• Mekong Chula

การกลับมาของหมี

Updated: Jul 28

อดิศร เสมแย้ม



การล่มสลายของสหภาพโซเวียต (Dissolution of the Soviet Union) ทำให้ขั้วการเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ระหว่างเวียดนาม และลาว ที่มีคอมมิวนิสต์มอสโกเป็นพันธมิตรร่วมอุดมการณ์ กับสมาชิกอาเซียนหกประเทศที่เชื่อใน


ทฤษฏีโดมิโน ประกอบด้วย บรูไน, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย,ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์ และไทย ต้องเปลี่ยนไป เมื่อเวียดนาม และลาว เข้าเป็นสมาชิกอาเซียน พร้อมกับการสิ้นสุดสงครามเย็นใน พ. ศ.๒๕๓๔ และการถอนสมอจากฐานทัพเรือที่อ่าวกามซัญ ในเวียดนามของสหายหมีขาว


การกลับมาภูมิภาคนี้ใหม่อีกครั้งของรัสเซีย เกิดจากนโยบาย “หันหาตะวันออก” (Turn to the East) จากความสัมพันธ์อันตึงเครียดระหว่างมอสโก กับวอชิงตัน และยุโรป จากการถูกคว่ำบาตรต่อปัญหายูเครน และคาบสมุทรไครเมีย และการแทรกแซงการเลือกตั้งในอเมริกา รวมทั้งความต้องการลดการพึ่งพาตลาดยุโรป ซึ่งได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานในตลาดโลก ที่ลดลงด้วยการกระชับความสัมพันธ์กับจีน และรักษาสัมพันธภาพกับพันธมิตรเดิมอย่าง อินเดีย, เวียดนาม และเกาหลีเหนือ พร้อมกับสร้างพันธมิตรใหม่ เช่น ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้ รวมทั้งพัฒนาความสัมพันธ์กับอาเซียนที่เริ่มขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๔ ในฐานะคู่หารือ (Consultative Relations) และลงนามร่วมกันใน “ปฏิญญาโซชิ” (Sochi Declaration)ใน พ.ศ. ๒๕๕๙


การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างมอสโกกับอาเซียน ถือเป็นการปรับสมดุลเชิงรุกด้านความมั่นคง และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของรัสเซีย ซึ่งเดิมส่วนใหญ่เน้นไปที่ยุโรป แต่ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซีย และอาเซียนยังน้อยมาก รัสเซียไม่ใช่หุ้นส่วนทางเศรษฐกิจชั้นนำในด้านการค้าหรือการลงทุนของอาเซียน เช่น จีน, ญี่ปุ่น หรือเกาหลีใต้ ใน พ.ศ. ๒๕๖๐ การค้าระหว่างรัสเซียและอาเซียน มีมูลค่าเพียง ๑๘.๓ พันล้านเหรียญสหรัฐ เป็นเพราะเศรษฐกิจของรัสเซียไม่ได้มุ่งเน้นการส่งออก รัสเซียไม่ประสบความสำเร็จในการใช้พลังงานเป็นเครื่องมือสนับสนุนนโยบายหันหาตะวันออกเนื่องจากประเทศในอาเซียน เช่น อินโดนีเซีย, มาเลเซีย และบรูไน ต่างเป็นผู้ผลิตและส่งออกพลังงาน


สัดส่วนที่เพิ่มขึ้นของการค้าระหว่างรัสเซียกับอาเซียนมาจากการส่งออกอาวุธยุทโธปกรณ์ของรัสเซียที่คุณภาพดีกว่าจีน แต่ราคาต่ำกว่าคู่แข่งขันทางตะวันตก ซึ่งเกิดจากความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในทะเลจีนใต้ โดยมีลูกค้าสำคัญ คือ อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, เวียดนาม และสิงคโปร์ เฉพาะอย่างยิ่งเวียดนาม ซึ่งเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ยาวนานตั้งแต่ยุคสงครามเย็น เป็นผู้ซื้ออาวุธรัสเซียรายใหญ่ที่สุด การขายอาวุธจึงเป็นกุญแจความสัมพันธ์ของเครมลินกับอาเซียน ตามรายงานของ Chatham House ระหว่าง พ.ศ. ๒๕๔๓ –๒๕๖๐ รัฐวิสาหกิจด้านการส่งออกอาวุธยุทโธปกรณ์ของรัฐบาลรัสเซีย เช่น Rostec หรือ Rosoboronexport ขายอาวุธให้อาเซียนมากกว่าอเมริกาหรือจีน มูลค่ารวม ๖.๖๔ พันล้านเหรียญสหรัฐ

คิดเป็นร้อยละ ๑๒ ของยอดขายอาวุธของรัสเซียทั่วโลก เมื่อเทียบกับอเมริกาที่ขายอาวุธให้กับอาเซียน ในช่วงเวลาเดียวกัน ๔.๕ ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นร้อยละ ๖ ของยอดขายอาวุธทั้งหมดของอเมริกา ขณะที่จีนขายอาวุธให้ภูมิภาคนี้เพียง ๑.๘ พันล้านเหรียญสหรัฐ


