• Mekong Chula

"งูเก็งกอง” ในความสัมพันธ์ กัมพูชา-ไทย

Updated: Jul 28

อดิศร เสมแย้ม




กัมพูชาเป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่เคยเจาะตลาดหนังไทยสำเร็จ ขณะมีข้อพิพาทถึงขั้นประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย หากถามคนไทยเจนเบบี้บูมเมอร์ ถึงภาพจำเกี่ยวกับกัมพูชา นอกจาก “เขาพระวิหาร” และ“เจ้าสีหนุ” แล้ว คีย์เวิร์ดแรกๆ น่าจะมี “งูเก็งกอง” ร่วมด้วย


หนังถือเป็นศิลปะแขนงที่เจ็ดของกัมพูชา เพราะครอบคลุมทัศนศิลป์หกรูปแบบ ได้แก่ สถาปัตยกรรม, ประติมากรรม,จิตรกรรม, ดุริยางคกรรม, นาฏกรรม และวรรณกรรม


ยุคทองของหนังกัมพูชาอยู่ระหว่างพ. ศ. ๒๕๐๓-๒๕๑๓ มีการสร้างหนังไม่ต่ำกว่า ๓๕๐เรื่อง แม้แต่กษัตริย์นโรดม สีหนุ (នរោត្ដម សីហនុ) ก็ทรงสร้างหนังหลายเรื่องทั้งเขียนบท และกำกับเอง ส่วนใหญ่เป็นเรื่องโรแมนติก หนังที่ทรงสร้างเรื่องแรก คือ อัปสรา (អប្សរា) ในพ.ศ. ๒๕๐๙ แสดงนำโดย เจ้าหญิงนโรดม บุปผาเทวี (នរោត្តម បុប្ផាទេវី) ความนิยมดูหนังของชาวกัมพูชาเห็นได้จากจำนวนโรงหนังในพนมเปญที่มีถึง ๓๓ โรง และการจัดเทศกาลหนังนานาชาติรางวัลอัปสราทองคำขึ้นเมื่อพ.ศ. ๒๕๑๑


เนื้อหาของหนังกัมพูชามักสร้างขึ้นจากตำนานปรัมปราหรือนิทานพื้นบ้านเกี่ยวกับงูหรือจระเข้ เช่น งูเก็งกอง (ពស់កេងកង), Crocodile Man (ក្រពើសារ៉ាវ៉ាន់), Snake Girl (ស្រីពស់) กัมพูชายังส่งออกหนังขายยังต่างประเทศ เช่น เวียดนาม,อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, ไต้หวัน, สิงคโปร์, ฮ่องกง และไทย

ระหว่าง พ.ศ. ๒๕๑๓-๒๕๑๘ ในยุคสังคมราษฎร์นิยม (សង្គមរាស្ត្រនិយម) ขณะสงครามกลางเมืองกัมพูชา

กำลังคุกรุ่น หนังกัมพูชาไม่ต่ำกว่า ๓๐ เรื่อง ถูกนำเข้ามาฉายในไทย เช่น งูเก็งกอง, พิณทองคะนองศึก,บัวขาวน้อย, กระเป๋าทอง, เลือดในสายฝน, พิมพากลับชาติ,บุปผาเทวี,ปัญจเทวี,แรงกตัญญู,ถล่มฤทธิ์พญายักษ์, อภินิหารขันทอง(នាងផ្តិលមាស), ธิดาช้างเผือก(ស្ដេច​ដំរី​ស), น้ำเต้าทอง (ធីតាឃ្លោកទិព្វ),เลือดในสายฝน (វិលវិញណាបង)ทิพย์สุดา (រឿងទិព្វសូដាច័ន្), พิชัย วงษา (រឿង ពិជ័យវង្សា), ธาวรีกรรแสง (ថាវរីមាសបង), และหมื่นอาลัย (រឿង មួយម៉ឺនអាល័យ)


ความคล้ายคลึงทางวัฒนธรรมทำให้เนื้อหาของหนังที่สร้างขึ้นจากนิทานพื้นบ้านเวอร์ชั่นกัมพูชาที่ไม่ต่างจากเวอร์ชั่นไทย เช่นสังข์ทอง (ខ្យងស័ង្ខ), กากี (កាកី),นางผมหอม (នាងសក់ក្រអូប) หรือพระรถเมรี (ពុទិសែន នាងកង្) หนังกัมพูชาจึงเจาะตลาดไทยได้ไม่ยาก ความนิยมหนังกัมพูชาของผู้ชมชาวไทยเกิดจากความสำเร็จของหนังเรื่อง “งูเก็งกอง” (ពស់កេងកង) ที่ฉายในพ.ศ.๒๕๑๓ นำแสดงโดย ดี เสวต (ឌី សាវ៉េត) อดีตมิสกัมพูชา ฉายา "ราชินีเจ้าน้ำตา" และพระเอกหนุ่มรูปหล่อ เจีย ยุทธร (ជា យុទ្ធថន) มี เตีย ลิม กุน กำกับ ทำรายได้สูงสุดในอาเซียน และได้รับรางวัลในเทศกาลภาพยนตร์เอเชียครั้งที่ ๑๙ ที่สิงคโปร์ในพ.ศ. ๒๕๑๕ จนต้องมีการสร้างภาค ๒ ต่อ ร่วมกันระหว่างกัมพูชาและไทย มี อรัญญา นามวงศ์ แสดงคู่กับ เจีย ยุทธร ความสำเร็จของงูเก็งกองทำให้หนังกัมพูชาที่เข้าฉายในไทยเกือบทุกเรื่องโฆษณาว่า


