พรรษา ขณะที่พระโอรสธิดากำลังศึกษาหรือทำงานอยู่ที่ปารีส ส่วน บ๋าว ดั่ย ที่อาศัยอยู่ทางใต้ของฝรั่งเศสเมื่อทรงทราบข่าวการสิ้นพระชนม์ของอดีตจักรพรรดินีก็ได้ทรงซื้อโลงไม้โอ๊กมีค่าสำหรับใส่พระศพ การฝังพระศพจัดขึ้นในวันที่ ๑๕ กันยายน เป็นไปอย่างเงียบๆ และเรียบง่ายตามแบบคาทอลิก มีเพียงพระโอรสธิดาและพระสหายสนิทไปร่วมไม่กี่คนที่สุสานในชาร์บีญัก พระศพของ นาม เฟือง ถูกจารึกด้วยภาษาฝรั่งเศสว่า

“CI REPOSE L'IMPÉRATRICE D'ANNAM- NÉE MARIE THÉRÈSE NGUYEN HUU THI LAN- 4/12/1914 – 15/9/1963” ("นี่เป็นสถานที่ประทับของสมเด็จพระจักรพรรดินีแห่งอานนาม มารี เตแรซ เหงียน หืว ถิ ลาน- ๔/๑๒/๑๙๑๔ –๑๕/๙/๑๙๖๓")

หลุมฝังพระศพของ นาม เฟือง ที่ชาร์บีญักได้รับความเสียหายที่ด้านข้างจากการถูกทำลายถึง ๓ ครั้ง ครั้งสุดท้ายน่าจะเป็นเรื่องการเมืองเพราะเกิดขึ้นในวันครบรอบสงครามเดี่ยนเบียนฝู


๘๖ ปีที่แล้ว ลาน เด็กสาวชาวคาทอลิกจาก ก่อ กง เข้าสู่พิธีอภิเษกสมรสกับ บ๋าว ดั่ย จักรพรรดิหนุ่มองค์สุดท้ายของราชวงศ์เหงียนผู้ยืนกรานในความรักที่มีต่อเธอ โดยยอมก้าวข้ามกำแพงขวางกั้นของความต่างทางศาสนาและเลิกขนบธรรมเนียมดั้งเดิมตามเงื่อนไขของเธอ เรื่องราวความงามของหญิงเวียดนามผู้อ่อนโยนผสานความทันสมัยแบบตะวันตก ชีวิตที่เริ่มต้นด้วยความสุขและจบลงด้วยความเศร้าตามคำทำนายจากความไม่ซื่อสัตย์ของคนรัก ทำให้ชีวิตของ ลาน หรือ นาม เฟือง จักรพรรดินีองค์สุดท้าย ไม่ต่างจากนิยายหรือละครจนบดบังข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับตัวเธอไม่ว่าจะเป็นการแทรกแซงของฝรั่งเศสต่อสถาบันกษัตริย์เวียดนามในการนำเด็กสาวเช่นเธอขึ้นสู่บัลลังก์จักรพรรดินี บทบาทของ นาม เฟือง ในฐานะคาทอลิกต่อการแก้ไขปัญหาความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดระหว่างราชวงศ์เหงียนกับคาทอลิกในเวียดนาม หรือแม้แต่ความทะเยอทะยานทางการเมืองของเธอ.


อ้างอิงจาก


https://tuoitre.vn/tu-hoang-hau-nam-phuong-toi-cleopatra-20200517093904781.htm

http://baotanglichsu.vn/vi/Articles/3098/68486/chuyen-ve-nam-phuong-hoang-hau.html?fbclid=IwAR2uJxdpc2tdgUHV7W-g8ufCzEglPbRX2jK61pQGpa_ku7HfLarKNgnCx3Q

https://www.vyctravel.com/tin-tuc/tin-tuc/nam-phuong-hoang-hau-huong-thom-mien-nam-khien-vua-bao-dai-si-me-mot-thoi.html

http://www.vanhoaonline.vn/gia-%C4%91inh/loi-song/artmid/2117/articleid/4303/nam-ph%C6%B0%C6%A1ng-ho224ng-h%E1%BA%ADu-xinh-%C4%91%E1%BA%B9p-ki234u-sa-cu%E1%BB%91i-%C4%91%E1%BB%9Di-g%E1%BB%ADi-th226n-%C4%91%E1%BA%A5t-kh225ch

https://sunghiephoc.com/cuoc-doi-nam-phuong-hoang-hau/

208 views

© 2019 by Mekong Studies Center