มอสโกที่ดูเหมือนเป็นทางเลือกของอาเซียนในการถ่วงดุลกับอเมริกา และเผชิญหน้ากับจีน กลับไม่มีบทบาทมากนัก เนื่องจากนโยบายของรัสเซียที่พยายามรักษาความสัมพันธ์อันดีกับจีน ซึ่งเป็นคู่ขัดแย้งเรื่องอาณาเขตในทะเลจีนใต้ แม้รัสเซียจะมีบทบาทในฐานะผู้ร่วมก่อตั้ง ARF (ASEAN Regional Forum) แต่รัสเซียถูกบีบให้เลือกข้างระหว่างจีนกับประเทศคู่ขัดแย้ง ซึ่งพญาหมีขาวเลือกจะโอบกอดพญามังกร ที่ได้รับแรงกดดันจากการปรับดุลอำนาจในเอเชีย(Rebalance to Asia) ของพญาอินทรี ด้วยการเชิญจีนเข้าร่วมซ้อมรบทางเรือ “วอสต็อก-๒๐๑๘” (Vostok-๒๐๑๘) ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างรัสเซียกับนาโตจากปัญหายูเครน และซีเรีย แสดงให้เห็นถึงการร่วมมือไม่ใช่การแข่งขันระหว่างรัสเซีย และจีน ที่ไม่ได้มองว่าอีกฝ่ายเป็นภัยคุกคาม ทั้งยังเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังวอชิงตันว่า หากยังคงเดินหน้ากดดันมอสโกก็จะไม่เป็นผลดีต่ออเมริกา ดังนั้นรัสเซียจึงนิ่งเงียบ และรักษาความเป็นกลางต่อความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ด้วยการเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติความขัดแย้งผ่านช่องทางการทูต ซึ่งสร้างความกังวลอย่างมากแก่เวียดนาม และอินโดนีเซีย


การเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ทั้งปักกิ่งและฮานอย จึงเป็นความท้าทายทางการทูตสำหรับมอสโก จากความร่วมมือทางทหารระหว่างรัสเซียกับเวียดนามที่เพิ่มขึ้น พร้อมๆกับงบประมาณการจัดซื้ออาวุธของเวียดนาม รวมถึงการใช้ท่าเรือน้ำลึกที่อ่าวกามซัญ ทำให้รัสเซียอาจสูญเสียความสำคัญลงเมื่อเทียบกับความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนาม กับอเมริกา, อินเดีย, ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป


ตามวิสัยทัศน์ปูติน อาเซียนไม่ได้อยู่ในลำดับความสำคัญของนโยบายต่างประเทศรัสเซีย รัสเซียยังคงให้ความสำคัญกับยุโรป และตะวันออกกลาง เหตุผลที่รัสเซียไม่สามารถมีบทบาทสำคัญในการถ่วงดุลจีน ก็เนื่องจากการลดลงของอำนาจทางทหารของรัสเซียในภูมิภาคนี้หลังสงครามเย็น ทำให้รัสเซียไม่สามารถสร้างความสมดุลทางทหารกับอเมริกาหรือจีนได้ ที่ต่างจากจีนคือรัสเซียไม่ได้เป็นภัยคุกคาม หรือมีความขัดแย้งกับประเทศในภูมิภาคนี้ และนับตั้งแต่ทรัมป์เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีอเมริกาความสนใจของวอชิงตันต่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ลดลงเมื่อเทียบกับโอบามา รัสเซียดูเหมือนจะเป็นพันธมิตรที่น่าดึงดูดใจของประเทศในอาเซียนไม่ว่าจะเป็น ไทย, ฟิลิปปินส์, กัมพูชา และเมียนมา ยิ่งกว่าอเมริกา หรือยุโรปด้วยการใช้ประโยชน์จากความตึงเครียดระหว่างอเมริกาและประเทศอาเซียนในเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน และประชาธิปไตย


อาเซียนในการกลับมา (ใหม่) ของพญาหมีขาวจึงไม่มีความหมายต่อการ “ปักหมุดปูติน” หากเทียบกับจีน เนื่องจากเป้าหมายหลักของเครมลินต่ออาเซียน คือ รายได้จากการขายอาวุธ ที่เพิ่มสูงขึ้นจากความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีพร้อมๆกับรักษาสมดุลความสัมพันธ์กับพันธมิตรอย่างปักกิ่งที่เฝ้าดูอยู่อย่างใกล้ชิด


อ้างอิงจาก


”Russia draws closer to Southeast Asia with arms and energy trade”

Nikkei Asian Review, November 14, 2018

https://asia.nikkei.com/Politics/International-relations/Russia-draws-closer-to-Southeast-Asia-with-arms-and-energy-trade.

Kornchanok Raksaseri,”Russia's ties built on mutual respect”

Bangkok Post, November 3, 2019

https://www.bangkokpost.com/opinion/opinion/1785934/russias-ties-built-on-mutual-respect

“ASEAN-Russia partnership has long way to go: Expert”

The Jakarta Post, March 13, 2020

https://www.thejakartapost.com/seasia/2020/03/12/asean-russia-partnership-has-long-way-to-go-expert.html

© 2019 by Mekong Studies Center