”นำแสดงโดยดาราเรื่องงูเก็งกองครบชุด”

ดารากัมพูชาหลายคนเป็นที่ชื่นชอบของแฟนหนังชาวไทย เช่น กง สำเอือน (ជា យុទ្ធថន),ดี เสวตร, เจีย ยุทธร, ติ๊ด วิชราดานี (ទិត្យ វិជ្ជរ៉ា ដានី), นบ แนม (ណុប ណែម) และโสม วันโสดานี (សោម វណ្ណសុដានី)

ข่าวของดารากัมพูชาที่แฟนชาวไทยชื่นชอบไม่ว่าจะเป็นการเดินทางมาโชว์ตัวในงานเปิดตัวหนังในกรุงเทพฯ จะปรากฏภาพข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์รายวัน หรือภาพปกในนิตยสารบันเทิงไทยชื่อดังของยุคนั้น เช่น ดารารัฐ


ความสำเร็จของงูเก็งกองยังนำไปสู่การสร้างหนังร่วมกันระหว่างไทยกับกัมพูชาในพ.ศ. ๒๕๑๖ ที่มีชื่อในเวอร์ชั่นภาษาไทยว่า “รักข้ามขอบฟ้า” (ស្នេហ៍ឆ្លងវេហាស៍) นำแสดงโดย สมบัติ เมทะนี และดีเสวต มีเพลงประกอบทั้งเวอร์ชั่นภาษาไทยและภาษากัมพูชา ขับร้องโดย สิน ศรีสมุทร (ស៊ីន ស៊ីសាមុត) และ รส เสรีสุทธา (ស់ សេរីសុទ្ធា)


อุตสาหกรรมหนังกัมพูชาล่มสลายลงชั่วเวลา ๔ ปี ที่เขมรแดงเรืองอำนาจ (พ.ศ.๒๕๑๘-๒๕๒๑) ดารา นักร้อง จำนวนมาก หนีตายออกนอกประเทศ บางส่วนประสบชะตากรรมเศร้าสลดใต้เงื้อมมือเขมรแดง เช่น สิน ศรีสมุทร, เพ็น รอน (ប៉ែន រ៉ន) , รส เสรีสุทธา, เจีย ยุทธร, โสม วัน โสดานี, กง สำเอือน และ นบ แนม


การผลิตหนังของกัมพูชาดูเหมือนจะเลี่ยงปฏิสัมพันธ์กับไทยไม่พ้น หนังกัมพูชาซึ่งมีทีท่าจะฟื้นตัวอีกครั้ง

กลางพ.ศ.๒๕๔๖ หลังการจลาจลประท้วงเผาสถานทูตไทย จากการที่รัฐบาลห้ามไม่ให้หนังไทยฉายในกัมพูชา แต่ชาวกัมพูชากลับหันไปชื่นชอบหนังแนวแอ็คชั่นของฮ่องกง หนังจีนและหนังเกาหลีเพิ่มมากขึ้น หนังกัมพูชาที่ได้รับความนิยมจากผู้ชมในทศวรรษที่ผ่านมามีเพียงหนึ่งหรือสองเรื่องเท่านั้น เช่น King of the White Elephant (ស្ដេច​ដំរី​ស) ซึ่งถูกนำมารีเมคในพ.ศ. ๒ู๔๘ และ The Crocodile (នេសាទក្រពើ) ที่สร้างในพ.ศ. ๒๕๔๙ หนังกัมพูชาที่สร้างขึ้นก่อนพ.ศ. ๒๕๑๘ กว่าร้อยละ ๙๐ ถูกทำลายและสูญหายไปในยุคเขมรแดง มีเพียง ๓๑ เรื่องที่รอดถึงปัจจุบัน การค้นพบฟิล์มหนังกัมพูชาในไทยสร้างความรู้สึกโหยหาอดีตถึงความรุ่งเรืองของหนังกัมพูชาที่โปรดัคชั่นสามารถแข่งกับหนังต่างประเทศได้ แม้ปัจจุบันจะไม่สามารถผลิตหนังคุณภาพที่สามารถแข่งขันในตลาดต่างประเทศได้เหมือนอดีตจากเงื่อนไขทางเทคนิค การขาดแคลนบุคลากรมืออาชีพที่มีประสบการณ์ และทุนสร้าง


ยุคทองของหนังกัมพูชาที่บานสะพรั่งในห้วงเวลาของความสัมพันธ์ทางการทูตกัมพูชาและไทยตกต่ำถึงขีดสุด ได้บ่งถึงความสัมพันธ์และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ระดับประชาชนกับประชาชนสองประเทศ ที่ปัจจุบันเรียกกันว่า "การทูตภาคประชาชน" เป็น "การทูตเชิงวัฒนธรรม" ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ ๖๐ ปีที่ผ่านมา.

5 views

© 2019 by Mekong Studies Center